พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๗)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
..........................................................
... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น
... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก
..........................................................
“ชาวพุทธบางคนด่าพระ” (ต่อ)
พระเณรเรียน มจร มมร คนด่าว่าเรียนเดรัจฉานวิชา
แต่ผมเถียงแทนพระมาตลอดว่า พระเณรเรียน มจร มมร จะบอกว่าเรียนเดรัจฉานวิชาหรือไม่ใช่ ต้องดูกันเป็นคนๆ อย่าเหมาเข่ง
แต่ที่แน่ๆ พระเณรเรียน มจร มมร ขอให้เข้าใจไว้เถิดว่าต้องเหนื่อยเป็น ๒ เด้ง
ใช้คำว่า “เด้ง” ความหมายอาจจะไม่ตรงนัก แต่ให้ภาพและอารมณ์ชัดเจนดี จึงขอใช้คำนี้
เด้งหนึ่ง คือต้องเรียนให้จบ ต้องทำเปเปอร์ ต้องส่งงาน ต้องทำเกรดให้ได้ตามเกณฑ์-เหมือนที่ชาวบ้านเรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ
เด้งสอง คือต้องรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ให้ได้ด้วย หมายความว่า อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ต้องไม่ทำ อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ต้องไม่ละเลย รวมความว่าอะไรที่เป็นกิจของสงฆ์ก็ต้องทำต้องปฏิบัติ มองกันให้เป็นรูปธรรมก็อย่างเช่นต้องรักษาศีล ๒๒๗ ศีล ๑๐ ได้ครบถ้วน ทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติจิตภาวนา-รวมเรียกว่า “วิถีชีวิตสงฆ์” เหล่านี้ต้องไม่บกพร่อง
เด้งสองนี้ชาวบ้านที่เรียนมหาวิทยาลัยไม่มีภาระ ไม่ต้องแบกรับอะไรเลย ความประพฤติส่วนตัวจะเลอะเทอะเละเทะอย่างไร เสพสุขได้เต็มที่ ไม่มีใครสนใจใคร ขอให้ส่งงาน ทำเกรดให้ได้ตามเกณฑ์ คือเรียนให้จบเท่านั้นพอ
ชาวบ้านเรียนมหาวิทยาลัยเหนื่อยเด้งเดียว
พระเณรเรียน มจร มมร เหนื่อยสองเด้ง
พระเณรมีความรู้เท่าๆ กับชาวบ้านด้วย
รักษาพระธรรมวินัย รักษาพระศาสนาไปพร้อมๆ กันด้วย
จะเอายังไงอีก
อย่าเอาแต่ด่าพระ มองกันให้ถูกด้วย
.......................
คำเถียงแทนของผมมีจุดอ่อนอยู่นิดเดียว คือ ถ้าถูกย้อนว่า - เอ็งรับประกันได้หรือเปล่าว่าพระเณรประพฤติดีปฏิบัติชอบได้ครบถ้วนอย่างที่คุย - โดนลูกนี้ผมก็ง่อนแง่นแล้ว ไม่มีหลังพิง
ก็จึงได้แต่กราบไหว้วิงวอนพระเณรที่เรียน มจร มมร ว่าท่านต้องช่วยผมด้วย
ช่วยด้วยวิธีง่ายๆ สั้นๆ - ช่วยรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ให้ได้
เริ่มด้วย-ต้องชัดแจ้งเจนใจว่า “วิถีชีวิตสงฆ์” คืออะไร แล้วรักษาไว้ให้ได้
พูดให้เห็นเป็นรูปธรรมง่ายๆ ก็อย่างเช่น -
..........................................................
ออกบิณฑบาตทุกวัน อย่าให้ขาด
ทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น อย่าให้ขาด
ศึกษาหลักพระธรรมวินัยให้เข้าใจแจ่มแจ้ง อย่าให้ขาด
ปฏิบัติตามสิกขาบทของตนๆ อย่างเคร่งครัด อย่าให้ขาด
ปฏิบัติจิตภาวนาตามสติกำลัง อย่าให้ขาด
บอกกล่าวเผยแผ่พระธรรมวินัยแก่ผู้อื่นต่อไปตามโอกาส
ทำได้เท่านี้คือรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้
..........................................................
ทำได้เท่านี้ ใครมันจะด่าว่าเรียนเดรัจฉานวิชาก็ให้มันด่าไปเถอะ
วิถีชีวิตสงฆ์ไม่บกพร่องก็สบายใจแล้ว
ผมขอแค่นี้
.......................
มี ๓ เรื่องที่ขออนุญาตปรับทุกข์ไว้ตรงนี้ก่อน เผื่อลืม
หนึ่งเรื่อง คือขอร้องพระคุณเจ้าทั้งปวง-ทั้งพระภิกษุและสามเณร-โปรดออกบิณฑบาต ไม่จำเป็นอย่าขาด และพยายามงดเว้นการใช้สิทธิ์ตามหลักอดิเรกลาภ
โปรดทราบเถิดว่า การออกบิณฑบาตเป็นการประกาศพระศาสนาและรักษาพระศาสนาที่ลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้ผลมากที่สุด
สองเรื่องที่ขออนุญาตปรับทุกข์คือ
เรื่องที่หนึ่ง เดี๋ยวนี้เห็นภาพพระรับส่งสิ่งของกับมือสตรีโดยตรงมากขึ้น ไม่ใช่พระเด็กๆ พระผู้ใหญ่ก็มี ขอร้องว่าโปรดอย่าทำเช่นนั้นเลยขอรับ
เรื่องนี้ไม่ได้ขัดกับหลักพระธรรมวินัย
ไม่มีพระธรรมวินัยข้อไหนบัญญัติ “ห้ามใช้ผ้ารองรับสิ่งของจากสตรี”
นี่เป็นจารีตพระสงฆ์ไทย-ทำนองเดียวกับเรื่องโกนคิ้ว
แยกพระธรรมวินัยไว้ต่างหาก
ขอความกรุณาอย่าอ้างว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย
เพราะนั่นคือ-ความพินาศมาเยือนแล้ว
..........................................................
ขอให้ดูตัวอย่างจากเจ้านายที่เป็นสตรี
ไม่มีเจ้านายที่เป็นสตรีพระองค์ใดรับส่งสิ่งของจากมือพระสงฆ์โดยตรง
..........................................................
เรื่องที่สอง เดี๋ยวนี้เห็นภาพพระอยู่สองต่อสองกับสตรีมากขึ้น ได้ยินอ้างว่า-มีความบริสุทธิ์ใจ
ความบริสุทธิ์ใจพิสูจน์ยาก พระวินัยใช้รูปธรรมที่มองเห็นได้เป็นหลัก เมื่ออยู่กับสตรี พระวินัยกำหนดว่าต้องมี “บุรุษผู้รู้เดียงสา” เป็นบุคคลที่สามร่วมอยู่ด้วยเสมอ สตรีแม้เป็นร้อยก็คุ้มไม่ได้-คงไม่ลืมที่เราเรียนกันมา
พระรุ่นเก่า-แม้จะอยู่บ้านนอกคอกนา-ระวังเรื่องนี้มาก ผมเป็นเด็กวัดหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ ยืนยันได้เพราะอยู่ในเหตุการณ์บ่อยมาก
เมื่อมีสตรีมาหา พระรุ่นเก่าจะมองหา “บุรุษผู้รู้เดียงสา” ทันที
อันดับแรกคือพระด้วยกัน
ถ้าไม่มี-ก็สามเณร
ถ้าไม่มี ก็เด็กวัด
ท่านจะไม่ยอมอยู่สองต่อสองกับสตรีเป็นอันขาด-ต่อให้เป็นโยมแม่ก็เถอะ ผมยืนยันได้
โยมผู้หญิงมาทีไร หลวงพี่หลวงลุงเรียกหา ให้ไปนั่งอยู่ใกล้ๆ จะใช้อะไรก็ไม่ใช้ จะให้ทำอะไรก็ไม่บอก ลุกไปไหนก็ไม่ได้ ให้นั่งเฉยๆ อยู่ตรงนั้น
ทีแรกก็ไม่เข้าใจ เพราะความเป็นเด็ก แต่ก็เรียนรู้ได้ในไม่ช้า ว่า อ้อ ให้เราไปนั่งคุ้มอาบัติให้ท่าน ท่านปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด
ทั้งรับส่งสิ่งของจากสตรี ทั้งอยู่สองต่อสองกับสตรี ผู้หญิงสมัยก่อนจะรู้จารีตพระสงฆ์ไทยและวินัยพระกันทั่วไป
ประเคนของให้พระ ถ้าพระไม่มีผ้ารอง ก็จะยังไม่ประเคน
ไปหาพระ ถ้ายังไม่มี “บุรุษผู้รู้เดียงสา” ก็จะยังไม่นั่งด้วย
แต่คนสมัยนี้ศึกษาเรียนรู้วินัยพระกันน้อยลง ผมเชื่อผู้หญิงสมัยนี้น้อยคนที่จะรู้ว่า -
ผู้หญิงรับส่งของกับมือพระตรงๆ ไม่ได้ ผิดจารีต
ผู้หญิงกับพระอยู่ด้วยกันสองต่อสองไม่ได้ ผิดวินัย
ดีไม่ดีพอรู้เข้าอาจจะอุทานว่า มียังงี้ด้วยหรือ ไร้สาระว่ะ - นี่ก็เพราะไม่ได้ศึกษาจึงไม่ตระหนักถึงความสำคัญของพระธรรมวินัย
จึงเป็นหน้าที่ของชาวเราที่จะต้องช่วยกัน “หา” ความรู้ และ “ให้” ความรู้แก่สังคม เพื่อทุกฝ่าย-ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้าน-จะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง
พระเณรปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด ก็คือการรักษาวิถีชีวิตสงฆ์ไว้ได้ และคือการรักษาพระศาสนาไว้ได้อีกวิธีหนึ่ง
--------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๒๐:๑๖
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ