วิธีรักษาพระศาสนา (๓)
.........................................................
คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน
แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา
.........................................................
สองตอนที่ผ่านมา ผมพูดถึง --
(๑) การที่พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตเป็นการประกาศพระศาสนาที่วิเศษที่สุด
(๒) การออกบิณฑบาตเป็นกิจที่กำหนดไว้ในระเบียบการครองชีพของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “นิสัยสี่”
(๓) พิจารณาจาก “นิสัยสี่” จะเห็นว่าการครองชีพของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาเป็นการปฏิบัติขัดเกลาตนเองอย่างยิ่ง สอดคล้องกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการออกบวช
ที่นี้ก็มาถึง-เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการออกบวชคืออะไรอย่างไร พึงสดับความจากพระไตรปิฎก ดังต่อไปนี้ -
...............................................................
อิติปิ ปฏิสญฺจิกฺขติ
ผู้ที่ได้ฟังธรรมย่อมเห็นตระหนักว่า --
สมฺพาโธ ฆราวาโส รชาปโถ
การอยู่ครองเรือนคับแคบ เป็นทางมาของธุลี
อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา
บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง
นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สํขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ
การอยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่ขัดแล้ว ทำได้ไม่ง่ายนัก
ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ
เอาเถิด เราจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนถือบวชไม่มีบ้านเรือน
โส อปเรน สมเยน อปฺปํ วา โภคกฺขนฺธํ ปหาย มหนฺตํ วา โภคกฺขนฺธํ ปหาย
ต่อมาเขาสละโภคสมบัติน้อยใหญ่
อปฺปํ วา ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย มหนฺตํ วา ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย
ละหมู่ญาติน้อยใหญ่
เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา
ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์
อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ ฯ
ออกจากเรือนถือบวชไม่มีบ้านเรือน
โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหรติ
เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์
อาจารโคจรสมฺปนฺโน
ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร
อนุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี
โทษทั้งหลายเพียงเล็กน้อยก็เห็นเป็นภัย
สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ
สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
กายกมฺมวจีกมฺเมน สมนฺนาคโต กุสเลน
ประกอบกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล
ปริสุทฺธาชีโว
มีการดำรงชีพที่บริสุทธิ์
สีลสมฺปนฺโน
ถึงพร้อมด้วยศีล
อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร
คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(คือเมื่อตาเห็นหูได้ยินเป็นต้น มีสติกำกับจิตตลอดเวลา)
สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโต
ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ
สนฺตุฏฺโฐ ฯ
เป็นผู้สันโดษ
ที่มา: สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๙ ข้อ ๑๐๒
...............................................................
นี่คือ “ภาพชีวิต” ของบรรพชิตในพระพุทธศาสนา
พิจารณาภาพเช่นนี้ประกอบกับหลัก “นิสัยสี่” คงจะมีคนรุ่นใหม่ร้องออกมาว่า ใครมันจะทำได้
แบบนี้มันต้องกลับไปเกิดสมัยพุทธกาลโน่นแล้ว สมัยนี้ไม่มีใครทำได้หรอก
ถ้าให้ลงคะแนน ฝ่ายที่มีความคิดแบบนี้ชนะขาด
เพราะชาวเราสมัยนี้-ทั้งชาววัดและชาวบ้าน-ไม่มีฉันทะอุตสาหะที่จะศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจมาตรฐานที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ และเมื่อศึกษาเรียนรู้เข้าใจดีแล้วก็พยายามทำตามให้ได้
แต่มีความสามารถอย่างยิ่ง-ที่จะไม่ทำ แล้วหาเหตุผลมาอธิบายว่า ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
เพราะไม่มีฉันทะอุตสาหะที่จะศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ได้นั่นเอง จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เราไม่เคยพยายามที่จะหาวิธีใช้ไฮเทคเข้ามาช่วยสนับสนุนให้พระปฏิบัติตามพระวินัยได้อย่างสะดวก
เช่น --
จะใช้ไฮเทคทำหน้าที่ไวยาวัจกรรับเงินที่มีผู้ถวายพระได้อย่างไร
จะใช้ไฮเทคทำหน้าที่ไวยาวัจกรซื้อของให้พระได้อย่างไร
เมื่อหาไวยาวัจกรไม่ได้หรือไม่สะดวก แล้วทำอย่างไร? --
โยมถวายเงิน ก็ใส่บาตร-ใส่มือพระไปซื่อๆ
ก็ไม่มีไวยาวัจกรยืนอยู่ตรงนี้นี่ จะให้ฉันทำยังไง คุณรู้ดีนักช่วยมาเป็นไวยาวัจกรให้หน่อยสิ
พระต้องการของฉันของใช้ ก็กำเงินไปซื้อเอาเองซื่อๆ
ก็หาไวยาวัจกรไปซื้อให้ไม่ได้นี่ จะให้อาตมาทำยังไง โยมไม่อยากให้พระผิดวินัย ช่วยมาเป็นไวยาวัจกรให้ทีสิ
จบเลย
แต่ถ้าช่วยกันคิด อาจจบอีกแบบหนึ่ง คือใช้ไฮเทคเป็นไวยาวัจกร
นึกออกไหมครับ เวลานี้หุ่นยนต์ทำหน้าที่องครักษ์บุคคลสำคัญ เขาก็ประดิษฐ์ได้แล้ว
ของเราไม่ต้องถึงกับเป็นหุ่นยนต์ ขอแค่เป็นอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่สามารถทำหน้าที่เหมือนไวยาวัจกร
ใครถวายเงินให้พระก็ถวายผ่านอุปกรณ์ที่ว่านี้ เหมือนกับถวายผ่านไวยาวัจกร โดยพระไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือทำอะไรในขั้นตอนการรับเงิน ทำเพียงกดปุ่ม “รับทราบ” เท่านั้น
พระจะต้องจ่ายค่าอะไรหรือจะซื้ออะไร ก็ไม่ต้องกำเงินไปจ่ายเอง ให้ไวยาวัจกรไฮเทคจ่ายแทน
ตัวอย่างเช่น-พระโดยสารรถแท็กซี่ ไม่ต้องควักเงินออกมาจ่ายค่าแท็กซี่ แต่ใช้ “ปวารณาบัตร”
เงินไปอยู่ในปวารณาบัตรได้อย่างไร พระไม่ต้องเข้าไปยุ่ง มีกระบวนการไฮเทคจัดการให้ พระรู้แต่เพียงว่าในปวารณาบัตรมีกำลังเงินพอที่จะชำระค่าแท็กซี่ได้ คนขับเอาปวารณาบัตรไปรูดกับมิเตอร์ เป็นอันชำระค่าแท็กซี่เรียบร้อย
นี่เป็นเรื่องที่ผมฝันเฟื่องเล่นๆ แต่อยากให้มีคนคิดทำได้จริงๆ
ผมเคยขายแนวคิดนี้ให้พรรคพวกฟัง พรรคพวกบอกว่า ไอ้ปวารณาบัตรที่คุณฝันเฟื่องนั่น มันก็คือเงินดีๆ นี่เอง พระจับปวารณาบัตร ใช้ปวารณาบัตร ก็ไม่ต่างไปจากหยิบเงินใช้เงินนั่นเอง จะต้องไปทำอ้อมค้อมให้มันยุ่งยากอีกทำไม ใช้เงินตรงๆ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปนี่แหละดีแล้ว
คงจะต้องขออนุญาตแวะข้างทางอีกสักหน่อยหนึ่ง สาธยายเรื่องหลักการปวารณาและปวารณาบัตรให้เคลียร์ก่อนจะไปต่อ
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๑๑:๑๐
......................................................
ภาพประกอบ: เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์
จิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดไชยทิศ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย
ที่มา: เอกสารงานวิจัยเรื่อง ภาพจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถ วัดไชยทิศ กรุงเทพมหานคร การกำหนดอายุและภาพสะท้อนทางสังคม โดย นายณัฐวุฒิ เลาห์เจริญบัณฑิต
ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
......................................................
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ