สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ขั้นตอนความบริสุทธิ์หมดจดที่ผู้ปฏิบัติจะพึงบรรลุนิพพานได้ คือ วิสุทธิ ๗ ที่พระอรรถกถาจารย์เปรียบเทียบให้เห็นอันดับขั้นตอนว่าเป็นดุจรถ ๗ ผลัด


ประเภทแห่งวิสุทธิ

   ท่านพระอรรถกถาจารย์ประสงค์ไขวิสุทธิ ๗ ตามอุเทศ(หัวข้อ)ที่ได้วางไว้ จึงกล่าวว่า " คืออย่างไร? " ดังนี้ เป็นต้น

      อธิบาย สีลวิสุทธิ

   ศีล ชื่อว่า จตุปาริสุทธิศีล เพราะความที่มี ๔ อย่าง และเพราะบริสุทธิ์ ตือ หมดจดจากตัณหาและทิฏฐิ นี้ กล่าวโดยไม่แยกดูกัน, ส่วน ว่าโดยแยกกัน คือ ๔ อย่าง เหล่านี้ ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะมีความบริสุทธิ์ด้วยเทศนา (การแสดงอาบัติ) ด้วยสังวร (ความสำรวม) ด้วยการแสวงหา และด้วยการพิจารณา ตามลำดับ.

   ความว่า ปาติโมกขสังวรศีล ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะมีความบริสุทธิ์ด้วยเทศนา คือ การแสดงอาบัติตามสมควรแก่อาบัติ.

   อินทรียสังวรศีล ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะมีความบริสุทธิ์ด้วยสังวร คือ ความงดสำรวม อันได้แก่สติที่ปิดกั้นทวารอันเป็นอินทรีย์ ๖

   อาชีวปาริสุทธศี ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะมีความบริสุทธิ์ ด้วยการแสวงหา คือ ด้วยการแสวงหาปัจจัยโดยวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ หรือ เป็นอาชีวะที่มิได้สำเร็จด้วยอเนสนา (วิธีแสวงหาที่ไม่สมควร) มีการแสร้งปฏิเสธปัจจัยเป็นต้น รวมทั้งไม่อิงอาศัยกายทุจริต วจีทุจริต แสวงหามา

    ปัจจยสันนิสิตตศีล ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะมีความบริสุทธิ์ด้วยการพิจารณา คือ พิจารณาประโยชน์ของปัจจัย ๔ ตามความเป็นจริงก่อนใช้สอย

   ส่วน ความหมายของคำว่า “ปาติโมกขสังวรศีล” เป็นต้น มีอย่างนี้ คือ ศีล ชื่อว่า “ปาติโมกข์” เพราะยังบุคคลผู้รักษาให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลาย มี ทุกข์ในอบายเป็นต้น ชื่อว่า “สังวร” เพราะป้องกันบุคคลนั้น นั่นแหละ ไว้จาก บาปธรรมทั้งหลาย มีกายทุจริตเป็นต้น (ก็คำว่า “สังวร” - สำรวม” ใช้ในความ หมายว่า “ป้องกัน” ก็ได้) และชื่อว่า “ศีล” เพราะมีความหมายว่า เป็น “ที่ตั้ง (แห่งคุณธรรมที่สูงๆ ขึ้นไป มีสมาธิเป็นต้น) เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปาติโมกข สังวรศีล.

   ศีล ที่เป็นไปโดยเกี่ยวกับเป็นการป้องกันอินทรีย์ทั้งหลาย อันมีใจเป็นที่ ๖ ในคราวที่อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น มาถึงคลองทวาร โดยประการที่ห้ามการถือเอานิมิตและอนุพยัญชนะในอารมณ์ที่ได้เห็นแล้วเป็นต้นนั้น ชื่อว่า อินทรีย สังวรศีล,

   ศีล ที่เป็นไปโดยเกี่ยวกับ ความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ โดยงดเว้นเสียได้จาก มิจฉาอาชีวะ มีการหาเลี้ยงชีพโดยวิธีที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทอนุญาต ไว้ (สำหรับพระภิกษุ) เป็นต้น ดังได้กล่าวแล้ว ชื่อว่า อาชีวปาริสุทธิศีล

   ศีลที่อิงอาศัยปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น พิจารณาถึงความที่ปัจจัยเหล่านั้นมี สิ่งนี้เป็นประโยชน์ เช่นว่า จีวรมีประโยชน์เพียงเพื่อป้องกันความหนาว ป้องกัน ความร้อน เป็นต้น เท่านั้น อย่างนี้ เป็นต้น ชื่อว่า ปัจจยสันนิสิตศีล

       อธิบายจิตตวิสุทธิ

   สมาธิ ชื่อว่า “จิต” เพราะมีความหมายว่า “คิด” คือ เพ่งอารมณ์ สมาธินี้ นั่นแหละ ชื่อว่า “วิสุทธิ” เพราะเป็นเครื่องชำระจิตให้หมดจดจากนิวรณ์ เป็นต้น หรือเพราะหมดจดจากตัณหาและทิฏฐิ เพราะความที่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า จิตตวิสุทธิ์ ท่านอาจารย์กล่าวว่า “อุปจารสมาธิ และ อัปปนาสมาธิ ชื่อว่า จิตตวิสุทธิ” ดังนี้ เพราะท่านหมายเอาจิตตวิสุทธิของพระโยคาวจรผู้เป็นสมถยานิก (มีสมถะเป็นญาณ) เป็นสำคัญ พึงทราบว่า แม้ ขณิกสมาธิของพระโยคาวจรผู้เป็นวิปัสสนายานิก (มีวิปัสสนาเป็นญาณ) ก็เป็นจิตตวิสุทธิได้ โดยเกี่ยวกับการใช้เป็นบาทเกิดขึ้นแห่งวิปัสสนาญาณทั้งหลาย แม้ท่าน ก็ได้กล่าวไว้แล้ว ว่า “น หิ ขณิกสมาธึ วินา วิปสฺสนา สมภวติ” (ปรมตฺถมญฺชุสา. ๑๑๓) - เป็นความ จริงว่า เว้นขณิกสมาธิเสีย วิปัสสนาหาเกิดได้ไม่” ดังนี้

       อธิบายเนื้อความส่วนที่เกี่ยวกับ ทิฏฐิวิสุทธิ

   การกำหนดถือเอานามรูป โดยอาการมีลักษณะเป็นต้น ที่ท่านกล่าวไว้ อย่างนี้ว่า สภาวะชื่อว่า ลักษณะ, กิจหรือว่าสมบัติ ชื่อว่า รส, อาการปรากฏ หรือว่าผลที่ปรากฏ ชื่อว่า ปัจจุปัฏฐาน (เว้นปทัฏฐาน) โดยพิสดาร โดยนัยว่า “ผัสสะมีการกระทบอารมณ์เป็นลักษณะ มีความประสานกับอารมณ์เป็นรส มีความประชุมกัน (แห่งธรรม ๓ อย่าง คือ ทวาร อารมณ์ และวิญญาณ) เป็นปัจจุปัฏฐาน ปฐวีธาตุ มีความหยาบแข็งเป็นลักษณะ มีความเป็นที่ตั้ง(แห่งธาตุ ๓ ที่เหลือ) เป็นรส, มีความรับไว้โดยชอบ(ซึ่งธาตุ ๓ ที่เหลือ) เป็นปัจจุปัฏฐาน " ดังนี้ เป็นต้น และโดยสังเขป โดยนัยว่า " รูปมีความย่อยยับไปเป็นลักษณะ นามมีความน้อมไปสู่อารมณ์เป็นลักษณ์" ดังนี้ เป็นต้น อันจัดว่า เป็นญาณกำหนดแยกนามรูป (นามรูปปริจเฉทญาณ) ด้วยอำนาจแห่งปัจจัตตลักษณะ นับว่า เป็นการกำหนดทุกขสัจ ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะเป็นทิฏฐิ (ส้มมาทิฏฐิ) ที่เห็นตามความเป็นจริงว่า " มีแต่นามและรูปเท่านั้น อัตตาหามีไม่ ", และเพราะเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์เกี่ยวกับชำระมลทินคืออัตตานุทิฏฐิได้.   

       อธิบายเนื้อความส่วนที่เกี่ยวกับ กังขาวิตรณวิสุทธิ

   คำว่า การกำหนดปัจจัยแห่งนามรูป คือ การกำหนดถือเอาปัจจัยมีกรรม เป็นต้น ที่สำเร็จแล้วโดยประจักษ์ แห่งความเป็นไปของนามรูปในกาล ๓ โดย เกี่ยวกับเป็นปัจจัยที่สาธารณะ และไม่สาธารณะ อย่างนี้ว่า : 

   ก่อนอื่น ในปฏิสนธิขณะ นามและรูปย่อมบังเกิดด้วยอำนาจแห่งเหตุ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม ส่วน ในปวัตติขณะ รูปย่อมเกิดขึ้น ด้วย อำนาจแห่งกรรม จิต อุตุ และอาหาร ส่วน นาม ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจปัจจัย

คือที่อาศัยมีจักขุเป็นต้น และอารมณ์มีรูปเป็นต้น แต่โดยพิเศษ นามที่เป็นกุศล ย่อมเกิดขึ้นเพราะโยนิโสมนสิการหรือความถึงพร้อมแห่งจักร ๔ มีปฏิรูปเทสวาสะ (การอยู่ในประเทศที่สมควร) เป็นต้น, นามที่เป็นอกุศลย่อมเกิดขึ้นโดยปริยาย ตรงกันข้ามกับกุศลนั้น นามที่เป็นวิบากย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรม สำหรับนามที่เป็นกิริยาอาวัชชนะ ย่อมเกิดขึ้นเพราะความสิ้นสุดไป แห่งภวังค์ เป็นต้น กิริยาชวนะย่อมเกิดขึ้นโดยเกี่ยวกับเป็นจิตสันดานของพระขีณาสพ ดังนี้ อันจัดว่าเป็นการกำหนดสมุทัยสัจ ชื่อว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ์ เพราะ ทำอธิบายว่า ชื่อว่า “กังขาวิตรณา” เพราะการข้ามพ้นคือก้าวล่วง ความสงสัย ๑๖ อย่าง เกี่ยวเนื่องกับกาล ๓ ที่เป็นไปอย่างนี้ว่า “อโหสึ นุ โข อหมตีตมุทธานํ(ม.มู.๑๒/๑๒) - ในกาลอดีต เราเคยมีแล้วหรือหนอ” ดังนี้ เป็นต้น และความสงสัย ๘ อย่าง ตามที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า “สตฺถริ กงฺขติ(อภิ.สงฺ.๓๔/๓๑๒) - ย่อมสงสัยในพระศาสดา ดังนี้ เป็นต้น เพราะเหตุที่หยั่งรู้นามรูป ว่าเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัยนั้น นั่นแหละด้วย, ชื่อว่า “วิสุทธิ” เพราะเป็นธรรมชาติที่หมดจดหรือทำให้หมดจด จากมลทิน คืออเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย) และทิฏฐิที่อ้างเหตุ อันไม่เหมาะสมกับผล ด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ ก็กังขาวิตรณวิสุทธิ นี้ เป็นชื่อของ ปัจจยปริคคหญาณ นั่นเอง

       อธิบายเนื้อความที่เกี่ยวกับ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

   คำว่า ต่อจากนั้นไป คือ ต่อจากการกำหนดปัจจัย

   คําว่า ปรารภนัยมีขันธ์ เป็นต้น คือ ปรารภนัย มีขันธ์ ๕ ทวาร ๖ อารมณ์ ๖ ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปทางทวาร ๖ เป็นต้น

   คำว่า ในนามรูปอันมีภูมิ ๓ คือ ในนามรูปที่นับเนื่องในภูมิ ๓ เว้น โลกุตตรภูมิ

เพราะโลกุตตรธรรมทั้งหลาย หาความเป็นวิปัสสนาภูมิ มิได้ 

   คําว่า ย่อไว้โดยเกี่ยวกับกลาป คือ ย่อโดยเกี่ยวกับรวบรวม ประมวล เป็นส่วน ๆ มีส่วนอดีตเป็นต้น อย่างนี้ ว่า “รูปใดเกิดแล้วในอดีต, รูปนั้นก็ดับไปในอดีต นั่นแหละ, รูปใดจักมีในอนาคต แม้รูปนั้นก็จักดับไปในอนาคตนั้น นั่นแหละ, รูปใดเป็นปัจจุบัน รูปนั้นยังไม่ถึงอนาคตเลย ก็ย่อมดับไปในปัจจุบัน นั้น นั่นแหละ ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นภายใน เป็นภายนอก ละเอียด หยาบ เลว ประณีต ก็อย่างนั้น ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นของไม่เที่ยง คืออันใคร ๆ ไม่ อาจจะถือเอาได้โดยความเป็นของเที่ยง โดยเกี่ยวกับเป็นอัตตาที่เที่ยง เป็นต้น

   คำว่า โดยความหมายว่า สิ้นไป คือ โดยสภาวะที่หมายรู้ได้ว่า สิ้นไป 

   คำว่า โดยความหมายว่า เป็นของน่ากลัว คือ โดยมีสภาวะที่หมายรู้ได้ว่า เป็นสิ่งที่สร้างแต่ภัย

   คำว่า โดยความหมายว่า หาสาระมิได้ คือ โดยสภาวะที่หมายรู้ได้ว่า ไม่มี อัตตสาระ (แก่น คือ อัตตา) เป็นต้น

   คำว่า พิจารณาไตรลักษณะด้วยสัมมสนญาณ คือ พิจารณาไตรลักษณ์ ด้วยญาณที่พิจารณากลาปที่เป็นไปเนื่องกับไตรลักษณ์ กล่าวคือ อาการที่มีแล้ว กลับไม่มี อาการที่บีบคั้น เพราะความเกิดขึ้นและความปราศไป และอาการที่ไม่ เป็นไปในอานาจ.

   คําว่า โดยเกี่ยวกับอัทธา โดยเกี่ยวกับสันตติ และโดยเกี่ยวกับขณะ คือ โดยเกี่ยวกับอัทธา (กาลจับตั้งแต่ปฏิสนธิถึงจุติในภพหนึ่ง) มีอดีตอัทธาเป็นต้น โดยเกี่ยวกับสันตติ (ความสืบต่อเป็นช่วงๆ) มีอดีตสันตติเป็นต้น และโดยเกี่ยว กับขณะ มีขณะอดีตเป็นต้น โดยนัยว่า “จักขุไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯลฯ มโน (ใจ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, รูป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ฯลฯ ธรรม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา, จักขุวิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น อนัตตา ฯลฯ มโนวิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” ดังนี้ เป็นต้น   

   คำว่า เมื่อตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและปราศไป ด้วยอุทยัพพยญาณ ดังนี้ เป็นต้น ความว่า เมื่อตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความปราศ ไปด้วยอุทยพพยญาณ อันมีอาการ ๕๐ ถ้วน โดยเกี่ยวกับการเห็นทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความปราศไปคือดับไป ในขันธ์แต่ละขันธ์ ๑๐ อาการ คือ เกิดขึ้น ๕ อาการ ดับไป ๕ อาการ โดยเกี่ยวกับปัจจัย ๔ อาการ โดยเกี่ยวกับขณะ ๑ อาการ ๑ อาการ อย่างนี้ คือ :

   ว่าเกี่ยวกับการตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นก่อน ย่อมตามพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้นในขันธ์แต่ละขันธ์ ขันธ์ละ ๕ อาการ โดยเกี่ยวกับความเกิดขึ้นเพราะ

มีปัจจัยเกิดขึ้น ๔ อาการ และโดยเกี่ยวกับขณะ คือลักษณะที่บังเกิด (นิพพัตติ ลักษณะ) ๑ อาการ ชื่อว่า ย่อมตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นในขันธ์ทั้ง ๕ รวม ๒๕ อาการ อย่างนี้.

   ว่าเกี่ยวกับการตามพิจารณาเห็นความดับไป ย่อมตามพิจารณาเห็นความ ดับไป ในขันธ์แต่ละขันธ์ ขันธ์ละ ๕ อาการ อย่างนั้นเหมือนกัน โดยเกี่ยวกับ ความดับไป เพราะปัจจัยดับไป ๔ อาการ และโดยเกี่ยวกับขณะ คือลักษณะที่แปรปรวนไป (วิปริณามลักษณะ) คือดับไป นั้น นั่นแหละ ๑ อาการ ชื่อว่า ความพิจารณาเห็นความดับไปในขันธ์ทั้ง ๕ ขันธ์ รวม ๒๕ อาการ อย่างนี้.

   ในบรรดาขันธ์ ๕ เหล่านี้ ก่อนอื่น ในรูปขันธ์ ชื่อว่า ย่อมตามพิจารณา เห็นความเกิดขึ้น เพราะมีปัจจัยเกิดขึ้น ๔ อาการ อย่างนี้ คือ

   เพราะอวิชชาเกิดขึ้น รูปจึงเกิดขึ้น, เพราะตัณหา...กรรม...อาหาร เกิดขึ้น รูปจึงเกิดขึ้น

   อย่างนั้นเหมือนกัน ชื่อว่าย่อมตามพิจารณาเห็นความดับไป เพราะปัจจัย ดับไป ๔ อาการ อย่างนี้ คือ :

   เพราะอวิชชาดับไป รูปจึงดับไป เพราะตัณหา....กรรม...อาหาร ดับไป รูป จึงดับไป

   แม้ในขันธ์ ๓ คือ เวทนา สัญญา และสังขาร ในแต่ละขันธ์ ชื่อว่า ย่อม ตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ก็เพราะเห็นความเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยเกิดขึ้น ๔ อาการ อย่างนี้ โดยเพียงแต่ใส่ผัสสะ แทนที่อาหารเท่านั้น อย่างนี้ ว่า “เพราะ ผัสสะเกิดขึ้น เวทนาจึงเกิดขึ้น... เพราะผัสสะดับไป เวทนาจึงดับไป” ดังนี้ เป็นต้น

   ส่วน ในวิญญาณขันธ์ ใส่นามรูปเข้าไปแทนที่ผัสสะ อย่างนี้ ว่า “เพราะ นามรูปเกิดขึ้น วิญญาณจึงเกิดขึ้น เพราะนามรูปดับไป วิญญาณจึงดับไป” ดังนี้ ที่กล่าวมานี้ คือ การตามพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความปราศไป โดยเกี่ยว กับปัจจัย.

   ส่วน โดยเกี่ยวกับขณะ ไม่แตะต้องตัวปัจจัย ก็ย่อมเห็นขณะคือลักษณะที่ บังเกิด (นิพพัตติลักษณะ) และขณะคือลักษณะที่แปรปรวนไป (วิปริณามลักษณะ ในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ที่มีความเป็นไปอยู่ เนื่องด้วยปัจจัยเหล่านั้น

   เมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ ก็ชื่อว่า บรรลุอุทยัพพยญาณ แต่เพราะเหตุที่อุทยัพพย ญาณที่เพิ่งบรรลุ นี้ ยังอ่อนอยู่ วิปัสสนูปกิเลส (ธรรมเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา)ทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น กล่าวคือ โอภาส (แสงสว่าง) อันมีวิปัสสนาจิตเป็นสมุฏฐาน ย่อมเกิดขึ้นเปล่งออกมาจากสรีระ, ปีติ ๕ อย่าง มีขุททกาปีติ เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับวิปัสสนาจิต. ปัสสัทธิ ๒ อย่าง คือ การปัสสัทธิและจิตตปัสสัทธิ อันมีความเข้าไปสงบความกระวนกระวายแห่งกายและจิตเป็น ย่อมเกิดขึ้น เป็นธรรมชาติยังกายและจิตให้เบา อ่อน ควรแก่การงานดียิ่งนัก อธิโมกข์ กล่าวคือลัทธินทรีย์ที่มีกำลังยิ่ง ก็ย่อมเกิดขึ้น ปัคคหะ คือ วิริยสัมโพชฌงค์ ที่ให้สำเร็จกิจแห่งสัมมัปปธานที่ปรารภดีนัก ก็ย่อมเกิดขึ้น, สุข อันประณีตยิ่ง ก็ย่อมเกิดขึ้น, ญาณ คือวิปัสสนาญาณเห็นไตรลักษณ์ อันเป็นไป เป็นธรรมชาติคมกล้า เช่นกับสายฟ้าที่ปล่อยไปของพระอินทร์ ก็เกิดขึ้น, อุปัฏ ฐานะ คือ สติปัฏฐานที่ระลึกคือเข้าไปตั้งไว้ที่อารมณ์ ก็ย่อมเกิดขึ้น เป็นธรรมชาติตั้งมั่นดีนัก ไม่สั่นไหว เหมือนขุนเขา, อุเบกขา ๒ อย่าง คือ ตัตรมัชฌัตตุเบกขา อันเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเกิดขึ้น เป็นธรรมชาติมีกำลังยิ่งนักในความเป็น กลางในสังขารทั้งหลายทั้งปวง และอาวัชชนูเบกขาทางมโนทวาร ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติคมกล้า ปรารภนึกถึงอารมณ์ได้ฉับพลัน ที่ประสงค์, และ นิกันติ คือ ตัณหาละเอียดที่กระทําความเยื่อใยในโอกาสเป็นต้น นั้น โดยนัยว่า “ก่อนแต่นี้หนอ โอภาสเห็นปานฉะนี้ไม่เคยเกิดแก่เราเลยหนอ” ดังนี้ เป็นต้น ก็ย่อมเกิดขึ้น

   ก็เมื่อวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่าง มีโอกาสเป็นต้น เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ นั้น การที่พระโยคาวจรไม่ยึดถือว่า “ธรรมทั้งหลายมีโอกาสเป็นต้น เห็นปานฉะนี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดแก่เราเลยหนอ, แน่แล้ว เราบรรลุมรรคแล้ว บรรลุผลแล้ว" ทว่า กลับก้าหนดคือวินิจฉัย ลักษณะที่เป็นมรรคและไม่ใช่มรรค แม้อย่างนี้ ว่า “ธรรมมีโอกาสเป็นต้น เหล่านี้ ไม่ใช่มรรค (ทาง) หรอก เพราะเป็นที่ตั้งแห่ง ตัณหา มานะ และทิฏฐิ, ทว่า เป็นวิปัสสนูปกิเลสเท่านั้น แล, วิปัสสนาญาณ ที่ดำเนินไปตามวิถี อันพ้นจากวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้ เป็นมรรค” ดังนี้ ชื่อว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ุเพราะรู้คือเพราะเห็น ว่า เป็นมรรคและไม่ใช่มรรค และเพราะชำระความสำคัญผิดว่าเป็นมรรค ในสิ่งที่มิใช่มรรค คือ วิปัสสนูปกิเลส ทั้งหลาย

   คำว่า วิปัสสนาญาณ ๙ อย่าง (ที่นับว่าเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ) ได้แก่ อุทยัพพยญาณ ที่รู้ความเกิดขึ้นและความปราศไป แห่งขันธ์ทั้งหลาย ที่มีกำลังปลอดพ้นจากวิปัสสนูปกิเลสแล้ว ๑. ภังคญาณ ที่ปล่อยความเกิดขึ้นเสีย ตามเพ่งเพียงความดับไป ๑, ภยญาณ ที่ตามเพ่งแต่อาการที่น่ากลัว ดุจสัตว์ร้าย มีราชสีห์ เป็นต้น ฉะนั้น ที่ปรากฏด้วยอำนาจความดับไป แห่งขันธ์ทั้งหลาย ๑. อาทีนวญาณ ที่ตามเพ่งอาการที่เป็นโทษ ดุจเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น แห่งขันธ์ ทั้งหลาย ตามที่เห็นว่ามีภัยอย่างนั้น ๑. นิพพิทาญาณ อันเป็นไป โดยเกี่ยวกับ เป็นความเบื่อหน่ายในขันธ์ทั้งหลาย ที่ได้เห็นโทษแล้ว นั้น ๑. มุจจิตุกัมยตาญาณ (มุญจิตุกัมยตาญาณ) ที่เป็นไปด้วยอำนาจความต้องการจะพ้นจากธรรมอันมี ภูมิ ๓ ที่น่าเบื่อหน่ายเหล่านั้น ดุจสัตว์ทั้งหลาย มีปลาเป็นต้น ที่ต้องการจะพ้น จากข่ายแห เป็นต้น ฉะนั้น ๑, ปฏิสังขาญาณ ที่เป็นไปด้วยอำนาจการพิจารณา ซ้ำๆ ซากๆ ในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษ เบื่อหน่ายแล้ว อันเป็นการทำอุบาย เพื่อความหลุดพ้นให้ถึงพร้อม ดุจกาประจำเสากระโดงเรือ (ที่คอยบินละจากเสา กระโดงเพื่อเสาะหาฝั่งอยู่เรื่อยๆ) ฉะนั้น ๑. สังขารุเบกขาญาณ ที่เป็นไปโดย อาการที่วางเฉย ในสังขารทั้งหลายที่ได้เห็นโทษแล้ว เหล่านั้น ดุจบุรุษผู้เห็นโทษ ในภรรยา แล้วก็วางเฉยในภรรยาได้ ฉะนั้น ๑. อนุโลมญาณ กล่าวคือ สัจจานุ โลมิกญาณ (ญาณที่รู้อนุโลมต่อสัจจะ) ที่เป็นไปก่อนหน้าแต่โคตรภู ในมัคควิถี อันอนุโลมต่อวิปัสสนาญาณ ๘ ที่เป็นไปแล้วในเบื้องต่ำ โดยภาวะที่เป็นไปด้วยความเห็นแจ้งไตรลักษณ์ คล้อยตามกัน และอนุโลมต่อโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ที่พึงบรรลุในเบื้องบน คือ ในขณะแห่งมรรค ดังนี้ วิปัสสนาญาณ ๙ อย่าง เหล่านี้ ชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความว่า ชื่อว่า ปฏิปทา เพราะ เป็นปฏิปทาคือเป็นข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุญาณทัสสนวิสุทธิ ชื่อว่า “ญาณทัสสนะ" เพราะเป็นสภาวะที่รู้ไตรลักษณ์ และเป็นสภาวะที่เห็นโดยประจักษ์ และชื่อว่า “วิสุทธิ” เพราะเป็นธรรมชาติที่หมดจดจากธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ์ ฉะนี้ แล 

   สังขารุเบกขาญาณที่เป็นวุฏฐานคามินี (เป็นไปสืบต่อจนถึงวุฏฐานะคือมรรค)

ชื่อว่า วิปัสสนาปริปาโก - ความแก่รอบแห่งวิปัสสนา ได้แก่ อาศัยสังขารุเบกขา ญาณที่เป็น วุฏฐานคามินี นั้น.

   คำว่า ในลำดับแห่งมโนทวาราวัชชนะ คือ ถัดไปแต่มโนทวาราวัชชนจิต ในมัคควิถี ที่ปรารภลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอนิจจลักษณะเป็นต้น เกิดขึ้น

      คำว่า อัปปนาจักเกิดขึ้นในบัดนี้ละ คือ ในขณะที่จะพึงกล่าวได้ว่า “อัปปนา คือโลกุตตรมรรค จักเกิดขึ้นในบัดนี้ละ” ดังนี้

   คำว่า ปรารภลักษณะ มีอนิจจลักษณะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในลักษณะ ๓ เพียงอย่างเดียว ตามสมควรแก่อุปนิสัย.

   สังขารุเบกขา ชื่อว่า ถึงยอด ก็เพราะบรรลุความเป็นยอดแห่งวิปัสสนา.

   ชื่อว่า สานุโลมา (เป็นไปกับอนุโลม) เพราะความเป็นไปพร้อมกับอนุโลมญาณ ก็วิปัสสนานั้น นั่นเทียว ได้ชื่อว่า สังขารุเบกขา เพราะวางเฉยในสังขารทั้งหลาย นั่นเอง ได้ชื่อว่า วุฏฐานคามินี เพราะมีความหมายว่า จรดถึงมรรคอันนับว่าเป็น วุฏฐานะ เพราะออกจากทุกข์มีอบายเป็นต้น หรือว่า เพราะออกจาก สังขารนิมิต (สังขารอันเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งกิเลส) ตามสมควร.

   คำว่า ด้วยอำนาจการกำหนดรู้ทุกขสัจ เป็นต้น คือ ด้วยอำนาจการ กำหนดรู้ทุกขสัจ อย่างนี้ ว่า “ทุกข์มีเท่านี้ ไม่หย่อนไม่ยิ่งไปกว่านี้” ดังนี้, ละสมุทัยสัจ คือ ละตัณหาอันเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ โดยเกี่ยวกับเป็นสมุจเฉทปหาน (ละ คือ ตัดขาด), กระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ คือ กระทำพระนิพพานให้เห็นโดยประจักษ์ โดยเกี่ยวกับกระทำให้เป็นอารมณ์ และ เจริญมรรคสัจ โดยเกี่ยวกับการเจริญที่ เป็นไป โดยเป็นปัจจัย มีสหชาดปัจจัยเป็นต้น แก่องค์มรรค ๗ ที่เหลือ ยังให้ถึงความเป็นมัคคสมังคี พร้อมกันกับตน พึงทราบว่า มัคคญาณ เพียงญาณเดียว ให้สำเร็จก็จอริยสัจ ๔ พร้อมกัน ดุจประทีปทำกิจ ๔ อย่าง มีไหม้ไส้เป็นต้น  (ไหม้ไส้ ๑. ทำน้ำมันให้หมดไป ๑, ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น ๑, กำจัดความมืด ๑) พร้อม กัน ฉะนั้น อันบัณฑิตพึงยอมรับได้โดยอาคม (หลักฐานที่มา) ที่ว่า “โย ภิกฺฺขเว ทุกฺขํ ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยํปิ โส ปสฺสติ(สํ.มหา.๑๙/๕๓๖)

 - ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้ นั่นย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย” ดังนี้ เป็นต้น.

   ในคาถา คำว่า ตามลำดับแห่งวิสุทธิ ๖ ได้แก่ ตามลำดับแห่ง วิสุทธิ ๖ เหล่านี้ คือ วิสุทธิ์ ๒ อันเป็นมูล (เป็นรากเหง้า) คือ สีลวิสุทธิ และจิตตวิสุทธิ วิสุทธิ ๔ อันเป็นสรีระ (เรือนร่าง, ลำต้น) มีทิฏฐิวิสุทธิ์ เป็นต้น

      คำว่า ชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ ความว่า มรรค ๔ (มัคคญาณ ๔) ชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ ก็เพราะเหตุที่รู้สัจจะ ๔. และเพราะหมดจดจากมลทินคือกิเลส จากการที่กระทําสัจจะ ๔ เหล่านั้น ให้เห็นเป็นประจักษ์นั่นเอง

   คำว่า ผลจิต ๒-๓ ขณะก็แล่นไป คือ ผลจิต ๒ ขณะ หรือ ๓ ขณะ ตามความเหมาะสมต่อมรรค แล่นไป เป็นธรรมชาติที่ระงับความกระวนกระวาย ในสันดาน แม้ที่มีกิเลสอันตัดขาดแล้ว (โดยมรรค) ดุจน้ำที่เขาใช้หม้อตักราดรดเพื่อ ดับความร้อน ในสถานที่ที่แม้ได้ขจัดไฟออกไปแล้ว ฉะนั้น และแม้ระงับความ ขวนขวายในกิจ ๔ มีการกำหนดทุกข์ เป็นต้น

   คำว่า ปัจจเวกขณญาณ ได้แก่ กามาวจรญาณทั้งหลาย อันมีมรรค ผล เป็นต้น เป็นอารมณ์, ได้แก่ญาณที่ท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า “วิมุตฺตสฺมึ วิมุตตมิติ ญาณํ โหติ(วิ.มหา.๔/๒๓) - เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้ 

   ต่อไปนี้ ท่านอาจารย์ประสงค์แสดงภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณ จึงกล่าวว่า " มคฺตํ ผลญฺจ " ดังนี้ เป็นต้น

   ในธรรมเหล่านั้น บัณฑิต ย่อมพิจารณามรรค อย่างนี้ว่า “เรามาแล้ว โดย มรรคนี้ นี่เที่ยวหนอ” ต่อจากนั้นไป ก็ย่อมพิจารณาผลอย่างนี้ว่า “เราได้อานิสงส์ ชื่อนี้แล้ว” ดังนี้.

   ต่อจากนั้นไป ผู้เป็นบัณฑิต ย่อมพิจารณาพระนิพพาน ว่า “ธรรมชื่อนี้ เราได้กระทำให้แจ้งโดยเป็นอารมณ์ แล้ว” ต่อจากนั้นไป ก็ย่อมพิจารณา กิเลส ทีละได้แล้ว ว่า “กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ เราจะได้แล้ว” ส่วน กิเลสที่เหลือ ย่อม พิจารณาว่า “กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ ยังเหลืออยู่แก่เรา” หรือว่า จะไม่พิจารณาก็ได้ คือว่า พระเสกขะบางท่านพิจารณา, บางท่านไม่พิจารณา ในข้อนั้น มีอธิบายว่า แล้วแต่อัธยาศัย หรือความต้องการ จริงอย่างนั้น พระมหานามศากยะ ได้ ทูลถามถึงกิเลสที่ยังละไม่ได้ ว่า “โกสุ นาม เม ธมโม อชฺฌตฺตํ อปหีโน(ม.มู.๑๒/๑๖๑) - ชื่อว่า ธรรมอะไรหนอ ที่ข้าพระองค์ยังละไม่ได้ในภายใน” ดังนี้ ส่วน สำหรับพระ อรหันต์ย่อมไม่มีการพิจารณากิเลสที่เหลือ เพราะท่านละกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้แล้ว เพราะฉะนั้น ก็พึงเห็นว่า ปัจจเวกขณญาณ มี ๑๙ อย่าง อย่างนี้ คือ ปัจเวกขณญาณของพระเสกขะ ๓ จำพวก รวมกัน ๑๕, ปัจจเวกขณญาณของพระอรหันต์ ๔ ฉะนี้ แล.

---------///--------

[full-post]

วิสุทธิ ๗

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.