สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ประวัติพระนางมัลลิกา

   ถาม ช่วยเล่าประวัติของพระนางมัลลิกา มเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศลให้ ทราบด้วย

   ตอบ พระนางมัลลิกานั้น ท่านเป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้า มีอะไรสงสัยท่านก็เข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าเสมอ เรียกว่าคบหาใกล้ชิดกับบัณฑิตเป็นนิจนั่นเอง เดิมท่านเป็นคนธรรมดา คือไม่ได้เป็นเจ้าเป็นนายมาก่อน ท่านเป็นเพียงธิดาของช่างทำดอกไม้ผู้ยากจนคนหนึ่งเท่านั้น วันหนึ่งท่านถือขนมที่ซื้อมาจากตลาด ตั้งใจว่าจักไปกินขนมนั้น ที่สวนดอกไม้ แต่เมื่อเดินไปนั้นท่านได้พบกับพระพุทธเจ้า เสด็จสวนทางมากับภิกษุสงฆ์ เพื่อจะไปบิณฑบาต ท่านเกิดความเลื่อมใส ได้ถวายขนมนั้นแก่พระพุทธเจ้า ท่านพระ อานนท์จึงปูผ้าถวายให้พระพุทธเจ้าประทับนั่งเสวยขนมนั้น เสวยเสร็จทรงล้างพระโอษฐ์แล้วได้ทรงแย้มพระโอษฐ์ขึ้น ท่านพระอานนท์เห็นดังนั้น จึงได้ทูลถามขึ้นว่า ด้วยการถวาย ขนมนี้ นางจักได้รับผลอะไร พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า วันนี้แหละอานนท์ ที่นางมัลลิกาผู้ได้ถวายอาหาร คือขนมแก่ตถาคตเป็นคนแรกจะได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้า ปเสนทิโกศล แห่งกรุงสาวัตถี

   ก็วันนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปทำสงครามแพ้พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นหลานแล้ว เสด็จหนีกลับมากรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าไปที่สวนดอกไม้นั้นเพื่อทรงคอยหมู่ทหารกลับมา นางมัลลิกาได้ปรนนิบัติพระองค์เป็นอย่างดี พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสในการปฏิบัติของนาง จึงโปรดให้พานางเข้าไปในพระนครด้วย แล้วทรงตั้งนางไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี นี่คืออานิสงส์ทันตาเห็นในการถวายทานแก่พระพุทธเจ้าเป็นคนแรก ในวันนั้น และนี่คือความเป็นมาของพระนางมัลลิกา ราชเทวีของพระเจ้าปเสนทิโกศล

----------------

      เหตุไรคัมภีร์​ชาดกที่นับเป็นหนึ่งในคำสอนมีองค์​เก้า(นวังคสัตถุศาสน์)​ จึงทรงตรัสแสดงเป็นพระคาถาล้วน​ แม้พระอรรถกถาจารย์​จะขยายความก็ต้องประชอบด้วย​เหตุ​ผล และหลักฐานที่ไปที่มาครบ​ จะไม่มีการแก้ไขพระคาถา​ หรือเปลี่ยนพระคาถาใหม่แต่ประการไม่?

      ก็เพราะคัมภีร์​ชาดกเป็นการสอนแบบ​ " สัมปหังสนา​ " คือวิธีการปลูกฝังคุณงามความดีให้เป็นอุปนิสัย​ ซึ่งต้องอาศัยความกระชับรัดกุมตรงหลักการและประเด็นของคุณธรรมนั้นๆ​ มีทานเป็นต้น​ คำพูดทั่วไปจึงไม่กระชับรัดกุมเท่าคาถา​ สมกับที่คัมภีร์​ชาดก​ มีสภาวะละเอียดอ่อนสุขุมลุ่มลึก​ เพราะเป็นนิยตโพธิสัตว์​จริยาที่ทำให้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุธทเจ้าได้

   การที่คนยุคใหม่เปลี่ยนพระคาถาประจำชาดกนั้น​ เช่น​ ใน​ มหาอัสสาโรหชาดก​ เปลี่ยนเป็น​ " กตญฺญุโน​ หิ  สปฺปุริสา​ กตเวทิโน​ "  แปลว่า​ " คนดีย่อมเป็นผู้กตัญญู​ูและกตเวที​ " ส่วนพระคาถาประจำชาดกนั้นทรงตรัสว่า

   " (1) อเทยฺเยสุ ททํ ทานํ     เทยฺเยสุ นปฺปเวจฺฉติ

        อาปาสุ พฺยสนํ ปตฺโต    สหายํ นาธิคจฺฉติ.

  (2) อเทยฺเยส อททํ ทานํ     เทยฺเยสุ โย ปเวจฺฉติ

        อาปาสุ พฺยสนํ ปตฺโต   สหายํ อธิคจฺฉติ. 

  (3) สญฺโญคสมฺโภควิเสสทสฺสนํ

      อนริยธมฺเมสุ สเฐสุ นสฺสติ

      กตญฺจ อริเยสุ จ อชฺชเวสุ

      มหปฺผลํ โหติ อณุมฺปิ ตาทิสุ.

  (4) โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ   อกา โลเก สุทุกฺกรํ

      ปจฺฉา กริยา น วา กยิรา  อจฺจนฺตํ ปูชานารโหติ."

      แปลว่า " 

     (1) ก็เพราะให้ทานผู้ไม่ควรให้ แต่ไม่ให้

        ผู้ควรให้ ดังนั้นเมื่อถึงคราวที่ตกทุกข์ได้ยาก ย่อมไม่

        มีวันเข้าใจความเป็นเพื่อนได้แล.

     (2) ก็เพราะไม่ให้ทานผู้ไม่ควรให้ ผู้ใดให้ผู้ควรให้

         ดังนั้นเมื่อถึงคราวตกทุกข์

         ได้ยาก เขาย่อมมีวันเข้าใจความเป็นเพื่อนได้แล.

     (3) การที่จะกระทำให้เห็น

         คุณค่าการคบหาผูกสัมพันธ์กันฉ้นท์ญาติมิตร 

         ในหมู่คนชั่วที่เป็นปรกติวิสัย มีเล่ห์เหลี่ยม ย่อมไม่มีผล

          ส่วนที่กระทำในหมู่คนดีที่เป็นปรกติวิสัย มีความซื่อ-

          ตรง กระทำอย่างเดียวกันนั่นแหละ แม้นเพียงน้อย-

          นิด ก็มีผลมากมายแล.

    (4) ผู้ใดเป็นผู้กระทำความ

        ดีให้ก่อน เขาย่อมเป็นผู้

        กระทำสิ่งที่ทำได้ยากแสน

        ยากในโลก เพราะต้องสู้กับกิเลสมีความเห็นแก่ตัว

        เป็นต้น ต่อมาภายหลังเขา

        จะกระทำเพิ่มให้อีกหรือไม่ก็ตาม เขาก็ย่อมเป็นผู้สมควรเคารพบูชาตลอดไปแล."

   เพื่อนๆ เมื่อเทียบเคียง​ดูจะเห็นประจักษ์​ว่า​ พระคาถาที่เปลี่ยนเข้ามาแทน​ กล่าวความกตัญญูทั่วไป​ ไม่เน้นลงลึกถึงรายละเอียดของหลักการและประเด็นที่จะน้อมนำไปฝึกปฏิบัติ​ได้​ แต่ถ้าเพื่อนๆ สังเกตก็จะพบเห็นพระคาถาลักษณะ​นี้​ ปรากฏมีมากในการสอน​แบบ " สันทัสสนา​ " คือ​ วิธีการชี้แจงเหตุ​ผลของสภาวธรรมที่เป็นไป​ ซึ่งมีมากในอภิธรรม

(สาระรูปแบบการเทศนา​ทั้ง​ 4​ รูปแบบที่เกี่ยวข้องกับพระคาถาโดยเฉพาะ​ จากคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะและอักษรสิงหล)​

-------------///-------------

จิตคุ้นกับกาม เหมือนปลาคุ้นกับน้ำ

   " วาริโชว ถเล ขิตฺโต      โอกโมกตอุพฺภโต 

      ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ      มารเธยฺยํ ปหาตเว."

แปลว่า " จิตนี้ย่อมดิ้นรนไปมา เหมือนปลาที่ถูกยกขึ้นจากน้ำโยนไปบนบก ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงควรละบ่วงแห่งมารแล."

ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

   พระเมฆิยเถระไปอยู่ปฏิบัติที่สวนมะม่วงริมน้ำ ใกล้ภูเขาจาลิกา แล้วถูกอกุศลวิตกครอบงำ ปฏิบัติไม่คืบหน้า จึงกลับมากราบทูลให้ทรงทราบ

   พระพุทธเจ้าตรัสติงว่า การปล่อยให้เป็นไปตามกำลังที่คุ้นเคยของจิต ย่อมไม่ควร แล้วจึงทรงตรัสภาษิตนี้

   จิต ได้แก่ วิญญาณ ที่ยินดีอยู่ในอาลัย คือกามคุณ 5 เหมือนปลายินดีอยู่ในน้ำ เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาเพื่อละบ่วงมาร จิตที่คุ้นเคยติดอยู่ในกามคุณ จึงดิ้นรน จบพระคาถา พระเมฆิยเถระก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล (ธ.อ. 1/287-9)

-----------///----------

 

[full-post]

ประวัติพระนางมัลลิกา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.