สัทธัมมันตรธานปัญหา(ปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมหายไปแห่งพระสัทธรรม) 

      พระเจ้ามิลินท์  " พระคุณเจ้านาคเสน พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตถ้อยคำนี้ไว้ว่า 'ปญฺเจว ทานิ อานนฺท วสฺสสตานื สทฺธมฺโม ฐสฺสติ-ดูก่อน อานนท์ บัดนี้ พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้ 500 ปีเท่านั้น(แปลตามฉบับอักษรปัลลวะและอักษรสิงหล)(วิ.จุ.7/268, อง.อฏฺฐก.23/302) และในสมัยปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคผู้อันสุภัททปริพาชกทูลถามปัญหา ก็ได้ตรัสไว้อีกว่า

' อิเม จ สุภทฺท ภิกฺขุ สมฺมา วิหเรยฺยุํ, อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตหิ อสฺส-ดูก่อน สุภัททะ ภิกษุเหล่านี้พึงเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกก็จะเป็นอันไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย '(ที.มหา.10/177) ถ้อยคำทั้งสองในความรู้สึกของบุคคลทั่วๆไปขัดแย้งกัน  อันใดถูกอันหนึ่งก็ย่อมจะต้องผิดแน่ แต่ปัญหาข้อนี้ มี 2 เงื่อน เป็นของยุ่งยิ่งกว่ายุ่ง ยากยิ่งกว่ายาก เป็นปมยิ่งกว่าเป็นปม ปัญหาข้อนี้ตกถึงท่านแล้ว, ขอจงแสดงพลังแผ่ไปแห่งญาณของท่านในปัญหาข้อนี้ ดุจมังกรผู้อยู่ในมหาสาครแสดงพลังแผ่ไปในมหาสาครนั้นเถิด."

      พระนาคเสน " ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถ้อยคำทั้ง 2 ไว้ก็จริง แต่ก็มีพระประสงค์ต่างกัน ถ้อยคำหนึ่งเป็นการกำหนดอายุพระศาสนา อีกถ้อยคำหนึ่งเป็นการยกย่องการปฏิบัติ ซึ่งถ้อยคำทั้ง 2 นั้นแยกห่างกันและกัน เหมือนฟ้าแยกห่างจากดิน,  เหมือนนรกแยกห่างจากสวรรค์, เหมือนกุศลแยกห่างจากอกุศล, เหมือนสุขแยกห่างจากทุกข์ คือไม่มีการรวมเป็นหนี่งเดียวกันได้เพราะความแตกต่างกันแห่งอรรถการกำหนดอายุพระศาสนากับอรรถยกย่องการปฏิบัติในพระศาสนานั่นเอง

      ขอถวายพระพร ถึงกระนั้น รับสั่งถามของพระองค์ก็ขอจงอย่าได้เสียไปเปล่าเลย อาตมภาพจ้กถวายพระพรวิส้ชชนาแก่พระองค์ เปรียบเทียบกันโดยอรรถรส ถ้อยคำที่ตรัสว่า " ดูก่อนอานนท์ บัดนี้ พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้ 500 ปีเท่านั้น " ด้งนี้ เป็นถ้อยคำที่พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงความสิ้นไปแห่งอายุพระศาสนา ก็ทรงกำหนดถึงส่วนที่เหลืออยู่ อย่างนี้ว่า ' ดูก่อน อานนท์ ถ้าหากว่าหญิงทั้งหลายไม่บวชเป็นภิกษุณี พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้ถึง 1,000 ปี, ดูก่อน อานนท์ บัดนี้พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้ 500 ปี(ฉบับไทย 5,000 ปี)เท่านั่น ' ดังนี้. ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสอย่างนี้ ชื่อว่าตรัสถึงการอันตรธานแห่งพระสัทธรรม, หรือตรัสปฏิเสธการตรัสรู้ธรรม กระนั้นหรือ? "

      พระเจ้ามิลินท์ " หามิได้ พระคุณเจ้า "   

      พระนาคเสน " ขอถวายพระพร จึงเป็นถ้อยคำ ที่พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงประกาศอายุพระศาสนาส่วนที่เสื่อมหายไปแล้ว ก็ทรงกำหนดแสดงอายุพระศาสนาส่วนที่ยังเหลืออยู่,

ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า บุรุษทำของหายคนหนึ่ง ถือเอาของที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปแสดงแก่คนอื่น ว่า ของข้าพเจ้าหายไปเท่านี้, นี่คือส่วนที่เหลืออยู่ ' ดังนี้ ฉันใด, ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงอายุพระศาสนาที่เสื่อมหายไปแล้ว, ก็จะตรัสอายุพระศาสนาส่วนที่ยังเหลืออยู่แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่า ' ดูก่อน อานนท์ บัดนี้ พระสัทธรรมจักตั้งอยู่ได้ 500 ปีเท่านั้น ' ดังนี้ ฉันนั้น นี่จึงเป็นถ้อยคำกำหนดอายุพระศาสนา.

      ส่วนถ้อยคำตรัสยกย่องสมณะทั้งหลายแก่สุภัททปริพาชก ในสมัยใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ที่ว่า ' ดูก่อน สุภัททะ ภิกษุเหล่านี้ พึงเป็นอยู่โดยชอบไซร้ โลกจะเป็นอันไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ' ดังนี้ เป็นถ้อยคำแสดงยกย่องการปฏิบัติ.ขอพระองค์จงทรงกระทำถ้อยคำกำหนดอายุพระศาสนา และถ้อยคำแสดงยกย่่องการปฏิบัติ ให้มีอรรถรสเป็นอันเดียวกันเถิด ถ้าหากว่าพระองค์ทรงมีความพอพระทัยในการแสดงของอาตมา ก็จักขอถวาย ทำให้มีอรรถรสเป็นอันเดียวกัน(คือต่างก็มีอรรถหมายถึงความเสื่อมหายไปแห่งพระสัทธรรม) ขอพระองค์อย่าทรงมีพระหทัยสับสน ขอทรงตั้งพระทัยสดับด้วยดี มีมนสิการด้วยดีเถิด

      ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า สระแห่งหนึ่งในโลกนี้ที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใหม่ๆ สูงเสมอขอบปาก เป็นสระที่เขาขุดตัดเป็นสระกลม เมื่อสระนั้นยังไม่ทันเหือดแห้งเลย ก็มีฝนห่าใหญ่ตกหนักเหนือสระ ติดต่อสืบเนื่องกันไป, ขอถวายพระพร น้ำในสระนั้นพึงถึงความสิ้นไป พึงถึงความเหือดแห้งไปหรือยังหนอ? "

      พระเจ้ามิลินท์ " หามิได้ พระคุณเจ้า "

      พระนาคเสน " เพราะเหตุไรหรือ ขอถวายพระพร "

      พระเจ้ามืลินท์ " เพราะมีฝนตกลงมาติดต่อกัน พระคุณเจ้า "

      พระนาคเสน " ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปมัยก็ฉันนั้นเหมือนกัน สระใหญ่คือพระสัทธรรมอันเป็นพระศาสนาประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้า ก็เต็มเปี่ยมด้วยน่ำใหม่ที่สะอาดปราศจากมลทินคืออาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลายดำรงอยู่สูงส่ง ครอบงำภวัคคพรหม, ถ้าหากว่าภิกษุผู้เป็นพุทธบุตรทั้งหลายพึงนำฝนห่าใหญ่คืออาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลาย ให้ตกลงมาติดต่อกัน(หมายความว่าปฏิบัติอาจารคุณเป็นต้นเหล่านั้นติดต่อกันไปไม่ขาดสาย) บนสระใหญ่คือพระสัทธรรมนั้นไซร้, การกระทำอย่างนี้ จะเป็นเหตุให้สระใหญ่คือพระสัทธรรมอันเป็นพระศาสนาประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้า ตั้งได้อยู่ตลอดกาลนาน และโลกก็จะเป็นอันไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย, พระผู้มีพระภาคทรงหมายเอาอรรถาธิบายดังกล่าวมาอย่างนี้ จึงตรัสไว้ว่า ' ดูก่อน สุภัททะ ภิกษุเหล่านี้พึงเป็นอยู่ได้โดยชอบไซร้,  โลกก็เป็นไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ' ดังนี้.

      ขอถวายพระพร เมื่อกองไฟใหญ่กำลังลุกโพลงอยู่บนแผ่นดินนี้ บุคคลก็ยังเอาหญ้าแห้ง ไม้แห้ง ก้อนโคมัยแห้งใส่เข้าไปติดต่อกันไป, ขอถวายพระพร กองไฟใหญ่นั้นพึงมอดดับไปหรือหนอ? "

      พระเจ้ามิลินท์ " หามิได้ พระคุณเจ้า กองไฟนั้นมีแต่จะลุกโพลงยิ่งๆขึ้นไปเสียเท่านั้น มีแต่จะส่องสว่างยิ่งๆขึ้นไปเสียเท่านั้น "

      พระนาคเสน " ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด อุปมัยก็ฉ้นนั้น แม้พระศาสนาประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้าก็ลุกโพลงรุ่งเรืองสว่างไสว ด้วยอาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลาย ส่องสว่างไปในหมื่นโลกธาตุ, ขอถวายพระพร ถ้าหากว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพุทธบุตร พึงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร 5 ประการ ไม่พึงประมาท(เจริญสติเสมอ), พึงบากบั่นเป็นประจำ, พึงมีฉันทะใคร่ที่จะหลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์, พึงศึกษาสิกขา 3 ให้ทั่วถึง, พึงทำจาริตศีล(ศีลที่เป็นข้อวัตรที่ต้องประพฤติปฏิบัติ)ให้เต็มเปี่ยม องค์คุณทั้ง 5 เหล่านี้ก็จะเป็นเหตุให้พระศาสนาอันประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้าพึงตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนานยิ่งๆขึ้นไป, และโลกก็จะเป็นอันไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย,  พระผู้มีพระภาคทรงหมายเอาอรรถาธิบายดังกล่าวอย่างนี้ จึงได้ตรัสไว้ว่า ' ดูก่อน สุภัททะ ภิกษุเหล่านี้พึงเป็นผู้อยู่โดยชอบไซร้ โลกก็เป็นอันไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ' ดังนี้.

      ขอถวายพระพร บุคคลในโลกนี่พึงใช้ผงดินสอพองที่ละเอียดอ่อน ขัดกระจกที่ได้ขัดไว้เกลี้ยงเกลา ใสแวววาว ปราศจากมลทินแล้วไปเรื่อยๆ, ขอถวายพระพร เปือกตม ขี้ฝุ่น ขี้ไคลอันเป็นมลทืน ยังเกิดขึ้นที่กระจกนั้นได้หรือไร? "

      พระเจ้ามิลินท์  " เกิดไม่ได้หรอก พระคุณเจ้า, กระจกนั้นก็มีแต่ปราศจากมลทินยิ่งๆขึ้นไปเท่านั้น "

      พระนาคเสน " ขอถวายพระพร อุปมาฉันใด  อุปมัยก็ฉันนั้น พระศาสนาประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้าเป็นธรรมชาติที่ไม่มีมลทินตามปกติ ปราศจากขี้ฝุ่น ขี้ไคลอันเป็นมลทินคือกิเลส, ถ้าหากว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพุทธบุตร พึงใช้คุณเครื่องขัดเกลากิเลส  เครื่องกำจัดกิเลส คือ อาจารคุณ ศีลคุณ ข้อวัตรปฏิบัติทั้งหลาย ขัดเกลาพระศาสนาประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้าติดต่อกันไปไซร้, ข้อนี้จะเป็นเหตุให้พระศาสนาประเสริฐของพระชินวรพุทธเจ้าพึงตั้งอยู่ได้ตลอดกาลอันยาวนาน, และโลกก็จะเป็นอันไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคทรงหมายเอาอรรถาธิบายดังกล่าวมาอย่างนี้ จึงตรัสว่า ' ดูก่อน สุภ้ททะ  ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้พึงเป็นอยู่โดยชอบได้ไชร้, 

โลกก็เป็นอันไม่ว่างจากพระอรหันต์ ' ดังนี้. ขอถวายพระพร พระศาสนาของพระศาสดามีการปฏิบัติเป็นรากเหง้า มีการปฏิบัติเป็นเหตุ เมื่อการปฏิบัติยังไม่อันตรธานก็ย่อมตั้งอย๋ได้แล."

      พระเจ้ามิลินท์ " พระคุณเจ้านาคเสน ท่านกล่าวว่า ' อันตรธาน(ความเลือนหาย) แห่งพระสัทธรรม ' เป็นดังนี้ด้วยอาการเป็นเท่าใด,อาการอันตรธานแห่งพระสัทธรรมเหล่านั้น เป็นไฉน "

      พระนาคเสน " ขอถวายพระพร อาการอันตรธานแห่งพระสัทธรรม มี 3 อาการ ได้แก่ อธิคมอันตรธาน-ความเลือนหายไปแห่งปฏิเวธ, ปฏิบัติอันตรธาน-ความเลือนหายไปแห่งการปฏิบัติ,ลิงคอันตรธาน-ความเลือนหายไปแห่งเครื่องหมายแสดงเพศภิกษุ, ขอถวายพระพร เมื่ออธิคมอันตรธาน ภิกษุแม้เป็นผู้ปฏิบัติดี ก็ไม่มีการตรัสรู้ธรรม, เมื่อปฏิบัติอันตรธาน สิกขาบทบัญญัติก็ย่อมอันตรธาน, เหลือแต่ลิงคะเท่านั้น ตั้งอยู่, เมื่อลิงคะอันตรธาน ประเพณีสืบต่อแห่งเพศบรรพชิตก็ขาดหายไป. ขอถวายพระพร มหาบพิตร อาการอันตรธานแห่งพระสัทธรรมมี 3 อาการเหล่านี้แล."

      พระเจ้ามิลินท์  " พระคุณเจ้านาคเสน ท่านทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาได้ดีแล้ว, ปัญหาที่ลึกซึ้ง ท่านก็ได้ทำให้ตื้นได้แล้ว, ท่านหักปรวาทะให้พินาศได้แล้ว,ทำให้หมดรัศมีวาทะข่มซึ่งกันและกันได้แล้ว, ท่านได้มาถึงความเป็นผู้องอาจในหมู่คณะอันประเสริฐแล้วแล."

 

[full-post]

สัทธัมมันตรธานปัญหา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.