วิธีรักษาพระศาสนา (๔)

.........................................................

คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน 

แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา

.........................................................

ตอนนี้ขออนุญาตแวะข้างทางเพื่อทำความเข้าใจเรื่องหลักการปวารณาและปวารณาบัตร

เริ่มต้นตรงที่ว่า-ชาวบ้านรู้ว่ามีพุทธบัญญัติห้ามพระรับเงิน ห้ามพระซื้อของขายของ เพราะเกิดเสียงตำหนิว่า พระรับเงินพระซื้อของขายของก็ไม่ต่างไปจากชาวบ้าน บวชแล้วยังทำอะไรๆ เหมือนชาวบ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องบวช อยู่เป็นชาวบ้านทำได้สบายกว่ากันเยอะเลย (ความท่อนต้นคนสมัยพุทธกาลพูด แต่ความท่อนท้ายคนสมัยนี้พูด)

แต่ชาวบ้านก็รู้เข้าใจว่า พระก็ต้องฉันต้องใช้ (ฉัน = กิน) เมื่อพระรับเงินเองไม่ได้ ซื้อของเองไม่ได้ เกิดจำเป็นต้องฉันต้องใช้ขึ้นมาจะทำยังไง

ชาวบ้านที่มีน้ำใจประสงค์จะสงเคราะห์พระไม่ให้ต้องลำบาก ก็จัดหาของฉันของใช้ไปถวายพระ นี่ก็คือที่เราทำสิ่งที่เรียกว่า “ทำบุญ” กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น-ตื่นเช้าขึ้นมาก็ใส่บาตรเป็นต้น 

แต่ก็มีกรณีที่รู้ไม่ได้ว่า เมื่อไรพระท่านจำเป็นจะต้องฉันอะไรใช้อะไร จึงเกิดมีชาวบ้านศรัทธากล้าแข็งแจ้งแก่พระไว้ล่วงหน้าว่า ท่านจำเป็นจะต้องฉันอะไรใช้อะไรเมื่อไร โปรดบอกกระผมดิฉันข้าพเจ้าโยม กระผมดิฉันข้าพเจ้าโยมจะได้ไปจัดหาสิ่งนั้นๆ มาถวาย

นี่คือความหมายของคำว่า “ปวารณา”

ขออนุญาต “แวะในแวะ” อีกหน่อยหนึ่ง คือชี้แจงการสะกดคำ 

ผมเคยได้ยินคนพูดคำว่า “ปวารณา” ออกเสียงเป็น ปะ-รา-วะ-นา อย่างมั่นใจเต็มปากเต็มคำ และเคยเห็นมีคนเขียนคำนี้เป็น “ปราวนา” ด้วย

คำนี้สะกด ป-วา- (-วา- ว แหวน) 

ไม่ใช่ ป-รา- (-รา- ร เรือ)

จำง่ายๆ ก็ได้ว่า ป-วาร- (-วา-ระ เช่น เรื่องนี้ควรเป็น “วาระแห่งชาติ”) 

ไม่ใช่ ป-ราว- (เช่น ราวตากผ้า)

พยางค์ท้าย -รณา -ณา ณ เณร

ไม่ใช่ -วนา ร เรือ ไม่ใช่ ว แหวน 

-ณา ณ เณร ไม่ใช่ -นา น หนู

“ปวารณา” 

“ปวารณา” 

“ปวารณา” 

ไปคัดมา ๑๐๐ คำ!

ขอย้ำว่า --

๑ “ปวารณา” ไม่ใช่ “ปราวนา” 

๒ “ปราวนา” ไม่มีในภาษาบาลี (โดยเฉพาะ “ปราวนา” ที่หมายถึง “ปวารณา” ยิ่งไม่มีเด็ดขาด)

๓ ถ้าไม่แน่ใจ หรือยังหลับตามองไม่เห็นตัวสะกดที่ถูกต้อง อย่าพูดหรือเขียนคำนี้ออกไป-ปลอดภัยที่สุด

๔ “ปวารณา” มีความหมาย ๒ อย่าง คือ -

(๑) ออกปากยอมให้ขอ คือต้องการอะไรหรือจะให้ช่วยอะไร ก็บอกมา ยินดีจัดให้ 

(๒) ชื่อสังฆกรรมที่พระสงฆ์ทำในวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษา เรียกว่า “วันมหาปวารณา” สาระสำคัญก็คือ เปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้-ถ้ารู้เห็นหรือแม้แต่สงสัยว่าภิกษุที่อยู่ด้วยกันทำอะไรผิดไป 

ตามหลักความรู้ดังกล่าว แม้วันนี้จะไม่ใช่วันมหาปวารณา แต่ก็ไม่มีข้อขัดข้องที่เราจะหาความรู้จากคำนี้ไม่ได้ 

ไม่ใช่พูดเรื่อง “ปวารณา” กันวันเดียวคือวันออกพรรษา แล้วก็ลืมไปตลอดปี หรือบางที-ตลอดชีวิต 

แล้วพอพูดหรือเขียน ก็พูดผิดเขียนผิดเป็น “ปราวนา”

ผมว่านี่คือมหันตโทษของค่านิยม “สนใจอะไรก็เฉพาะเมื่อถึงวันนั้น-วันเดียว” ที่คนไทยกำลังป่วยด้วยโรคนี้กันทั้งประเทศ

พูดถึงแม่ เฉพาะวันแม่วันเดียว

พูดถึงพ่อ เฉพาะวันพ่อวันเดียว

พูดถึงครู เฉพาะวันครูวันเดียว

พูดถึงความสำคัญของภาษาไทย เฉพาะวันภาษาไทยวันเดียว

ฯลฯ

ไม่ใช่วันแม่ ใครพูดถึงแม่

ไม่ใช่วันพ่อ ใครพูดถึงพ่อ

ไม่ใช่วันครู ใครพูดถึงครู

ไม่ใช่วันภาษาไทย ใครพูดถึงภาษาไทย

ฯลฯ

ไอ้-อีคนนั้นเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะ

เจริญเลย

........................

ออกจากเรื่องภาษา-การพูดการเขียน ไปว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติที่เรียกว่า “ปวารณา” กันต่อ

ชาวบ้านปวารณากับพระว่า-ท่านจำเป็นจะต้องฉันอะไรใช้อะไรเมื่อไร โปรดบอกกระผมดิฉันข้าพเจ้าโยม กระผมดิฉันข้าพเจ้าโยมจะได้ไปจัดหาสิ่งนั้นๆ มาถวาย -- 

กรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น พระจำเป็นต้องเดินทาง อาจจะได้เวลาเพลเอากลางทาง โยมปวารณาก็บอกว่า ถ้าท่านไปถึงเวลาเพลตรงนั้นก็ขอให้ไปที่บ้านนั้นหรือที่ร้านนั้น โยมติดต่อเขาไว้แล้ว-จะมีพระมาแวะฉันเพล ให้ช่วยดูแลด้วยแล้วมาคิดเงินที่โยม พระก็สามารถไปฉันเพลที่นั่นได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพราะโยมปวารณาจ่ายแทน

นี่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของ “ปวารณา” 

ต่อมาก็เกิดข้อขัดข้อง คือบางทีโยมผู้ปวารณาก็ไม่สะดวกที่จะไปจัดซื้อจัดหาด้วยตัวเองหรือไม่สะดวกที่จะไปติดต่อที่นั่นที่โน่นด้วยตัวเอง จึงคิดอ่านหา “ตัวช่วย”

อันดับแรกคือคิดว่า ถ้าพระมีคนคอยช่วยจ่ายเงินซื้อของให้ก็จะดี พระจะฉันจะใช้อะไรบอกโยมปวารณา โยมปวารณาก็วานคนที่คอยช่วยพระไปจัดการให้

ชาวบ้านที่สละเวลาช่วยทำกิจแทนพระในบางเรื่องที่พระทำเองไม่ได้หรือไม่สะดวก เช่น การรับเงินจ่ายเงิน การรักษาผลประโยชน์ของสงฆ์ หรือวิ่งเต้นติดต่อ คนประเภทนี้ย่อมจะมีอยู่ทุกวัด คำเก่าเรียกกันว่า “อุปัฏฐาก” คำที่เป็นทางการคือ “ไวยาวัจกร” และมีอีกคำหนึ่งที่เรียกกันคือ “กัปปิยการก” 

“อุปัฏฐาก” = ผู้ปรนนิบัติพระ

“ไวยาวัจกร” = ผู้ช่วยเหลือพระ

“กัปปิยการก” = ผู้ทำให้เหมาะสมแก่พระ

คำว่า “ผู้ทำให้เหมาะสมแก่พระ” ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ เช่น มีคนถวายทุเรียนทั้งผลให้พระ 

ลองนึกดูว่าพระท่านจะฉันอย่างไร 

ถ้าไม่มีคนช่วย ท่านก็ต้องผ่าเอง ฉีกเอง 

ลองนึกภาพดูว่า พระทำแบบนั้นเหมาะแก่สมณสารูปหรือไม่ 

ถ้ามีชาวบ้านช่วยผ่าช่วยฉีกถวาย พระท่านก็ฉันได้สบาย

คนที่ช่วยทำให้เหมาะสมแก่พระแบบนี้แหละเรียกว่า “กัปปิยการก”

สรุปเป็นภาพ --

พระรับเงินจ่ายเงินไม่ได้ ผิดวินัย

มีโยมปวารณากับพระ ต้องการอะไรบอกโยม โยมซื้อให้เอง เงินโยม

พระต้องการอะไรก็บอกโยมปวารณา

โยมปวารณาจ่ายเงินให้คนวัด (อุปัฏฐาก ไวยาวัจกร กัปปิยการก) 

คนวัดไปจัดการสิ่งที่พระต้องการ

ต่อมา โยมปวารณาเห็นว่า พระต้องการอะไรที ก็เอาเงินให้คนวัดที แบบนี้ไม่คล่องตัว ก็เลยมอบเงินให้คนวัดถือไว้เป็นประจำเสียเลย บอกพระไว้ว่าต้องการอะไรทีนี้ไม่ต้องบอกโยม ไปบอกคนวัดได้เลย โยมฝากเงินไว้กับคนวัดแล้วเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ คนวัดจะไปจัดการให้

ที่ว่ามาตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้ เรียกว่า-ปวารณาด้วยวาจา

ต่อมาอีก บางทีโยมไม่ได้มาบอกพระด้วยตัวเอง ก็ใช้วิธีเขียนหนังสือมาถึงพระแทน ว่าฝากเงินไว้ที่คนวัดแล้วเท่านั้นเท่านี้ ต้องการฉันอะไรใช้อะไรให้ไปบอกคนวัดได้เลย

หนังสือที่โยมเขียนบอกพระนี่แหละคือที่มาของคำว่า “ใบปวารณา” หรือ “ปวารณาบัตร”

โปรดเข้าใจให้ถูกต้องนะครับ ตั้งแต่ต้นทางมาจนถึงปลายทางของการปวารณา โยมไม่ได้ถวายเงินให้พระ แต่ถวายสิทธิที่พระจะเรียกร้องขอรับของฉันของใช้ที่เรียกว่า “ปัจจัยสี่” จากโยมผู้ปวารณา

โปรดมองภาพการปวารณาให้ถูกต้องด้วย-ปวารณาไม่ใช่ถวายเงินให้พระ

โปรดศึกษาถ้อยคำที่เป็นแบบแผนในปวารณาบัตร จะเห็นชัดขึ้น

สาระสำคัญของข้อความในปวารณาบัตรมีดังนี้ -

.........................................................

เจ้าภาพ (จะระบุนามด้วยก็ได้) ขอถวายปัจจัยเป็นมูลค่าเท่านี้ๆ แด่พระคุณเจ้า (เช่น ถวายประธานสงฆ์เป็นมูลค่าเท่านี้ ถวายพระอันดับรูปละเท่านี้) ได้มอบไว้แก่ไวยาวัจกรแล้ว พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค ขอได้โปรดเรียกร้องจากไวยาวัจกรนั้น เทอญ

.........................................................

ปวารณาบัตรที่เราเห็นกันอยู่ถ้อยคำจะยักเยื้องไปอย่างไรก็ตาม แต่สาระสำคัญมีเท่านี้

(๑) “ถวายปัจจัย” หมายถึง ถวายปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค บางสำนวนใช้คำว่า “ถวายจตุปัจจัย” ตรงตัวเลยก็มี

ถวายปัจจัยสี่นะครับ ไม่ได้ถวายเงิน

คำว่า “ปัจจัย” ที่หมายถึง “เงินตรา” ที่เข้าใจกันในภาษาไทยนั้น เป็นความหมายที่เพี้ยนไป ไม่ใช่ความหมายตามเจตนารมณ์เดิม

(๒) “พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดอันสมควรแก่สมณบริโภค” นี่ก็ระบุชัดว่า สิ่งที่ประสงค์นั้นเป็น “สิ่งหนึ่งสิ่งใด” ในจำพวกปัจจัยสี่ ซึ่งก็ไม่ใช่เงินอีกเช่นกัน

(๓) “อันสมควรแก่สมณบริโภค” นี่ย้ำชัดลงไปอีกว่า แม้สิ่งนั้นจะเป็นของในจำพวกปัจจัยสี่ก็จริง แต่ต้อง “สมควรแก่สมณบริโภค” ด้วย ถ้าสิ่งนั้นไม่สมควรแก่สมณบริโภค ก็ผิดเจตนารมณ์ของโยมผู้ปวารณา

เช่น-พระไปบอกไวยาวัจกรว่า อยากได้เบียร์เย็นๆ สักขวด เอาเงินที่โยมปวารณาฝากไว้ไปจัดการให้ที-อย่างนี้ ไม่มีสิทธิ์นะครับ 

โยมปวารณาให้สิทธิไว้เฉพาะ “ปัจจัยสี่อันสมควรแก่สมณบริโภค” เท่านั้น เบียร์เย็นๆ ไม่ใช่สิ่งที่สมควรแก่สมณบริโภค ผิดเจตนา

........................

ยังไปไม่ถึง “อติเรกลาโภ” - พระไม่ออกบิณฑบาตใช้สิทธิอะไร

ใจเย็นๆ นะครับ ตอนหน้าอาจจะถึง

-----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๐:๒๒

[full-post]

วิธีรักษาพระศาสนา (๔)

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.