ปาฏิหารย์ที่พึงเกิดขึ้น ณ พระเจดีย์

   1.) พระเจดีย์ มี กี่ประเภท ? คือ

       1. สรีรธาตุเจดีย์(อัฏฐิธาตุเจดีย์) เป็นพระธาตุ(กระดูก)ของพระอรหันต์ มี พระพุทธเจ้าเป็นต้น

       2. บริโภคเจดีย์ เป็นเครื่องใช้สอยของพระอรหันต์ มี บาตร จีวร เป็นต้น

       3. อุทิสสเจดีย์ เป็น สถูป หรือ อาคารสถานที่สร้างบูชาอุทิศพระอรหันต์นั้นนั่นแหละ

   2.) แต่ละประเภทเกิดจากการอธิษฐานของบุคคลใด ?

       1. การอธิษฐานของพระอรหันต์ ขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ประสงค์อนุเคราะห์เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จึงได้อธิษธานไว้ว่า " ปาฏิหารอย่างนี้ ขอจงมีที่เจดีย์นี้เถิด " เช่น บางท่านก็อธิษฐานให้พระธาตุของท่านมีสัณฐานกลม บางท่านก็อนิษฐานให้เป็นสีต่างๆ มี สีเขึยว สีแดง สีแก้วมุกดาเป็นต้น หรือไม่ก็อธิษฐานว่า " ในกาลโน้น ในสมัยโน้น ขอปฏิหารอย่างนี้  ขอเหตุการณ์อย่างนี้จงเกิดขึ้น ณ สถูปที่บรรจุอัฏฐิธาตของเราเถิด

       2. การอธิษฐานของเทวดาประสงค์อนุเคราะห์มนุษยทั้งหลาย ก็อธิษฐานให้เจดีย์แสดงปาฏิหารย์ เมื่อคราวที่กุศลธรรมตกต่ำ มนุษย์จักเลื่อมใสพระสัทธรรม เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งมั่น มนุษย์ก็จะฝักใฝ่เจริญกุศลธรรม

   การอธิษฐานของมนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตที่รอบรู้พระสัทธรรมดี จึงเข้าใจและเลื่อมใสข้อประพฤติที่บริสุทธิทางทวารกรรมทั้ง 3 เป็นเหตุให้เกิดความเคารพนอบน้อมบูชาพระธาตุเจดีย์(อัฏฐิธาตุ)ด้วยปทีป ดอกไม้ และของหอมเป็นต้น พร้อมกับอธิษฐานให้ตนมีข้อประพฤติที่เป็นไปทางทวารกรรม 3 หมดจด ด้วยการมีสติและสัมปชัญญะเป็นไปทางทวารกรรม 3 ปาฏิหารย์ข้อนี้จึงสำเร็จด้วยความรู้และความตั้งใจอธิษฐานที่แน่วแน่นั่นเอง

(สาระปาฏิหารที่พึงเกิดขึ้น ณ พระเจดีย์ จากคัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ)

---------------

สงฆ์คว่ำบาตรอุบาสกผู้ประกอบด้วยองค์ ๘

  ภิกฺขูนํ อลาภาย ปริสกฺกติ,

  ภิกขูนํ อนตฺถาย ปริสกฺกติ,

  ภิกฺขูนํ อนาวาสาย ปริสกฺกติ,

  ภิกฺขู อกฺโกสติ ปริภาสติ,

  ภิกขู ภิกฺขูหิ เภเทติ,

  พุทฺธสฺส อวณฺณํ ภาสติ,

  ธมฺมสฺส อวณฺณํ ภาสติ,

  สํฆสฺส อวณฺณํ ภาสติ.

แปลว่า ขวนขวายเพื่อสิ่งมิใช่ลาภของภิกษุทั้งหลาย, ขวนขวายเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ของภิกษุทั้งหลาย, ขวนขวายเพื่อความอยู่ไม่ได้ของภิกษุทั้งหลาย, ด่าว่าเปรียบเปรยภิกษุทั้งหลาย. ยุยงให้ภิกษุทั้งหลายแตกกัน, กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า, กล่าวติเตียนพระธรรม,  กล่าวติเตียนพระสงฆ์.(วินย.จูฬ. ข้อ ๑๑๓, มจร. ข้อ ๒๖๕)

   ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

  พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายให้คว่ำยาตร(ปตฺโต นิกฺกุชฺชิ ตพฺโพ) อุบาสกผู้ประพฤติ ๘ อย่างนี้ โดยสวดประกาศให้สงฆ์ทราบแล้ว พวกภิกษุจะไม่รับอะไรๆจากอุบาสกนั้น ถ้าเขาประพฤติดีมาขอ  สงฆ์พึงสวดประกาศหงายบาตร(ดู วินย.จูฬ.ข้อ  ๑๑๐-๑๑๙, วินย. อ.๒/๙๘-๙")

-------------------

เมื่อไม่รู้วันตาย ก็ควรรีบเจริญกุศล

   อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ    โก ชญฺญา มรณํ สุเว

   น หิ โน สงฺครนฺเตน      มหาเสเนน มจฺจุนา.

แปลว่า ควรรีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้ ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้ เพราะความผ่อนผันกับพญามัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่นั้น ไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย (ขุ.ชา. เตมิยชาดก ข้อ ๔๔๑, มจร. ข้อ ๑๒๑)

   ความเป็นมาแห่งโพธิสัตว์ภาษิต

   พระราชาทรงสดับธรรมแล้ว ทรงเห็นแจ้งตามนั้น ทรงดำริว่า ถ้าลูกของเรายอมกลับไปพระนคร เราก็จะผนวช จึงตรัสยกราชสมบัติ และเหล่านางสนมกำนัลให้ทั้งหมด เพื่อทดลองพระทัยพระราชโอรสอีกครั้ง, พระโพธิสัตว์เตมิยะจึงประกาศความที่ตนไม่ต้องการราชสมบัติว่า เหตุใดมหาบพิตรจะให้อาตมาเสื่อมเพราะทรัพย์และลูกเมีย อาตมาหลุดพ้นจากเครื่องผูกแล้ว มัจจุราชไม่ย่ำยีอาตมาผู้รู้ชัดว่าทุกคนถูกม้จจุราชครอบงำอยู่ จึงไม่ยินดีสิ่งเหล่านั้น...แล้วตรัสภาษิตนี้ ซึ่งเป็นกิจที่ควรรีบทำอย่างยิ่ง, จบเทศนา พระราชาและพระราชเทวี พร้อมด้วยผู้จงรักภักดีต่างออกบวช มีพระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์สั่งสอนธรรม, ความเพียร ได้แก่ เพียรเจริญกุศลธรรม, เสนาใหญ่ คือมีมหาภัย ๒๕ โทษทัณฑ์ ๓๒ และโรค ๙๖ เป็นต้น (ดู ชาดก.อ.๒/๒/๖๑-๗)...

--------------

    ประโยชน์ในการจัดสูตรเป็นวรรค นอกจากจะได้สาระในแต่ละสูตรแล้ว ยังได้สาระภาพรวม เช่น เคล็ดแห่งความคิดอ่านได้เร็ว ตัวอย่างกลุ่ม สีลสูตร นิสันติสูตร และภัททชิสูตร ซึ่งสาระในแต่ละสูตร มีบอกใน อรรถกถา ฏีกา (บอกเชิงลึก) ส่วนสาระภาพรวม มี บอกในนิสสยะ (บอกเชิงกว้าง) ดังนี้

เคล็ดแห่งความคิดอ่านได้เร็ว

    สีลสูตร พระสารีบุตรกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สำหรับ ภิกษุทุศีล มีศีลวิบัติแล้ว สัมมาสมาธิย่อมขาดที่รองรับ (หตุปนิโส มีอุปนิสัยถูกกำจัด, ไม่มีที่อิงอาศัย) เมื่อสัมมาสมาธิไม่มี ยถาภูตญาณทัสสนะก็ขาดที่รองรับ เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะไม่มี นิพพิทาและวิราคะก็ขาดที่รองรับ เมื่อนิพพิทาและวิราคะไม่มี วิมุตติญาณทัสสนะก็ขาดที่รองรับ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่กิ่งและใบวิบัติ กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ไม่สมบูรณ์ และไม่สมบูรณ์ไปถึง เปลือก กระพี้ แก่น ของต้นไม้นั้น... (กล่าวนัยตรงกันข้ามไว้ด้วย)

    นิสันติสูตร พระอานนท์เรียนถามพระสารีบุตรว่า มีวิธีการอย่างไรที่จะคิดอ่านได้เร็ว(ขิปฺปนิสนฺติ) เรียนได้ดี เรียนได้มาก และไม่หลงลืมสิ่งที่เรียนไว้แล้ว? เมื่อพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านเองเป็นพหูสูต น่าจะมีคำตอบที่ดีในเรื่องนี้ พระอานนท์จึงกล่าวว่า การที่จะคิดอ่านได้เร็ว เรียนได้ดี เรียนได้มาก และ ไม่หลงลืมสิ่งที่เรียนไว้แล้ว มีวิธีการคือ    

   1. ฉลาดในอรรถ (อตฺถกุสโล) 

   2. ฉลาดในธรรม(ธมฺมกุสโล) 

   3. ฉลาดในพยัญชนะ (พฺยญฺชนกุสโล ฉลาดในอักขระ) 

   4. ฉลาดในนิรุตติ (นิรุตฺติกุสโล ฉลาดในภาษา)      

   5. ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย (ปุพฺพาปรกุสโล-ฉลาดในการเชื่อมโยงความ)

   (อรรถกถากล่าวว่า ฉลาดในอรรถ หมายถึงฉลาดในอรรถกถา, ฉลาดในธรรม หมายถึงฉลาดในบาลี, ฉลาดในเบื้องต้นและเบื้องปลาย หมายถึงฉลาดในเบื้องต้น-เบื้องปลายของ อรรถกถา, บาลี, บท, อักษร และอนุสนธิ, อนุสนธิในที่นี้ได้แก่ ความเชื่อมต่อของธรรม เช่น เมื่อเริ่มต้นจากศีล ผลสุดท้ายจบ ลงที่เตวิชชา๓  เมื่อเริ่มต้นจากวิวาทบาดหมาง คำสอนก็จะจบ ลงด้วยเรื่องสาราณียธรรม เป็นต้น)

    ภัททชิสูตร โฆสิตาราม (กรุงโกสัมพี) : พระอานนท์ ถามพระภัททชิว่า ในบรรดาการเห็นทั้งหลาย การเห็นชนิดไหน เป็นยอด? ในบรรดาการได้ยินทั้งหลาย การได้ยินชนิดไหนเป็น ยอด? ในบรรดาสุขทั้งหลาย สุขชนิดไหนเป็นยอด? ในบรรดา สัญญาทั้งหลาย สัญญาชนิดไหนเป็นยอด? ในบรรดาภพทั้งหลาย ภพชนิดไหนเป็นยอด? คำตอบของพระภัททชิชี้ไปที่การเห็นพรหม การได้ยินเสียงของเทพพวกอาภัสสระ ความสุขของพวกเทพสุภ กิณหะ ภพของเทพในอากิญจัญญายตนภพ และสัญญาของเทพในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ พระอานนท์กล่าวว่า คำพูดเช่นนี้ เหมือนกับที่คนส่วนมากพูดกันอยู่ เมื่อพระภัททชิขอให้เฉลย เรื่องนี้ พระอานนท์จึงให้คำตอบใหม่ว่า เห็นตามเป็นจริงจนสิ้นอาสวะ เป็นยอดของการเห็น ได้ยินตามเป็นจริงจนสิ้นอาสวะ เป็นยอดของการได้ยิน สุขที่เกิดจากความสิ้นอาสวะ เป็นยอดของความสุข สัญญาของผู้สิ้นอาสวะ(มัคคสัญญา) เป็นยอดของสัญญา เป็นอยู่ตามความเป็นจริงของผู้สิ้นอาสวะ เป็นยอดของภพ

---------------------


 

[full-post]

ปาฏิหารย์ที่พึงเกิดขึ้น ณ พระเจดีย์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.