วิธีรักษาพระศาสนา (๕)

.........................................................

คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน 

แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา

.........................................................

ทบทวนหน่อยนะครับ

เริ่มต้น ผมปรารภเรื่องชาวบ้านใส่บาตรทุกวัน

ผมอาราธนาให้พระออกบิณฑบาตทุกวัน อ้างพุทธกิจว่าพระพุทธเจ้าท่านยังออกบิณฑบาตทุกวัน

มีพระบางส่วนไม่ออกบิณฑบาต

พระที่ไม่ออกบิณฑบาตใช้สิทธิอะไร

ผมแก้แทนให้พระว่า ใช้สิทธิตามหลัก “อติเรกลาโภ”

“อติเรกลาโภ” เป็นสิ่งสืบเนื่องมาจาก “นิสัยสี่” 

“นิสัยสี่” คือวิธีครองชีพของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาซึ่งมุ่งขัดเกลาตนเอง

การขัดเกลาตนเองเป็นเป้าหมายของการออกบวช

ในการขัดเกลาตนเอง พระรับเงิน ใช้เงินเหมือนชาวบ้านไม่ได้ 

แต่พระก็ยังจำเป็นต้องกินต้องใช้

ชาวบ้านที่ต้องการสงเคราะห์พระจึงทำสิ่งที่เรียกว่า “ปวารณา” คือพระจำเป็นต้องฉันต้องใช้อะไรให้บอกโยม โยมจะจัดหาให้

การปวารณาทำได้ ๒ วิธี คือ หนึ่ง-ปวารณาด้วยวาจา สอง-ปวารณาเป็นลายลักษณ์อักษร

ปวารณาเป็นลายลักษณ์อักษรนี่เองเป็นที่มาของ “ปวารณาบัตร”

ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาสาระในตอนก่อนๆ

..................

คนสมัยโบราณ ไม่ถนัดเรื่องเขียนหนังสือ สมัยเก่าก่อนจึงปวารณาด้วยวาจากันเป็นพื้น

เมื่อราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านรู้จัก “ปวารณา” ทั่วกัน นิมนต์พระไปสวดไปฉันในงานบุญ ถึงลำดับสุดท้ายเมื่อถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแล้ว ก่อนอนุโมทนากรวดน้ำรับพร จะต้องกล่าวคำ “ปวารณา” ก่อนเสมอ โยมที่ทำหน้าที่พิธีกรจะรู้หน้าที่ กล่าวคำปวารณาได้คล่อง ถ้าโยมลืม พระก็จะเตือน “ปวารณาก่อน โยม”

แต่ ณ วันนี้ เชื่อหรือไม่ ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านไม่รู้จัก “ปวารณา” กันแล้ว 

งานไหนงานนั้น ไม่เคยมีการปวารณา ไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือด้วยลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีถวายเงินไปกับพระตรงๆ เงียบๆ

“โยมก็ไม่นะ พระก็ไม่โม” 

ใครพูดหรือบอกให้ปวารณา ก็ทำหน้างง ย้อนถามว่าปวารณาอะไร ปวารณาทำไม ทำไมต้องปวารณา

แค่ครึ่งศตวรรษ การศึกษาและปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยเสื่อมลงไปได้ถึงเพียงนี้

..................

แต่ผมยังไม่หมดหวังครับ

ผมมีความหวังว่า-เราสามารถใช้ไฮเทคจัดทำให้ “ปวารณาบัตร” ทำหน้าที่แทนไวยาวัจกรได้ 

พระรับเงินไม่ได้ ไวยาวัจกรรับแทนได้

พระจ่ายเงินซื้อของเองไม่ได้ ไวยาวัจกรจ่ายแทนได้

นี่คือหน้าที่ของไวยาวัจกร

“ปวารณาบัตร” มีกำเนิดมาจากหนังสือที่โยมเขียนถึงพระ แจ้งให้พระทราบว่าฝากเงินไว้ที่ไวยาวัจกรแล้ว จำเป็นต้องฉันต้องใช้อะไร ให้ไปบอกไวยาวัจกรจัดหาให้

เมื่อพระต้องการอะไร ก็ถือหนังสือ-คือปวารณาบัตร-ไปบอกไวยาวัจกร

ไวยาวัจกรเห็นหนังสือก็รับรองว่า ใช่แล้ว หลวงลุงหลวงพี่มีสิทธิตามจำนวนเงินที่โยมปวารณามอบไว้ที่กระผม หลวงพี่อยากได้อะไร บอก เดี๋ยวผมไปจัดการให้

ตามภาพที่วาดให้ฟังนี้ จะเห็นได้ว่า หนังสือของโยม-คือ “ปวารณาบัตร”-เป็นตัวกำหนดหรือ “สั่ง” ให้ไวยาวัจกรทำหน้าที่สนองความประสงค์ (อันสมควรแก่สมณบริโภค) ให้พระ

ความฝันของผมก็คือ ใช้กลไกไฮเทคสร้าง “ปวารณาบัตร” ให้ทำหน้าที่แทนไวยาวัจกร

ญาติมิตรที่ติดตามอ่านบทความชุดนี้คงยังไม่ลืม ที่ผมต้องยกเรื่อง “ปวารณาบัตร” มาพูดแทรกยืดยาวก็เพราะความเห็นของพรรคพวกที่แย้งค้านว่า พระถือปวารณาบัตรก็เท่ากับถือเงิน ใช้ปวารณาบัตรก็เท่ากับใช้เงิน 

คือเขาเข้าใจว่าปวารณาบัตรคือเงิน

ตามที่ผมอธิบายมาก็ได้ย้ำยืนยันแล้วว่า โยมปวารณา-ไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือด้วยลายลักษณ์อักษร โยมบอกว่า-ถวายจตุปัจจัย 

ไม่ได้บอกเลยว่าถวายเงินให้พระ

ที่เข้าใจกันไปว่าโยมถวายเงินให้พระ ก็เกิดจากการปฏิบัติผิดของไวยาวัจกร

ปฏิบัติผิดอย่างไร ผิดตรงที่-แทนที่ไวยาวัจกรจะถือเงินไว้เอง พระต้องการอะไรก็ไปจัดหามาถวายตามจำนวนเงินที่พระมีสิทธิ์-ตามหลักการเดิม ก็เกิดมีไวยาวัจกรรักสบาย เอาเงินไปมอบให้พระอีกต่อหนึ่ง บอกว่าหลวงลุงหลวงพี่อยากได้อะไรก็นิมนต์ไปจัดการเอาเองตามสะดวกก็แล้วกัน พอดีพักนี้ผมไม่ค่อยว่าง วิ่งจัดวิ่งหาไม่ค่อยสะดวก

ฝ่ายหลวงลุงหลวงพี่ที่ไม่สู้จะหนักในวินัย เจอแบบนี้ก็นึกว่า เออ แบบนี้ก็ดี ไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นหายใจ

ทำแบบนี้กันมากๆ เข้า ในที่สุดก็กลายเป็นค่านิยม

โยมปวารณามอบเงินให้ไวยาวัจกร

ไวยาวัจกรเอามามอบให้พระ

เป็นเหตุให้เข้าใจผิดไปว่า-ปวารณาคือถวายเงินให้พระ

เพราะฉะนั้น จึงขอย้ำยืนยันว่า หลักการที่ถูกต้องของการปวารณาก็คือถวายจตุปัจจัยให้พระ โดยมีไวยาวัจกรเป็นผู้ดำเนินการจัดหาตามวงเงินที่โยมปวารณาไว้

หลักการปวารณาคือ พระต้องการอะไรไปบอกโยมที่ปวารณาไว้ โยมไปจัดหาสิ่งนั้นมาถวายพระ

หลักการปวารณาไม่ใช่ถวายเงินใส่มือพระ แล้วให้พระไปซื้อหาสิ่งที่ต้องการเอาเอง-อย่างที่เข้าใจกันและทำกันผิดๆ ทั่วไปอยู่ในเวลานี้

เมื่อสร้าง “ปวารณาบัตร” ให้ทำหน้าที่แทนไวยาวัจกร ก็คงยึดหลักการเดิมของการปวารณา นั่นคือ ในปวารณาบัตรไม่มีเงิน-ไม่มีเงินอยู่ในปวารณาบัตร

ในปวารณาบัตรมีแต่สิทธิที่จะได้รับจตุปัจจัยอันสมควรแก่สมณบริโภค

เมื่อพระผู้ถือปวารณาบัตรต้องการจตุปัจจัยอันสมควรแก่สมณบริโภคแล้วเอาปวารณาบัตรไปรูดกับเครื่องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในโปรแกรม ก็จะได้รับจตุปัจจัยอันสมควรแก่สมณบริโภคที่ต้องการตามสิทธิที่ระบุไว้ในปวารณาบัตร

พระหรือใครก็ตามไม่สามารถเอาปวารณาบัตรไปรูดให้ออกมาเป็นเงินได้ไม่ว่าจะใช้เทคนิคกลโกงท่าไหนก็ตาม 

เพราะอะไร? 

เพราะมันไม่มีเงินอยู่ในนั้น

เมื่อในปวารณาบัตรไม่มีเงิน แล้วจะรูดให้เงินออกมาได้อย่างไร

และดังนั้น เมื่อในปวารณาบัตรไม่มีเงิน 

พระถือปวารณาบัตร ก็จึงไม่ใช่ถือเงิน 

พกพาปวารณาบัตร ก็ไม่ใช่พกพาเงิน

ใช้ปวารณาบัตร ก็ไม่ใช่พระใช้เงิน

พกปวารณาบัตรก็เท่ากับพกไวยาวัจกรไปด้วย

ปวารณาบัตรช่วยให้พระรักษาวินัยว่าด้วยการห้ามรับเงินห้ามใช้เงิน เพราะมีปวารณาบัตรทำหน้าที่แทนไวยาวัจกร

ถ้าเราสามารถใช้กลไกไฮเทคสร้างปวารณาบัตรให้มีคุณสมบัติเช่นนี้ได้ พระก็ไม่ต้องพึ่งไวยาวัจกรที่เป็นตัวคนเป็นๆ เพราะมีปวารณาบัตรทำหน้าที่แทนไวยาวัจกร

ปวารณาบัตร-ตามที่ผมฝันเฟื่องนี้-จึงเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้พระรักษาศีลของพระได้บริสุทธิ์สะอาด และอยู่กับสังคมปัจจุบันได้อย่างสะดวกใจยิ่งขึ้น

แต่แนวคิดนี้เหมือนกระสุนด้าน ยิงไม่ออก ไม่มีใครขานรับ ไม่มีใครเอาไปคิดต่อ 

ทุกฝ่าย-ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้าน-แม้ไม่พูด แต่การกระทำก็เหมือนพูดเป็นเสียงเดียวกัน --

เอาเงินใส่บาตรใส่ย่ามพระตรงๆ (ผิดวินัย) นั่นแหละดีแล้ว

ให้พระกำเงินไปซื้อของเอง (ผิดวินัย) นั่นแหละดีแล้ว

ไม่มีใครคิดจะสร้างปวารณาบัตร

ไม่มีใครคิดถึงไวยาวัจกร

ไม่มีใครคิดวิธีที่จะช่วยให้พระรักษาวินัยได้อย่างสะดวก

ไม่มีใครคิดจะเข้าออกทางประตูที่พระพุทธเจ้าทรงเปิดไว้ให้

--------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๐:๓๕

[full-post]

วิธีรักษาพระศาสนา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.