สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมแก่สัจจกนิครนถ์ผู้ไม่เลื่อมใส(ตอนที่สอง)

   เพราะเหตุที่มิได้อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมจิต ดูก่อนอัคคิเวสสนะ แม้สุขเวทนาเกิดขึ้นแก่ปุถุชนคนใดคนหนึ่งก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้วก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมจิตทั้งสองอย่างดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลที่มีกายมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรมก็อย่างนี้แหละ สำหรับบุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วนั้นเป็นอย่างไร

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็บุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วเป็นอย่างไร ดูก่อนอัคคิเวสสนะ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ผู้ได้สดับ มีสุขเวทนา เกิดขึ้น เขาถูกสุขเวทนากระทบเข้าแล้ว ไม่มีความยินดีนักในสุขเวทนา ไม่ถึงความเป็น ผู้ยินดีนักในสุขเวทนาด้วย สุขเวทนาของเขานั้นย่อมดับไป เพราะสุขเวทนาดับ ก็มีทุกข เวทนาเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน ไม่คร่ำครวญ ตบอก ไม่ถึงความหลงใหล แม้สุขเวทนานั้นเกิดขึ้นแก่อริยสาวกแล้ว ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมจิต ดูก่อนอัคคิเวสสนะ แม้สุขเวทนาเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ใดผู้หนึ่ง ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่เพราะเหตุที่อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมจิตทั้งหลายอย่างนี้ ดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว เป็นอย่างนี้แหละ

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อพระโคดม มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วาจานี้ ท่านนำมาพูดเทียบกับเราโดยแท้ แต่ว่า เราจะบอกแก่ท่าน ดูก่อน อัคคิเวสสนะ เมื่อใดแลเราปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาว พัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อนั้นจิตของเรานั้นถูกสุขเวทนาที่เกิดขึ้นครอบงำตั้งอยู่ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้เลย

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า สุขเวทนาอันเกิดขึ้นที่พอจะครอบงำจิตตั้งอยู่ หรือทุกข เวทนาอันเกิดขึ้นที่พอจะครอบงำจิตตั้งอยู่ เวทนาเช่นนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระโคดม ผู้เจริญโดยแท้

   เมื่อสัจจกนิครนถ์ทูลอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ทำไมเวทนาทั้ง ๒ นั้น จะไม่พึงมีแก่เรา ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราจะเล่าให้ฟัง... เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ ก่อนตรัสรู้ได้มีความดำริว่า ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นของว่าง การที่เราอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์และบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราจึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเรากำลังเป็นหนุ่ม มีเกศาดำสนิท ยังหนุ่มแน่นตั้งอยู่ในปฐมวัย เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่ปรารถนาจะให้บวช มีพระพักตร์ อาบด้วยน้ำพระเนตรทรงกันแสงอยู่ ได้ปลงผมและหนวดแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วก็เสาะหาว่า อะไรเป็นกุศล เมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่างประเสริฐเยี่ยม จึงเข้าไปถึงสำนักท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร แล้วกล่าวว่า ท่าน กาลามะ ข้าพเจ้าจะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว ท่าน อาฬารดาบสกาลามโคตร จึงกล่าวกะเราว่า เชิญท่านอยู่เถิด ธรรมที่วิญญูชนพึงบรรลุอยู่ เพราะทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองตามแบบอาจารย์ของตน ต่อกาลไม่นานนี้เช่นกัน เราศึกษาธรรมนั้นโดยไว มิได้ช้า ชั่วขณะหุบปากเจรจาเท่านั้น ก็กล่าวได้ซึ่งญาณวาทะ และเถรวาทะ และทั้งเราและผู้อื่นก็ทราบชัดว่าเรารู้เราเห็น

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า เราจึงดำริต่อไปว่า ท่านอาฬารดาบสกาลาม โคตรไม่บอกธรรมนี้ว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ ด้วยเหตุสักว่าความเชื่ออย่างเดียวโดยที่แท้ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรก็รู้เห็นธรรมนี้อยู่ ครั้งนั้นเราเข้าไป หาท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรแล้วถามว่า ท่านกาลามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิงเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่าไร เมื่อเราถามอย่างนี้ ท่านอาฬารดาบสก็บอก สมาบัติชั้นอากิญจัญญายตนะ เราจึงดำริว่า มิใช่มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แต่ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรเท่านั้น แม้เราก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา เหมือนกัน ถ้ากระไรเราจึงพากเพียรเพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรม ที่ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรบอกว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองเข้าถึงอยู่ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วย ความรู้ยิ่งเอง เข้าถึงอยู่โดยเร็วมิได้เนิ่นช้า ครั้งนั้นเราเข้าไปหาท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรแล้วถามว่า ท่านกาลามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่านี้หรือ ท่านอาฬารดาบสก็บอกว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่านี้แหละ เราจึงบอกว่า ดูก่อนท่าน ผู้มีอายุ แม้ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วอยู่ด้วยเหตุเท่านี้ 

      ท่านอาฬารดาบสกล่าวต่อไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เป็นลาภของพวกเรา พวกเราได้ดีแล้ว ที่ได้เห็นสพรหมจารีเช่นกับท่าน  เราทำให้แจ้งซึ่งธรรม บรรลุแล้วจึงบอกด้วยประการดังนี้ เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใด เราก็รู้ธรรมนั้น  เป็นอันว่า เราเช่นใด ท่านก็เช่นนั้น ท่านเช่นใดเราก็เช่นนั้น ด้วยประการดังนี้ มาเถิด บัดนี้ เราทั้งสองจะอยู่ร่วมกันปกครองคณะนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร ทั้งที่เป็นอาจารย์เรา ก็ยกย่องเราผู้เป็นศิษย์เสมอด้วยตนด้วย บูชาเราด้วยการบูชาอย่างดีด้วย จึงมีความแน่ใจว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อ ความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน เพียงแต่เป็นไป เพื่อความเข้าถึงอากิญจัญญายตนะภพเท่านั้น เราไม่พอใจธรรมนั้น ระอาธรรมนั้น จึงได้หลีกไป

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราเสาะหาว่า อะไรเป็นกุศล เมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่าง ประเสริฐเยี่ยม เราจึเข้าไปถึงสำนักท่านอุทกดาบสรามบุตร แล้วกล่าวว่าท่านรามะ ข้าพเจ้าปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว  ท่านอุทกดาบสรามบุตร จึงกล่าวกะเราว่า เชิญท่านอยู่เถิด ธรรมที่วิญญูชนพึงบรรลุอยู่ เพราะ ทำให้แจ้งซึ่งความรู้ยิ่งเอง ตามแบบอาจารย์ของตนต่อกาลไม่นาน นี้ก็เช่นเดียวกัน เรา ศึกษาธรรมเร็วไวมิได้ช้า ชั่วขณะหุบปากเจรจาปราศรัยเท่านั้น ก็กล่าวได้ซึ่งญาณวาทะ และเถรวาทะ และทั้งเราและผู้อื่นก็ทราบชัดว่า เรารู้เราเห็น เราจึงดำริต่อไปว่า ท่านรามะ ไม่บอกธรรมนี้ว่าเราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเอง แล้วเข้าถึงอยู่ ด้วยเหตุสักว่าความเชื่อ อย่างเดียว โดยที่แท้ท่านรามะก็รู้เห็นธรรมนี้อยู่

   ครั้งนั้นเราเข้าไปหาท่านอุทกดาบสรามบุตรแล้วถามว่า ท่านรามะ ท่านทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วบอกด้วยเหตุเท่าไร เมื่อเราถามอย่างนี้แล้ว ท่านอุทกดาบสรามบุตร ก็บอกสมาบัติชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เราจึงดำริว่า มิใช่มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญาแต่ท่านรามะเท่านั้น แม้เราก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและ ปัญญาเหมือนกัน ถ้ากระไรเราพึงพากเพียร เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ท่านรามะบอกว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยความรู้ยิ่งเอง เข้าถึงอยู่เร็วไวมิได้เนิ่นช้า ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอุทกดาบสรามบุตรแล้วถามว่า ท่านรามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่านี้หรือ ท่านอุทกดาบสก็บอกว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุ แล้วจึงบอกด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ เราจึงบอกว่า ท่านผู้มีอายุ แม้ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วอยู่ด้วยเหตุเท่านี้

   ท่านอุทกดาบสกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เป็นลาภของพวกเรา พวกเราได้ดีแล้ว ที่ได้เห็นสพรหมจารีเช่นท่าน เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมใดด้วยความรู้เอง บรรลุแล้วจึงบอกได้ ท่านก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วอยู่ ท่านทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยความรู้ยิ่งเอง แล้วบอกด้วยประการดังนี้ เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใดเราก็รู้ธรรมนั้น เป็นอันว่า เราเช่นใดท่านก็เช่นนั้น ท่านเช่นใดเราก็เช่นนั้นด้วยประการดังนี้ มาเถิด บัดนี้เราทั้งสองจะอยู่ร่วมกันปกครองคณะนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านอุทกดาบสรามบุตร ทั้งที่เป็นอาจารย์เรา ก็ยกย่องเราผู้เป็นศิษย์เสมอด้วยตนด้วย บูชาเราด้วยการบูชาอย่างดีด้วย เราจึงมีความแน่ใจว่า ธรรม (คือเนวสัญญานาสัญญายตนะ) ไม่เป็นไปเพื่อความ เบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความสงบ เพื่อความดับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ ความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน เพียงแต่เป็นไป เพื่อเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะภพ เท่านั้น เราไม่พอใจธรรมนั้น ระอาธรรมนั้น จึงได้หลีกไป

   ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงการแสวงหาทางตรัสรู้ของพระองค์ก่อนที่จะเป็น พระพุทธเจ้าต่อไปว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรานั้นแล เสาะหาว่าอะไรเป็นกุศล เมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่างประเสริฐเยี่ยม จึงเที่ยวจาริกไปในมคธชนบทโดยลำดับ ก็ลุถึง ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ แนวป่าเขียวสดเป็นที่เบิกบานใจ แม่น้ำไหลมีน้ำใสสะอาด มีท่าน้ำสะอาดดี น่ารื่นรมย์ โคจรคามทีก็ตั้งอยู่โดยรอบ จึงดำริว่า ภูมิภาคนี้สมควรบำเพ็ญเพียรแห่งกุลบุตรผู้ต้องการจะบำเพ็ญเพียร จึงนั่งลง ณ ที่นั้นด้วยคิดว่า ที่นี้เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ครั้งนั้นอุปมา ๓ ข้อ อันไม่น่าอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยได้ยินมา ในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแก่เรา

      อุปมาข้อที่ ๑ ว่า เปรียบเหมือนไม้สดมียางที่เขาวางไว้ในน้ำ บุรุษถือเอาไม้สีไฟมาสีเข้า ด้วยหวังว่าเราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความุข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้สดมียางที่เขาวางในน้ำ พึงทำให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะไม้สดนั้นมียางทั้งวางไว้ในน้ำ บุรุษนั้นก็มีแต่ความ เหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ฉันนั้นก็เหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ยังไม่หลีกจากกามด้วยกาย ยังมีความรักใคร่ พอใจ ความหลง ความ กระหายและความกระวนกระวายเพราะกาม ในกามทั้งหลายยังมิได้ละ และมิได้ระงับคืน เสียด้วยดีในภายใน สมณะหรือพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นแม้เสวยทุกขเวทนาที่กล้า หยาบ เผ็ดร้อน อันเกิดขึ้นเพราะความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้ดีอันประเสริฐ นี้แล อุปมาข้อที่ ๑ อันไม่น่าอัศจรรย์ อันเราไม่เคยฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแล้วแก่เรา 

   อุปมาข้อที่ ๒ ว่า เปรียบเหมือนไม้สดมียางที่เขาวางไว้บนบกห่างจากน้ำ บุรุษ ถือไม้สีไฟมาสีเข้า ด้วยหวังว่าเราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่าน จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้สดที่เขาวางไว้บนบกห่างจากน้ำ พึงให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ นั่นเพราะอะไร เป็นเพราะไม้สดนั้นมียาง ถึงเขาวางไว้บนบกห่างจากน้ำ บุรุษนั้นก็มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยเปล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้หลีกออกจากกามด้วยกายแล้ว แต่ยังมีความ พอใจรักใคร่ ความหลง ความกระหายและความกระวนกระวายเพราะกาม ในกามทั้งหลายยังมิได้ละ และมิได้ระงับคืนเสียด้วยดีภายใน สมณะหรือพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่กล้า หยาบเผ็ดร้อน อันเกิดขึ้นเพราะความเพียรก็ดี หรือมิได้เสวย ทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้ดีอันประเสริฐ นี้แล อุปมาข้อที่ ๒ อันไม่น่าอัศจรรย์นัก ที่เราไม่เคยฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแล้วแก่เรา

      อุปมาข้อที่ ๓ อื่นอีกว่า เปรียบเหมือนไม้อันแห้งสนิทที่เขาวางไว้บนบกห่างจากน้ำ บุรุษถือเอาไม้สีไฟมาสีเข้าด้วยหวังว่า เราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้อันแห้งสนิท ที่เขาวางไว้ บนบกห่างจากน้ำ พึงให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ สัจจกนิครนถ์ทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระโคดมผู้เจริญ เป็นเพราะไม้แห้งสนิททั้งเขาวางไว้บนบกห่างจากน้ำ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งหลีกออกจากกามด้วยกายแล้ว ทั้งละและระงับความพอใจ ความรักใคร่ ความหลง ความกระหายและ ความกระวนกระวายเพราะกาม ในกามทั้งหลายเสียด้วยดีในภายในแล้ว สมณะหรือ พราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่กล้าหยาบ เผ็ดร้อน อันเกิดขึ้นเพราะความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ควรเพื่อรู้เพื่อเห็นและเพื่อความ ตรัสรู้ดีอันประเสริฐ นี้แลอุปมาอันไม่น่าอัศจรรย์ อันเราไม่เคยฟังมาในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแล้วแก่เรา อุปมาอันไม่น่าอัศจรรย์ทั้ง ๓ ข้อ เราไม่เคยได้ฟังมาก่อน เหล่านี้แหละ มาปรากฏแจ่มแจ้งแล้วแก่เรา

   ต่อไปพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล่าถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระองค์ว่า

ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรานั้นมีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงกดฟันด้วยฟัน เอาลิ้นดันเพดานไว้ให้แน่น เอาจิตข่มคั้นจิตให้เร่าร้อน เมื่อเราทำดังนั้น เหงื่อก็ไหลออกจากรักแร้ ทั้งสองข้าง เปรียบเหมือนบุรุษมีึกำลังจับบุรุษที่มีกำลังน้อยกว่า ที่ศีรษะหรือที่คอ แล้วบีบคั้นรัดไว้ให้แน่นฉะนั้น

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นมิได้ฟันเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปราณเถิด เราก็กลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูก เมื่อเรากลั้นลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูก ลมก็ออกทางหูทั้งสองข้าง มีเสียงดังอู้ๆ เหมือนเสียงสูบช่างทอง ที่เขาสูบอยู่ ฉะนั้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่น ไม่ฟันเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้

   ดูก่อนอัคคิเวสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีสมปราณเถิด เราก็กลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูกจและทางช่องหู เมื่อเรากลั่น ลมเป็นอันมากก็เสียดแทงศีรษะ เหมือนบุรุษที่มีกำลัง เอามีดโกนที่คมเชือดศีรษะฉะนั้น

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกข ทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปราณ เถิด เราก็กลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั่น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ก็มีทุกขเวทนาในศีรษะ เป็นอันมาก เหมือนบุรุษที่มีกำลังเอาเชือกหนังอันมั่นรัดเข้าที่ศีรษะฉันนั้น

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ฟันเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกข เวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปราณเถิด เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูก และทางช่องหู  เมื่อเรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ก็มีลมเป็นอันมาก บาดท้อง เหมือนนายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ฉลาด เอามีดสำหรับแล่โค ที่คมเถือแล่ท้องฉะนั้น

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ฟันเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ ทุกข เวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปราณเถิด เราก็กลั้นลมหายใจดังนั้น เมื่อเรากลั้นลมหายใจดังนั้น ก็มีความเร่าร้อนในร่างกาย เป็นอันมาก เหมือนบุรุษที่มีกำลัง ๒ คน ช่วยกันจับบุรุษคนหนึ่งที่มีกำลังน้อยกว่าที่แขน ทั้ง ๒ ข้างแล้ว ให้เร่าร้อนอบอ้าวอยู่ใกล้หลุมถ่านเพลิงฉะนั้น

       ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกข เวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบว่าจิตเราตั้งอยู่ได้

   ดูก่อนก็คคิเวสสนะ เทวดาทั้งหลายเห็นเราแล้วพากันกล่าวว่า พระสมณโคดม ทำกาละแล้ว บางพวกกล่าวว่ายังมิได้ทำกาละ บางพวกกล่าวว่าพระสมณโคดมยังมิได้ทำกาละแต่ก็จะทำกาละ บางพวกกล่าวว่าพระสมณโคดมไม่ทำกาละ ทั้งจะไม่ทำกาละ พระสมณโคดมจะเป็นพระอรหันต์ การอยู่เห็นปานนี้นั้น เป็นวิหารธรรมของท่านผู้เป็นพระอรหันต์

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงปฏิบัติอดอาหารเสียโดย ประการทั้งปวงเถิด ขณะนั้นพวกเทวดาเข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติอดอาหาร โดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติอดอาหาร โดยประการทั้งปวง ท่านจะได้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโอชาหารนั้น เรามีความดำริว่า เราปฏิญาณว่าจะตัดอาหารโดยประการทั้งปวง แต่เทวดาเหล่านี้จะแทรกโอชาหารตามขุมขนของเรา เราจะยัง อัตภาพให้เป็นไปด้วยโอชาหารนั้น การปฏิญาณนั้นก็เป็นมุสาแก่เราเอง เราจึงห้ามเทวดา เหล่านั้นว่า ข้อนั้นไม่ควร

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงกินอาหารให้น้อยลงๆ เพียงซองมือหนึ่งๆ บ้าง เท่าเยื่อในเม็ดถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อในเม็ดถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเม็ดบัวบ้าง เราก็กินอาหารให้น้อยลงๆ ดังนั้น จนมีร่างกายซูบผอมยิ่งนัก เหลือแต่อวัยวะน้อยใหญ่เหมือนเถาวัลย์ที่มีข้อมาก และเถาวัลย์ที่มีข้อดำ เนื้อตะโพกกลีบเหมือนกับอูฐ กระดูกสันหลังก็ผุดเป็นหนามเหมือนเถาวัฏฏนาวัลย์ (หนามรอบข้อ) ซี่โครงทั้ง ๒ ข้างขึ้นสะพรั่ง เหมือนกลอนศาลาเก่าที่สะพรั่งอยู่ ดวงตาทั้งสองก็ลึกเข้าไปในเบ้าตา เหมือนดวงดาวในบ่อน้ำลึกปรากฏอยู่ หนังศีรษะบน ศีรษะก็หดเหี่ยวเหมือนลูกน้ำเต้าที่เขาตัดมายังดิบ ต้องลมและแดดเข้าก็เหี่ยวไป เรานึกว่า ลูบพื้นท้อง ก็จับถึงกระดูกสันหลัง เมื่อนึกว่าจะลูบกระดูกสันหลังก็จับถึงพื้นห้อง เพราะ พื้นท้องของเราติดแนบถึงกระดูก เมื่อนึกว่าจะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะก็ซวนเซล้มลง ณ ที่นั้น เมื่อจะให้กายสบายบ้าง เอาฝ่ามือลูบตัวเข้า ขนทั้งหลายที่มีรากเน่าก็หลุดร่วง

จากกายเพราะเป็นผู้มีอาหารน้อย มนุษย์ทั้งหลายเห็นเราเข้าแล้วก็กล่าวว่า พระสมณโคดมดำไป บางพวกก็กล่าวว่า พระสมณโคดมไม่ดำเป็นแต่คล้ำไป บางพวกก็พูดว่าไม่ดำไม่คล้ำเป็นแต่พร้อยไป เรามีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่องเปล่งปลั่ง แต่เสียผิวไป ก็เพราะเป็นผู้มีอาหารน้อยเท่านั้น

   ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอดีต ในอนาคตหรือในปัจจุบัน ที่เสวยทุกขเวทนา กล้า หยาบ เผ็ดร้อน ที่เกิดขึ้นเพราะความเพียร ทุกขเวทนานั้นอย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่เกินกว่านี้ขึ้นไป แต่เราก็มิได้บรรลุญาณทัสนะอันวิเศษที่พอแก่พระอริยะ ซึ่งยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ด้วยทุกรกิริยาอันเผ็ดร้อนนี้ ชะรอยทางแห่งความตรัสรู้พึงเป็นทางอื่นกระมัง

   เราจึงมีความดำริว่า เราจำได้อยู่เมื่อคราวงานของท้าวสักกาธิบดีซึ่งเป็นพระบิดา เรานั่งอยู่ใต้ร่มหว้าอันเย็น ได้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนั้นพึงเป็นทางตรัสรู้กระมัง เรามีวิญญาณตามระลึกด้วยสติว่า ทางนั้นเป็นทางแห่งความตรัสรู้ เราจึงมีความดำริว่า เรากลัวความสุขที่เว้นจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายหรือ แล้วเราก็ดำริต่อไปว่า เราไม่กลัวสุขเช่นนั้นเลย ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริต่อไปว่า ความสุขนั้นอันเรา ผู้มีกายซูบผอมมาก ไม่ทำได้ง่ายเพื่อจะบรรลุ ถ้ากระไรเราจึงกินอาหารหยาบคือข้าวสุก และขนมกุมมาสเถิด เราก็กินอาหารหยาบคือข้าวสุกและกุมมาส ครั้งนั้นภิกษุทั้ง ๕ (คือปัญจวัคคีย์) ที่เฝ้าบำรุงเราด้วยหวังว่าพระสมณโคดมบรรลุธรรมใด จักบอกธรรมนั้น แก่เราทั้งหลาย เมื่อใดเรากินอาหารหยาบคือข้าวสุกและกุมมาส เมื่อนั้นภิกษุทั้ง ๕ นั้น ก็ระอาหลีกไปด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมมักมาก คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็น ผู้มักมากเสียแล้ว

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรากินอาหารหยาบให้กาย มีกำลังแล้ว สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขเกิด แต่วิเวกอยู่ แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เราบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้นเพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มี วิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เรามีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ เราบรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์และดับโสมนัสและโทมนัสในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้

   เราเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เราย่อมระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยได้เป็นอันมาก ทั้งอาการทั้งอุเทสด้วยประการฉะนี้ ดูก่อน อัคคิเวสสนะ ในปฐมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๑ อันนี้ เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดเสียแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วเห็นปานนี้ก็มิได้ครอบงำจิตเรา ตั้งอยู่ได้

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าต่อไปว่า เราเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็โน้มน้อมจิตไป เพื่อจุตูปปาตญาณ เราเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัด ซึ่งสัตว์ที่เป็นไปตามกรรม ฯลฯ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุ วิชชาที่ ๒ อันนี้ เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดเสียแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้น เห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้

   เราเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่ การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ก็น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวะสมุทัย นี้อาสวะนิโรธ นี้อาสวะนิโรธคามินีปฏิปทา เรารู้เห็นอย่างนี้จิตก็หลุดพ้นแล้ว แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ควรทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในปัจฉิมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๓ อันนี้ เมื่อเราไม่ประมาทมีความเพียร ส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดเสียแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แม้ สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าต่อไปว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้เฉพาะอยู่ว่า เป็นผู้แสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อย ถึงแม้บุคคลคนหนึ่งๆ สําคัญเราอย่างนี้บ้างว่า พระสมณโคดมแสดงธรรมปรารภเราเท่านั้น ท่านอย่าพึ่งเห็นอย่างนั้น  พระตถาคตย่อมแสดงธรรมแก่บุคคลเหล่านั้นโดยชอบ เพื่อโยชน์ให้รู้แจ้งอย่างเดียว เราประคองจิตสงบตั้งมั่น ทำให้เป็นสมาธิภายใน ในสมาธินิมิตเบื้องต้น จนจบคาถานั้นทีเดียว เราอยู่ด้วยผลสมาธิเป็นสุญญตะตลอดนิจกาล

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า “ข้อนั้นควรเชื่อต่อพระโคดมผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แต่พระโคดมย่อมรู้เฉพาะว่า พระองค์เป็นผู้หลับในกลางวันบ้างหรือ"

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้เฉพาะอยู่ว่า ในเดือนท้าย ฤดูร้อน เรากลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต ปูสังฆาฏิให้เป็น ๔ ชั้น แล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะก้าวลงสู่ความหลับโดยข้างเบื้องขวา"

   สัจจกนิครนถ์ทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าหนึ่งย่อมกล่าว ข้อนั้น ในความอยู่ด้วยความหลง

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลเป็นผู้หลงหรือไม่หลงด้วยเหตุเพียงเท่านั้น หามิได้ ก็บุคคลเป็นผู้หลงหรือไม่หลงด้วยเหตุใด ท่านจงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าวบัดนี้ สัจจกนิครนถ์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็อย่างไรบุคคลเป็นผู้หลง อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบาก เป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้ว เรากล่าวบุคคล ผู้นั้นว่าเป็นผู้หลง เพราะเหตุที่ยังละอาสวะไม่ได้ อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ มีชาติ ชรา มรณะต่อไป บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งละเสียได้แล้ว เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่หลง บุคคลนั้นนับว่าเป็นผู้ไม่หลง เพราะเหตุละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลาย

      ดูก่อนอัคคิเวสสนะ อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติชรามรณะต่อไป ตถาคตละได้แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทําให้ไม่มีที่ตั้ง ดังว่าต้นตาลยอดด้าน ทำไม่ให้เกิดสืบไป ไม่มีความเกิด

ต่อไปเป็นธรรมดา ดุจเดียวกับต้นตาลที่เขาตัดยอดเสียแล้ว ไม่อาจงอกงามได้ต่อไป 

   เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์ทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ เรื่องที่ท่านกล่าวมานั้น น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี พระโคดมผู้เจริญอันข้าพเจ้ามาสนทนา กระทบกระทั่ง ทั้งไต่ถามด้วยถ้อยคำที่ปรุงแต่งมาอย่างนี้ก็มีผิวพรรณสดใส ทั้งมีสีหน้า เปล่งปลั่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ปรารภโต้ตอบวาทะกะท่านปูรณะกัสสป แม้ท่านปูรณะกัสสปนั้นปรารภ โต้ตอบวาทะกับข้าพเจ้า ก็เอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนเสีย และชักนำให้พูดนอกเรื่อง ทั้งทำความโกรธขัดแค้นให้ปรากฏ พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าจำได้ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ปรารภ โต้ตอบวาทะกะท่านมักขลิโคสาล... ท่านอชิตะเกสกัมพล... ท่านปกุธะกัจจายนะ...ท่าน สัญชัย เวลัฎฐบุตร ท่านนิครนถ์นาฏบุตร แม้ท่านนิครนถ์นาฏบุตรนั้นปรารภโต้ตอบ วาทะกับข้าพเจ้า ก็เอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนเสีย และชักนำให้พูดนอกเรื่อง ทั้งทำ ความขัดเคืองขัดแค้นให้ปรากฏ ส่วนพระโคดมผู้เจริญอันข้าพเจ้ามาสนทนากระทบกระทั่ง ทั้งไต่ถามด้วยถ้อยคำที่ปรุงแต่งมาอย่างนี้ ก็มีผิวพรรณสดใส ทั้งมีสีหน้าเปล่งปลั่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโคดมผู้เจริญ ผิฉะนั้นข้าพเจ้าขอลาไป ในบัดนี้ ข้าพเจ้ามีกิจมาก มีธุระที่ต้องทำมาก

   พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด ครั้งนั้น สัจจกนิครนถ์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป ก็เป็นอันจบเรื่องราวของสัจจกนิครนถ์ตามที่เล่าไว้ในมหาสัจจกสูตรเพียงเท่านี้

   ทั้งๆที่สัจจกนิครนถ์ยอมรับในความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็มิได้ เลื่อมใสเท่าที่ควร เวลาลาไปก็มิได้ถวายบังคมหรือทำประทักษิณเช่นผู้อื่นที่เลื่อมใสทั้งหลาย

ก็เลยมีปัญหาว่า เหตุไรพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมแก่ผู้ที่มืได้เลื่อมใสจรืงใจ

   ข้อนี้ท่านอรรถกถาชี้แจงว่าเพื่อให้เป็นอุปนิสัยปัจจัยไปในภายหน้า ทั้งนี้เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว ๒๐๐ ปีเศษ ศาสนาของพระองค์จะตั้งอยู่ในทวีปลังกา คือศรีลังกาในปัจจุบันนี้ และสัจจกนิครนถ์จะได้เกิดที่นั่น เรียนพระไตรปิฎกแล้วออกบวช เจริญวิปัสสนาแล้วจักสำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา มีชื่อว่า พระกาฬพุทธรักขิต

   เรื่องราวในชาติสุดท้ายนั้นมีดังนี้

   มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระพุทธศาสนาไปตั้งมั่นอยู่ในเกาะลังกาแล้ว สัจจกนิครนถ์ได้ จุติจากเทวโลกลงมาเกิดเป็นบุตรอำมาตย์ในตำบลบ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เที่ยวโคจรบิณฑบาตของภิกษุทั้งหลายในวัดทักขิณาคีรีวิหาร คงเป็นเพราะเกิดเลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้น จึงได้ออกบวชในเวลาที่ควรบวช ได้เล่าเรียนพระไตรปิฎกจนจบ ได้รับยกย่องให้เป็นอาจารย์สั่งสอนภิกษุทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่งท่านพาภิกษุเป็นอันมากไปเยี่ยมอุปัชฌาย์ พระผู้เป็นอุปัชฌาย์คิดว่า เราจักเตือนศิษย์ให้รู้ตัวว่า กิจของการบวชนั้นมิได้มีแค่เรียนพระไตรปิฎกเท่านั้น ท่านจึงไม่พูดด้วย

   พระกาฬพุทธรักขิต ซึ่งก็คือสัจจกนิครนถ์ในชาติก่อนจึงได้ถามอาจารย์ว่า ท่าน ทำสิ่งใดผิด อาจารย์จึงไม่พูดด้วย พระอุปัชฌาย์ก็ตอบว่า ที่ไม่พูดด้วยก็เพราะเธอเข้าใจว่า การบวชของเธอถึงที่สุดแล้วด้วยการเรียนจบพระไตรปิฎก พระกาฬพุทธรักขิตจึงถามว่า ถ้าอย่างนั้นท่านควรจะทำอย่างไร พระอุปัชฌาย์จึงว่า เธอจงละหมู่คณะเสียแล้วไปเจริญ สมณธรรมที่ เจติยบรรพตวิหาร พระกาฬพุทธรักขิตก็ปฏิบัติตามได้ไปเจริญสมณธรรม อยู่ที่เจติยบรรพตวิหาร แล้วก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ในคราวนั้น พระเจ้าติสสมหาราชได้เสด็จไปที่ เจดียบรรพตวิหารในวันอุโบสถ พระกาฬพุทธรักขิต ก็ได้แสดงธรรมถวายให้พระเจ้าติสสมหาราชทรงเลื่อมใส นี่ก็เป็นเรื่องราวของสัจจกนิครนถ์ ตอนที่เป็นพระกาฬพุทธรักขิต บัดนี้ท่านก็ปรินิพพานไปแล้ว เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมแก่สัจจกนิครนถ์ผู้ไม่เลื่อมใสจริงใจในครั้งนั้น ก็เพื่อให้เป็นอุปนิสัย แก่การบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาติที่เป็นพระกาฬพุทธรักขิตนั่นเอง

   ในมหาสัจจกสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการอบรมกายภาวนาและ จิตตภาวนาที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่การเจริญปฐมฌานเป็นต้นไป จนบรรลุอาสวักขยญาณเป็นที่สุด ซึ่งมีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น ทั้งทรงแสดงการบำเพ็ญทุกรกิริยา อันทำได้ยากยิ่งไว้ด้วยเพื่อให้ทราบว่าทุกรกิริยาเป็นทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมควรที่ผู้อื่นที่เป็นสาวกของพระองค์ จะประพฤติตามเพราะไม่ใช่ทางหลุดพ้น

---------///----------

 

[full-post]

สัจจกนิครนถ์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.