สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สัมมัปปธาน 4 เป็นไฉน? ทำไมกิจทั้ง 4 ของสัมมัปปธาน จึงเป็นไปพร้อมกันได้เล่า?

   คำว่า สัมมัปปธาน มีวจนัตถะ(ความหมายของคำ)ว่า สมฺมา ปทหนฺติ เอเตนาติ สมฺมปฺปธานํ แปลว่า ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัมมัปปธาน เพราะมีความหมายว่า เป็นเหตุบากบั่นโดยชอบนั่นแหละ ได้แก่ สัมมาวายามะ-ความเพียรชอบนั่นเอง และก็เพราะความเพียรชอบนั้นสามารถทำกิจ 4 อย่างพร้อมกันได้ ซึ่งต่างจากความเพียรทั่วไป จึงทรงเรียกว่า " สัมมัปปธาน 4 "

   เพื่อนสหธรรมิก พึงทราบว่า คำว่า "อกุศล" ในสัมมัปปธานนี้ ทรงหมายเอานิวรณ์ 5 เท่านั้น เพราะเพ่งเอาอกุศลที่กลุ้มรุมแล้วก็จะขััดขวางความดำเนินไปด้วยดี แห่งอธิกุศลทั้งหลายเท่านั้น ดังนั้นคำว่า "กุศลธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด" จึงได้แก่  สมถะ(สมาธิ) วิปัสสนา และมรรค คำว่า กุศลทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว จึงได้แก่ สมถะ และ วิป้สสนาเท่านั้น เพราะมรรคเกิดเพียงขณะจิตเดียว ใครๆไปไม่อาจทำมรรคที่เกิดขึ้นเพียงขณะจิตเดียวนั้น ให้เกิดยิ่งๆขึ้นไปได้

   กิจทั้ง 4 ที่เป็นไปในขณะเดียวกัน ได้แก่

   1. สังวรปธาน คือ เพียรป้องกันอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น

   2. ปหานปธาน คือ เพียรประหัตประหารอกุศลที่เคยได้เกิดขึ้นแล้ว ให้หมดสิ้นโอกาสไป

   3. ภาวนาปธาน เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น

    4. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป

(องฺ จตุกฺก. 21/69/96 ; 14/20 ; 13/19)

   เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานได้อารมณ์ปัจจุบันติดต่อกันต่อเนื่อง แสดงว่าขณิกสมาธิและสติสัมปชัญญะแข็งแรง สภาวเช่นนี้แหละ สัมมัปปธาน 4 ก็จะเกิดขึ้นทำกิจพร้อมเพรียงกันได้  โดยมีขณิกสมาธิ สติ สัมปชัญญะ และปัจจุบันอารมณ์เป็นปัจจัยให้

   เป็นที่น่าเสียดายว่ากว่าผู้ปฏิบัติจะได้อารมณ์ปัจจุบันต่อเนื่อง โดยเฉพาะพระภิกษุ พอตรงกับวันลงปาติโมกข์ เห็นว่ากว่าจะได้อารมณ์ปัจจุบันยากนักหนา ก็ละเลยการลงปาติโมกข์เสีย จาริตตศีลอันเป็นข้อพึงประพฤติปฏิบัติก็พร่องไป แม้วาริตตศีลอันเป็นข้อห้ามที่ท่านรักษาได้ดีก่อนหน้าจะได้ิอารมณ์ปัจจุบันก็ตาม พอจาริตตศีลพร่อง ศีลก็ไม่บริบูรณ์ อารมณ์ปัจจุบันก็เสียไป เพราะศีลไม่บริบูรณ์ อยุ่ดี ฆราวาสก็เช่นกัน ต้ังใจเข้าปฏิบัติ แต่ละเลยไม่ดูแลมารดาบิดากรรมฐานก็ไม่เจริญ การปฏิบัติจึงขาดความรู้(ปริยัติ) และกัลยาณมิตรผู้รอบรู้ มากด้วยประสพการณ์ไม่ได้เลย

   ความข้อนี้สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า " มมมฺหื อานนฺท กลฺยาณมืตฺตํ อาคมฺม ชาติธมฺมา สตฺตา ชาติยา ปริมจฺจนฺติ ฯเปฯ โสกปริเทว ทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ปริมุจฺจนฺติ." แปลว่า " ดูก่อน อานนท์ เพราะได้อาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา จึงหลุดพ้นจากความเกิดได้ ฯเปฯ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเศร้าโศก ความร่ำไห้รำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ จึงหลุดพ้นจากความเศร้าโศก ความร่ำให้รำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจได้แล "(สํ.มหา. 19/3)

   เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธ์ไปแล้ว ก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติ 7 ประการ ดังที่ทรงแสดงไว้(องฺ.สตฺตก 23/33)ว่า

      " ปิโย ครุ ภาวนีโย       วตฺตา จ วจนกฺขโม

        คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา   โน จฏฺฐาเน นิโยชเย "

   แปลว่า " น่ารัก น่าเคารพ น่ายกย่อง เป็นผู้ว่ากล่าว 

   และอดทนการว่ากล่าว แต่งคำพูดที่ลึกซึ้งได้ 

   และไม่ชักชวนให้ประกอบในฐานะที่ไม่สมควรแล "


(สาระจากคัมภีร์นิสสยอ้กษรปัลลวะ อักษรสิงหล)

[full-post]

สัมมัปปธาน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.