สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

อุมมัคคสูตร ว่าด้วยผู้มีปัญญาใฝ่รู้

   พระผู้มีพระภาคตรัสชมเชยภิกษุรูปหนึ่งผู้มีปัญญาใฝ่รู้ ที่เข้าเฝ้าแล้วทูลถามปัญหา ๔ ข้อ คือ

   กรรมส่งผลได้หรือไม่

   ถาม การกระทำทุกอย่างเรียกว่ากรรมใช่หรือไม่ อาจเป็นกรรมดีก็ได้ กรรมชั่วก็ได้ใช่ไหม การกระทำพวกนี้จะส่งผลให้เราหรือไม่ ในชาตินี้หรือชาติหน้าจะส่งผลหรือไม่ คนที่รวยมากๆ คนที่มีอำนาจมากๆ แปลว่า ชาติก่อนเขาทำบุญกุศลมามาก ใช่หรือไม่ จึงมาส่งผลเอาชาตินี้ ขอความกระจ่างด้วย

   ตอบ คำว่า กรรม นั้น หมายถึงการกระทำนั้นถูกแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะ เป็นการกระทำดีหรือชั่ว หรือไม่ดีไม่ชั่วก็เรียกว่ากรรมทั้งสิ้น แต่เป็นกรรมที่เกิดพร้อมกับจิตแต่ละดวง คือเมื่อจิตทุกดวงเกิดขึ้นจะมีกรรม คือตัวเจตนานี้เกิดขึ้นพร้อมกับจิตเสมอ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกเจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับจิตทุกดวงว่า สหชาตกรรม หมายความว่า สหชาตกรรมนี้เกิดกับบุคคลทุกประเภทที่มีจิต ไม่เว้นแม้แต่พระอรหันต์

   แต่กรรมที่สามารถจะส่งผลให้เกิดความสุขและความทุกข์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาเจตนากรรมที่เกิดพร้อมกับกุศลจิตและอกุศลจิตเท่านั้น ที่เมื่อดับไปแล้ว สามารถจะเป็นปัจจัยให้เกิดผล คือวิบากแก่ผู้กระทำ กรรมชนิดที่เมื่อเกิดพร้อมกับกุศล อกุศล และดับไปแล้ว สามารถให้ผล คือความสุข ความทุกข์ แก่ผู้กระทำได้ พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า นานักขณิกกรรมๆ นี้เท่านั้นที่สามารถให้ผล คือความสุข และความทุกข์แก่ผู้กระทำ ทั้งในชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อจากชาติหน้าไปตราบจนกว่า จะปรินิพพาน

   ด้วยเหตุนี้ การทำกุศลหรืออกุศลเพียงครั้งเดียว กุศลและอกุศลนั้นสามารถ ให้ผลได้ถึง ๓ ชาติเป็นอย่างน้อย คือให้ผลในชาตินี้ ให้ผลในชาติหน้า และให้ผลต่อจาก ชาติหน้าไป ซึ่งกรรมชนิดนี้เมื่อได้เหตุปัจจัยพร้อม ย่อมจะให้ผลทันที โดยที่ไม่มีใคร ต้านทานหรือป้องกันได้ แม้ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดอย่างพระพุทธเจ้า ก็ไม่อาจ หลีกเลี่ยงกรรมที่ได้โอกาสให้ผลนั้นได้ ซึ่งในข้อนี้ก็มิได้พูดเอาเอง แต่พระพุทธเจ้า ตรัสเล่าไว้ด้วยพระองค์เอง เพราะเหตุที่กรรมดีกรรมชั่วที่แต่ละคนทำไปแล้วแต่ละอย่างๆ สามารถจะให้ผลได้ถึง ๓ ชาติด้วยกันเป็นอย่างน้อย กรรมดีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ กรรมชั่วเป็นสิ่งที่ควรละเว้น เพราะเพียงในวันเดียว เราก็ไม่อาจจะนับได้ว่า เราได้ทำกรรมดี กรรมชั่วไปกี่ครั้ง ยิ่งเป็นเดือน เป็นปี เป็นร้อยปี ตลอดชีวิต และเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ทุกชาติที่เกิด เราจึงไม่อาจนับคำนวณนับได้เลยว่า ในอดีตอนันตชาติที่ล่วงมาแล้วนั้น เราได้ทำกรรมดีและกรรมชั่วมาแล้วมากเท่าไร แต่เรารู้เพียงว่า เมื่อใดที่เราได้รับความสุข เมื่อนั้นกรรมดีที่ทำไว้กำลังให้ผล และเมื่อใดที่เราได้รับความทุกข์ เมื่อนั้นกรรมชั่วกำลังให้ผล เพราะฉะนั้นในตอนท้ายที่ถามว่า คนที่รวยมากๆ คนที่มีอำนาจมากๆ แปลว่า ชาติก่อนเขาทำบุญกุศลมามากใช่หรือไม่นั้น คำตอบคือใช่


-----------------

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงมีโรคทั้งที่บำเพ็ญบารมีมานานมาก

   ถาม พระสาวกบางองค์ไม่ต้องฉันยาแม้แต่มะขามป้อมผลเดียว แต่พระสัมมา สัมพุทธเจ้ามีโรค ต้องใช้ยาบำบัดก็เคยมี จะไม่ค้านกันกับที่ว่าพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมามากกว่าสาวกหรือ

   ตอบ เรื่องของการบำเพ็ญบารมีนั้นเป็นเรื่องของการทำคุณงามความดีให้บริบูรณ์ ส่วนเรื่องของความทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นผลของอกุศลที่ได้เคยทำไว้ เป็น คนละเรื่องกัน โปรดอย่าเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน อกุศลกรรมที่แต่ละคนได้ทำไว้ในเวลาอันยาวนานนั้นไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน ผลที่ออกมาจึงต่างกัน คือมากน้อยไม่เท่ากัน

   ในเรื่องความมีโรคต่างๆ ของพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้นั้น พระองค์ตรัส เล่าไว้ด้วยพระองค์เองทีเดียวว่า เป็นเพราะพระองค์ได้ทรงทำกรรมอะไรมาในอดีต อันเป็นเหตุให้พระองค์ต้องเสวยทุกข์ในอบายภูมิมาแล้ว แต่ด้วยอำนาจของกรรมนั้นที่ยังเหลืออยู่ คือยังให้ผลไม่หมด กรรมนั้นจึงติดตามมาให้ผลแก่พระองค์ในชาติสุดท้ายได้อีก ความเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่อาจขัดขวางการให้ผลของกรรมได้ นี่คือหลักสัจธรรม

   ขอยกเอาเรื่องราวที่พระพุทธองค์ตรัสเล่าถึงบุพกรรมของพระองค์อันเป็นเหตุให้ มีโรคภัยมาอ้างอิงให้ทราบด้วย ในขุททกนิกาย อปทาน ตอนปุพพกรรมปิโลติ ข้อ ๓๙๒ ตอนหนึ่งพระองค์ตรัสว่า “ในกาลก่อนเราเป็นเด็ก ลูกชาวประมง อยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส ด้วยวิบากของกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะ คือปวดศีรษะได้มีแล้วแก่เรา ในคราวที่พระเจ้าวิฑูฑภะเบียดเบียนพวกเจ้าศากยะแล้วฆ่าเสีย" นี่คือต้นเหตุแห่งโรคปวดศีรษะ 

   ต้นเหตุแห่งโรคปักขันทิกาพาธ คือโรคบิดเมื่อตอนใกล้จะปรินิพพาน คือใน อดีตพระองค์ทรงเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้บุตรเศรษฐีตาย ด้วยผลแห่งกรรมนั้น พระองค์จึงเป็นโรคปักขันทิกาพาธ ด้วยอกุศลกรรมในอดีตเหล่านี้แหละ ที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงมีโรค

------------------

กุสลา ธัมมา เป็นต้น ไม่ใช่สัตว์อย่างไร?

   ถาม ได้ฟังเรื่องกุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ว่าไม่ใช่สัตว์บุคคล เป็นแต่สภาวะ ยังไม่เข้าใจ ช่วยอธิบายให้ฟังด้วย

   ตอบ เรื่องของกุสลา ธัมมา คือกุศลธรรมเป็นต้นนั้น ปกติเรารู้จักชื่อกันจนคุ้น เวลาให้ทานเราก็รู้ว่าเป็นกุศล เวลารักษาศีลก็รู้ว่า เป็นกุศล หรือเวลาเราฆ่าสัตว์ ลักทรัพ เป็นต้น เราก็รู้ว่าเป็นบาปอกุศล ก็เพราะได้เอาเราเข้าไปร่วมด้วยทุกครั้งในเวลาทำกุศล และอกุศล เราจึงคิดว่ากุศลก็ดี อกุศลก็ดี ล้วนเป็นเรา คือเป็นสัตว์ เป็นบุคคลทั้งสิ้น แต่ถ้า ท่านเอาเราออกไป ก็จะเหลือแต่ลักษณะคือสภาวะของกุศล หรือสภาวะของอกุศลเท่านั้น

      ขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดๆ คือความโกรธ เวลาโกรธ จิตใจจะขุ่นมัว ไม่ร่าเริง บางทีถ้าโกรธมากก็ถึงกับแค้นใจ ใคร่จะทำอะไรตอบให้สาสม สภาพคือลักษณะที่ขุ่นมั่ว ลักษณะที่ไม่ร่าเริง ลักษณะที่แค้นใจ เป็นต้น เรารู้สึกได้ ลักษณะเหล่านั้นเป็นเพียงอาการของโทสะเท่านั้น ไม่มีคน มีสัตว์ มีเรา อยู่ในความโกรธนั้นเลย หรือแม้ในขณะที่ เรายืนบนแผ่นกระดาน ความรู้สึกแข็งจะปรากฏที่ฝ่าเท้า ไม่มีเราอยู่ที่แข็ง หรือที่ความรู้สึกแข็งเลย ทุกอย่างที่เราหลงไปว่า มีเรา เป็นเรา เป็นตัวตน ก็เพราะการประชุมรวมกันของรูปและนาม จึงเกิดเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นรูปร่างต่างๆ เป็นคนโน้นคนนี้ สัตว์ชนิดนั้นชนิดนี้ แต่เมื่อเราแยกรูปนามที่ประชุมกันนี้ออกไปแต่ละอย่าง ความเป็นเราหรือเป็นสัตว์บุคคลจะไม่มีในแต่ละอย่างนั้นเลย สภาพแข็งที่กระดูกหรือเป็นเรา ไม่ใช่ สภาพ เนื้อที่นิ่มๆ หรือเป็นเราก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราจึงมีจริง โดยการสมมติและการยึดถือของ ชาวโลก คือมนุษย์นี้เอง แต่ไม่มีจริงโดยปรมัตถ์ คือโดยสภาวะ เพราะฉะนั้นในขณะที่กุศลหรืออกุศลเกิดขึ้นจึงมีแต่ลักษณะของกุศลหรือลักษณะของอกุศลเท่านั้นที่ปรากฏ ไม่มีตัว ตน คน สัตว์ หรือเราอยู่ในลักษณะเหล่านั้นเลย และโดยความจริงแล้ว ไม่ว่าธรรมะอะไรเกิดขึ้นก็เป็นเพียงสักว่าธรรมะเท่านั้น จะหาความเป็นคน เป็นสัตว์ ในธรรมะเหล่านั้นไม่ได้เลย แต่เพราะเราหลงยึดว่า ธรรมะทั้งหลาย เป็นเรา จึงไม่อาจเข้าถึงความจริง คือสภาวะของธรรมะเหล่านั้นได้ เมื่อใดที่ละความยึดถือได้หมด ความ เห็นผิดว่าธรรมะมีกุศลธรรม เป็นต้น เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา ก็ไม่มี

-------------------

(๑) โลกอันอะไรนำไป โลกอันอะไรนำมา และบุคคลลลุอำนาจอะไรที่เกิดขึ้น

   (๒) บุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ด้วยเหตุเท่าไร

   (๓) บุคคลเป็นผู้สดับ มีปัญญาชำแรกกิเลสด้วยเหตุเท่าไร

   (๔) บุคคลเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ด้วยเหตุเท่าไร

   พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหา ๔ ข้อ ดังนี้

   (๑) โลกอันจิตนำไป อันจิตนำมา และบุคคลลุอำนาจจิตที่เกิดขึ้น

   (๒) บุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เพราะรู้อรรถ รู้ธรรม แล้วปฏิบัติตามสมควรแก่ธรรม

   (๓) บุคคลเป็นผู้สดับ มีปัญญาชำแรกกิเลส เพราะได้สดับอริยสัจ ๔

   (๔) บุคคลเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เพราะไม่คิดเบียดเบียนตนและผู้อื่น แต่คิดเกื้อกูลตนและผู้อื่น(องฺ.จตุกฺก)


[full-post]

อุมมัคคสูตร ว่าด้วยผู้มีปัญญาใฝ่รู้

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.