วิธีรักษาพระศาสนา (๖)
.........................................................
คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน
แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา
.........................................................
ยังไปไม่ถึง “อติเรกลาโภ” = สิทธิที่พระไม่ต้องออกบิณฑบาตนะครับ
ติดอยู่ที่ “ปวารณา” และ “ไวยาวัจกร”
ขอเวลาอีกสักตอน
ปวารณากับไวยาวัจกรนั้นเกี่ยวข้องกัน
ชั้นเดิม โยมปวารณาเป็นผู้ดำเนินการจัดหาปัจจัยสี่อันสมควรแก่สมณบริโภคมาถวายพระ ใครปวารณา คนนั้นก็เป็นผู้จัดหามาถวายเอง
ต่อมา ไวยาวัจกรเข้ามาเป็นตัวช่วย ชั้นแรกก็แค่ช่วยจัดหาตามที่โยมปวารณาขอให้ช่วย
ต่อมาก็ช่วยถือเงินของโยมปวารณาด้วย เอาเงินนั้นไปจัดหาปัจจัยสี่ตามที่พระต้องการด้วย
โยมปวารณาทำแค่-ปวารณา แล้วมอบเงินไว้กับไวยาวัจกร
กิจต่อจากนั้นทั้งหมดเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกร
จะเห็นได้ว่า ไวยาวัจกรนั้นเป็นตัวช่วยที่สำคัญมาก
๑ ช่วยโยมปวารณาไม่ให้ต้องลำบากไปวิ่งจัดหาปัจจัยสี่เอง ไวยาวัจกรทำแทนให้
๒ ช่วยพระให้รักษาพระวินัยว่าด้วยการห้ามรับเงินห้ามซื้อของ ไวยาวัจกรรับแทนและซื้อแทนให้
การห้ามพระรับเงินห้ามซื้อของ คนสมัยก่อนเขารู้หลักพระวินัยข้อนี้ดี เพราะฉะนั้น วัดต่างๆ จึงมีชาวบ้านจิตอาสาเข้าไปทำหน้าที่ช่วยเหลือพระ อะไรที่พระทำเองไม่ได้เพราะผิดพระวินัย หรือไม่เหมาะแก่สมณสารูป ชาวบ้านจิตอาสาเหล่านี้จะช่วยทำให้ ถือกันว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง
สมัยนี้ พรบ.คณะสงฆ์กำหนดให้เจ้าอาวาสมีอำนาจตั้งไวยาวัจกร ก็เท่ากับกำหนดว่า วัดทุกวัดต้องมีไวยาวัจกรนั่นเอง
แต่หน้าที่ของไวยาวัจกรตามที่เข้าใจกันในปัจจุบันนี้ผิดไปจากงานของไวยาวัจกรที่มีมาแต่เดิมแทบจะสิ้นเชิง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกไว้ว่า -
.........................................................
ไวยาวัจกร: คฤหัสถ์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่เบิกจ่ายนิตยภัตและมีอํานาจหน้าที่ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ. (ป. เวยฺยาวจฺจกร).
.........................................................
ว่าตามกฎหมาย ว่าตามความหมายของทางราชการ หน้าที่ของไวยาวัจกรตามกฎหมายก็คือ (๑) เบิกจ่ายนิตยภัต (๒) ดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัด
พูดกันตรงๆ ชัดๆ ไวยาวัจกรตามกฎหมายมีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของวัดเท่านั้น
พูดให้ชัดลงไปอีก ไวยาวัจกรตามกฎหมาย นั่งโต๊ะ ทำหน้าที่เกี่ยวเงินและทรัพย์สินของวัด ไม่มีหน้าที่รับใช้พระ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เพราะฉะนั้น หลวงพี่หลวงลุงอยากฉันลาเต้ บอกไวยาวัจกรให้ไปซื้อให้ อาจถูก--กระเด็นได้ง่ายๆ-ไม่ใช่หน้าที่นะจ๊ะ
เรื่องไวยาวัจกรเป็นเรื่องหนึ่งที่เรายอมให้กฎหมายใหญ่กว่าพระธรรมวินัย เพราะไม่ศึกษาเรียนรู้
เคยได้ยินชาววัดฮึดฮัดเรื่องกฎหมายใหญ่พระธรรมวินัยหลายๆ เรื่อง-โดยมากออกไปในแนวการเมือง
แต่ยังไม่เคยเห็นวัดไหนเดือดร้อนเรื่องไม่มีไวยาวัจกร หรือยกเรื่องมีไวยาวัจกรที่มาจาก-กฎหมายใหญ่กว่าพระธรรมวินัย-ขึ้นมาพูดบ้างเลย
ไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัย ลงสนาม รับใช้พระทุกเรื่อง
ไวยาวัจกรตามกฎหมาย นั่งโต๊ะ ทำงานการเงินอย่างเดียว
.......................
สมัยพุทธกาล เมื่อภิกษุสงฆ์ปรากฏตัวขึ้นในสังคม และชาวบ้านรู้ลักษณะการครองชีพของพระสงฆ์ ก็มีชาวบ้านที่มีกุศลจิตเข้ามารับใช้สนับสนุน แรกๆ ก็อาจเป็นพวกญาติของพระ ต่อมาก็เป็นคนอื่นๆ ทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ปวารณาคือคนที่เปิดโอกาสให้พระเอ่ยปากขอได้
เราเคยเรียนกันมาตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี จำได้หรือไม่-สำนวนที่ว่า “ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา”
คนที่เป็นญาติ-คนที่ปวารณา นี่คือต้นกำเนิดของไวยาวัจกร = คนรับใช้พระ
จากคนรับใช้พระที่เป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ไวยาวัจกรก็พัฒนาขึ้นเป็นคนรับใช้พระที่ทางบ้านเมืองจัดสรรให้
ต้นเรื่องในคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระสาวกรูปหนึ่ง ชื่อพระปิลินทวัจฉะ เป็นชาวเมืองสาวัตถี ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ คราวหนึ่งจาริกมาถึงเมืองราชคฤห์ พบเงื้อมเขาแห่งหนึ่ง ทำเลสงบสงัดดี จึงช่วยกันกับภิกษุอื่นๆ จัดแจงปรับสถานที่สำหรับเป็นที่ปลีกวิเวก
พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธรัฐทรงทราบ จึงตรัสสั่งให้จัดคนไปช่วยทำกิจนั้นโดยวิธียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งให้เป็น “อารามิก” (คำว่า “อารามิก” พระไตรปิฎกภาษาไทยแปลว่า “คนทำการวัด”) คนในหมู่บ้านนั้นทั้งหมดมีฐานะเป็นคนทำงานให้วัด หมู่บ้านนั้นมีฐานะเป็นเอกเทศจากบ้านเมือง คือเป็นเหมือนสมบัติของวัด บ้านเมืองไม่เข้าไปใช้อำนาจ เช่นไม่เก็บภาษี ไม่เกณฑ์คนในหมู่บ้านไปสงครามเป็นต้น
.........................................................
ความเป็นมาของ “อารามิกชน”
https://84000.org/tipitaka/read/?2/138
.........................................................
ในเมืองไทยเราก็เคยมีธรรมเนียมยกหมู่บ้านถวายวัดแบบนี้ มีคำเรียกคนที่ทำงานรับใช้วัดว่า “ข้าพระ โยมสงฆ์”
“ข้าพระ โยมสงฆ์” หรือ “อารามิกชน” ก็คือคนที่ทำงานรับใช้พระอันเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกรนั่นเอง
“อารามิกชน” ที่สังคมไทยสมัยหนึ่งรู้จักกันดีคือ เด็กวัด
พอจะมองภาพออกหรือยังว่า “ไวยาวัจกร” ตามพระธรรมวินัยทำหน้าที่อะไร
สมัยนี้แม้จะไม่มี “ข้าพระ โยมสงฆ์” อีกแล้ว แต่สังคมไทยก็ยังรู้หน้าที่ของอารามิกชน-โดยเฉพาะชาวบ้านใกล้วัด
หน้าที่ของอารามิกชนโยงไปหาคำอีกคำหนึ่ง คือ “โรงครัววัด” เรียกให้ถูกศัพท์ว่า “ครัวสงฆ์” ภาษาบาลีว่า “กปฺปิยกุฏิ” อ่านว่า กับ-ปิ-ยะ-กุ-ติ เขียนแบบไทยเป็น “กัปปิยกุฏิ” อ่านว่า กับ-ปิ-ยะ-กุด
ในหมู่ชาวพุทธที่คุ้นธรรมเนียมวัด พูดว่า “กัปปิยกุฏิ” ก็เข้าใจทันทีว่าคือโรงครัวของวัด หรือที่เรียกว่า “ครัวสงฆ์”
คำว่า “ครัวสงฆ์” อาจถอดออกมาจากคำว่า “สมณะครัว” อักขรวิธีสมัยโบราณสะกดเป็น “สมณครัว”
ณ เณร เขียนตวัดมือหน่อย มองเป็น “โน” ก็เลยมีคนอ่านเป็น สะ-มะ-โน-ครัว ผู้รู้บอกว่าเป็นต้นเดิมของคำว่า “สำมะโนครัว”
“กัปปิยกุฏิ” หรือ “ครัวสงฆ์” มีภูมิหลังที่ค่อนข้างยาว
บอกแล้วว่าบทความเรื่องนี้จับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง เพราะฉะนั้น ขอความกรุณา-อดทนอ่าน
.......................
ภูมิหลังของครัวสงฆ์:
ชีวิตของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั้นพระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุสะสมอาหารที่ได้ในวันนี้เพื่อเอาไว้ฉันในวันอื่น ท่านกำหนดให้บิณฑบาตเลี้ยงชีพวันต่อวัน
มีคำกล่าวถึงการเที่ยวบิณฑบาตของพระว่า “อาหารพระเหมือนอาหารเสือ” คือบางวันอิ่ม บางวันอด
ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ภิกษุต้องมีภาระกังวลกับการดูแลอาหารที่เก็บไว้ คือให้เสียเวลากับเรื่องขบฉันให้น้อยที่สุด ใช้เวลาเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมให้มากที่สุด
ในคัมภีร์เล่าเรื่องไว้ว่า คฤหบดีคนหนึ่งชื่อ “จิตตคฤหบดี” บรรลุธรรมเป็นอนาคามีบุคคล แต่ยังไม่เคยได้เห็นพระพุทธเจ้าเลย อยู่มาคราวหนึ่งจิตตคฤหบดีเตรียมการเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถี โดยเดินทางไปพร้อมกับพุทธบริษัทนับพัน จิตตคฤหบดีเตรียมเสบียงบรรทุกเกวียนไปด้วยเป็นจำนวนมาก (คัมภีร์บอกว่า ๕๐๐ เล่มเกวียน)
เนื่องจากท่านคฤหบดีเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ระหว่างเดินทางแวะพักที่เมืองไหน ชาวเมืองนั้นก็จัดเลี้ยงรับรองทุกแห่งไป ใช้เวลาเดินทางเดือนหนึ่งโดยไม่ต้องใช้เสบียงที่เตรียมไปนั่นเลย
เมื่อไปถึงพระเชตวัน เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านคฤหบดีก็ประกาศขอรับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระเป็นเวลา ๑ เดือน ปรากฏว่ามีชาวเมืองนำสิ่งของมาช่วยทำอาหารเลี้ยงพระตลอดทั้งเดือนโดยไม่ต้องใช้เสบียงของท่านคฤหบดีเลยแม้แต่น้อย
เมื่อจะเดินทางกลับ ท่านคฤหบดีจึงถวายเสบียงที่ตนเตรียมมาทั้งหมดให้เป็นของสงฆ์ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์มี “กัปปิยกุฏิ” คือครัววัดหรือครัวสงฆ์ได้ โดยให้มีไวยาวัจกรหรือกัปปิยการกคือชาวบ้านที่มีศรัทธาสละเวลามาช่วยปรุงเสบียงที่เก็บไว้ในโรงครัวถวายพระเป็นวันๆ ไป (พระหุงต้มฉันเอง ผิดวินัย)
สมัยก่อน ชาวบ้านไถนาอยู่ข้างวัด พอใกล้เพลก็จะร้องบอกกันว่า “ไปดูหน่อยซิ เพลนี้พระมีอะไรฉันหรือยัง” แล้วก็จะมีโยมผู้หญิงบางคนวางมือจากงาน เข้าไปในวัด ไปที่โรงครัววัด เอาเสบียงที่เก็บไว้ในนั้นออกมาปรุงอาหารถวายพระตามแต่จะพอมีเวลาทำได้ ขลุกอยู่ในครัวพักหนึ่งก็เรียกเด็กวัดให้ยกกับข้าวไปถวายเพลพระ
ปัจจุบันก็ยังมี “กัปปิยกุฏิ” อยู่ในวัดทั่วไป แต่ก็มักเรียกกันเป็นคำไทยว่า ครัววัด ครัวสงฆ์ แทบจะไม่มีใครรู้จักคำว่า “กัปปิยกุฏิ” กันแล้ว
นี่คือส่วนหนึ่งในหลายร้อยหลายพันส่วนอันเป็นหน้าที่ของไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัย เล่าไว้เพื่อให้เห็นภาพเปรียบเทียบชัดขึ้น
ไวยาวัจกรตามพระธรรมวินัย ลงสนาม รับใช้พระทุกเรื่อง
ไวยาวัจกรตามกฎหมาย นั่งโต๊ะ ทำงานการเงินอย่างเดียว
-------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๑๘:๑๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ