สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ไม่กลัวสิ่งที่ควรกลัว ย่อมไปสู่ทุคติ
อภเย ภยทสฺสิโน ภเย จาภยทสฺสิโน
มิจฺฉาทิฏฺฐิสมาทานา สตฺตา คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ.
แปลว่า สัตว์ทั้งหลายผุ้เห็นสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว เห็นสิ่งที่ควรกลัวว่าไม่ควรกลัว ชื่อว่าถือมั่นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมไปสู่ทุคติ.
(ขุ.ธ. นิรยวรรค ข้อ ๓๒, มจร. ข้อ ๓๑๗)
ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต
พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงปรารภถึงพวกนิครนถ์ และพวกชีเปลือย
สิ่งที่ไม่ควรกลัว ได้แก่ ภาชนะสำหรับใส่อาหาร เพราะกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ และภัยคือทุจริต ไม่เกิดเพราะภาชนะนั้น, สิ่งที่ควรกลัวได้แก่ อวัยวะเพศ เพราะกิเลสต่างๆ เช่น ราคะ เกิดขึันที่อวัยวะเพศ, ผู้เห็นเช่นนี้เป็นการถือของเปล่า ถือกลับกัน ย่อมไปสู่นรก เป็นต้น, จบเทศนา พวกนิครนถ์ที่ร่วมฟังเกิดความสลดใจ บวชในพระพุทธศาสนา(ํธ.อ.๔/๑๑๖-๗)
-----------------
สภาพจิตมีผลต่อคติ
จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้
จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
(ม.มู. วัตถูปมสูตร ข้อ ๙๒ มจร. ข้อ ๗๐)
ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต
พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงอุปมาจิตเศร้าหมองเพราะกิเลส เหมือนผ้าที่ไม่ได้ซัก นำไปย้อม สีย่อมติดไม่ดี, จิตไม่เศร้าหมอง เพราะไม่มีกิเลส เหมือนผ้าซักแล้วนำไปย้อม สีติดดี
ทุคติ ได้แก่ คติชั่ว ภูมิชั่ว ทางดำเนินที่มีความเดือดร้อน หรือที่เกิดอันมากด้วยความทุกข์, ทุคติมี ๒ อย่าง คือ
๑. ปฏิบัติทุคติ คือ การปฏิบัติอกุศลกรรมบถ ๑๐ และการทำลายสงฆ์ เป็นต้น
๒. คติทุคติ คือ ปฏิบัติทุคติ ตายแล้วย่อมเข้าถึงนรกบ้าง ดิรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง
สุคติ ๒ ได้แก่ คติดี ภูมิดี ที่เกิดอันมากด้วยความสุข มี ๒ อย่าง คือ
๑. ปฏิบัติสุขติ คือ การประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ และการเจริญกรรมฐาน เป็นต้น
๒. คติสุคติ คือเมื่อปฏิบัติสุคติ ย่อมเข้าถึงมนุษย์ เทวดา พรหม(ดู ม.อ.๑/๑/๓๕๙-๓๖๑)
-----------------
กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ทำแล้ว ไม่สูญหาย
" น หิ นสฺสติ กสฺสจิ กมฺมํ
เอติ หตํ ลภเตว สุวามิ
ทุกฺขํ มนฺโท ปรโลเก
อตฺตนิ ปสฺสติ กิพฺพิสการี."
ความว่า " กรรมของใครๆ ย่อมไม่สูญหายไปไหน เขาต้องได้รับผลกรรมนั้น และเป็นเจ้าของกรรมนั้น คนโง่เขลาผู้ชอบทำกรรมชั่วหยาบ จะประสบทุกข์ที่ตนได้รับในปรโลกแล."
(ขุ.สุ.โกกาลิกสูตร ข้อ 387, มจร. ข้อ 672)
ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต
พระโกกาลิกะเป็นเจ้าอาวาสวัดที่บิดาสร้างไว้
ครั้งหนึ่ง พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะจาริกมาอยู่จำพรรษาเงียบๆ ออกพรรษาแล้ว
พระโกกาลิกะบอกแก่ชาวบ้าน แล้วชวนให้ทำบุญ คิดว่าพระเถระจะไม่รับ จะพูดให้ถวายเรา แต่ทั้งสองท่านไม่รับเอง และก็ไม่บอกถวายรูปใด เพราะมีวินัยห้ามภิกษุทั้งหลายรับอาหารที่ได้จากการเอ่ยปากขอจากฆารวาสผู้ไม่ได้ปวารณาไว้ พระโกกาลิกะจึงผิดหวังและเสียใจมาก ต่อมาทั้งสองท่านจาริกมาใหม่อีกครั้ง ชาวบ้านจำได้ ร่วมกันถวายทานเป็นจำนวนมาก ท่านทั้งสองรับเพราะไม่ได้เอ่ยปากขอ พระโกกาลิกะจึงทูลกล่าวหาว่าท่านทั้งสองมีความปรารถนาชั่ว พระพุทธเจ้าทรงห้ามปราม พระโกกาลิกะก็ยังมีจิตอาฆาต ร่างกายเกิดตุ่มโต แตกออก หนองและเลือดไหล ท่านทนไม่่ไหวจึงมรณภาพ ทรงตรัสเล่าให้พวกภิกษุทั้งหลายฟัง แล้วตรัสภาษิต
นี้ (สุตฺต.อ. 2/494-502)
ในนิสสยะอักษรปัลลวะ และอักษรสิงหล ท่านระบุว่าเป็นอาชีวปาริสุทธศีล เหตุเพราะเนื่องอยู่กับการแสวงหา จึงสำเร็จด้วยวิรยะ เช่น วันที่ฝนตก พระภิกษุที่ขี่เกียจขาดความเพียร เห็นชาวบ้านใกล้วัดที่ไม่ได้ปวารณาไว้ ก็เอ่ยปากขออาหาร อาชีวปาริสุทธศีลก็เสีย แม้ฆารวาสที่ขี่เกียจ เช่น ปลอมสินค้าขาย หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตต่อหน้าที่ ก็มีนัยเดียวกัน จตุปาริสุทธศีล 4 มี ปาติโมกขสังวรศีล 1 อินทรีย์สังวรศีล 1 ปัจจยสันนิสิตศีล 1 และ อาชีวปาริสุทธศีล 1 จึงมีความสำคัญต่อการบรรลุมรรคผลเสมอกันทั้งฆารวาสและพระภิกษุ ควรที่ชาวพุทธบริษัทจะพึงทราบทั้งองค์ธรรม ทั้งนัยปริยัติ ทั้งนัยปฏิบัติเถิด
------------///-----------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ