สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
คัมภีร์พุทธวงค์(พุทฺธวํส)
ถามว่า คัมภีร์พุทธวงศ์ สอนประวัติของพระพุทธเจ้า 25 พระองค์ที่มีมาแล้วนับถอยหลังไปสี่อสงไขยแสนกัป ซึ่งเท่ากับระยะเวลาบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าโคตมะ หรือสอนการเจริญพุทธการกธรรม มีทานบารมีเป็นต้น หรือทั้งสอนความฉลาดรอบรู้การเจริญความประพฤติ เพื่ออบรมบ่มโพธิญาณให้แก่กล้า จักไม่เสียหาย ทั้งสอนความสุขุมรอบคอบการเจริญความประพฤติ เพื่ออบรมบ่มโพธิญาณให้แก่กล้า จักไม่ผิดพลาด
ตอบว่า สอนทั้งความฉลาดรอบรู้ และทั้งความสุขุมรอบคอบ โดยมีการอบรมบ่มโพธิญาณให้แก่กล้าเป็นเป้าหมายนั่นเอง
ถามว่า รู้ได้ยังไงว่า มี การอบรมบ่มโพธิญาณให่แก่กล้าเป็นเป้าหมาย
ตอบว่า เพราะมีองค์ประกอบดังนี้ 1.มีคาถา 1459 คาถา 26 ภาณวาร 203,000 พยางค์(ภาณวารคือความทรงจำด้วยความเข้าใจแล้วท่องสาธยายต่อหน้าผู้สอนที่เรียกว่าเรียนแบบมุกขปาฐะนั่นเอง โดย 1 ภาณวาร มี 250 คาถา 8,000 พยางค์) เป็นรูปแบบการสอน(เทสนาวิธี)แบบสมาทานวิธี คือ เป็นวิธีการสอนให้เร้าใจเกิดฉันทะมุ่งมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติตามอันถึงความเป็นปณิธานนั่นแหละ ใจความในคาถาทั้ง 1459 คาถา จึงเป็นเนื้อหาคัมภีร์
2 มีพุทธวงค์ 25 วงค์ เป็นท้องเรื่อง
3.มีโครงสร้างคัมภีร์ 32 ปริจเฉท(ตอน) ปริจเฉทแรกชื่อว่า กัปปปริจเฉท เป็นตอนที่ว่าด้วยเรื่องกัป ปริจเฉทสุดท้ายชื่อว่า วิหารปริจเฉท เป็นตอนที่ว่าด้วยเรื่องพุทธวิหาร ซึ่งเมื่อเข้าใจโครงสร้างดีก็จะเข้าถึงฉลาดรอบรู้
4.มีรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อเข้าใจรายละเอียดปลีกย่อยดีก็จะเข้าถึงความสุขุมรอบคอบที่เป็นข้อสังเกตุของคัมภีร์ มี ดังนี้
4.1 เวมัตตกถา(เรื่องความแตกต่างกันแห่งพระพุทธเจ้า 25 พระองค์ มี ดังนี้
4 .1.1.อายุเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระชนมายุ
4 .1.2.ปมาณเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งขนาดพระสรีระ
4.1.3.กุลเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งตระกูล
4.1.4.ความแตกต่างกันแห่งการบำเพ็ญเพียร
4.1.5.รัสมิเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระรัศมี
4.1.6.ยานเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระยาน
4.1.7.โพธิเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้
4.1. 8.ปัลลังกเวมัตตะ ความแตกต่างกันแห่งพระบัลลังก์ประทับนั่ง
ลง
4.2อวิชหิตัฏฐานกถา(เรื่องปรากฏสิ่งที่เป็นประโยชน์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีทั้งปรากฏเป็นสิ่งเดียวกัน มีทั้งปรากฏเป็นรูปแบบเดียวกัน ดังนี้
ก.ฐานปริจเฉท(ตอนกำหนดสถานที่)
1.สถานที่ตรัสรู้ คือ โพธิบัลลังก์(ที่ประทับนั่งใต้ต้นไม้ที่ตรัสรู้ประจำเฉพาะของแต่ละองค์) ณ พุทธคยา ปรากฏเป็นสถานที่เดียวกัน
2.สถานที่ประกาส พระธรรมจักร คือ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ณ สารนาท ปรากฏเป็นสถานที่เดียวกัน
3.สถานที่เหยียบพระบาทก้าวแรกเมื่อคราวเสด็จกลับจากเทวโลก คือบริเวณใกล้ประตูเมืองสังกัสสะ ปรากฏเป็นสถานที่เดียวกัน
4.สถานที่วางขาเตียง ไม่ว่าจะเป็นพระคันธกุฎีก็ตาม พระวิหารน้อยใหญ่ก็ตาม ปรากฏสัญญลักษณ์ เป็นรูปแบบพระสัพพัญญูเหมือนกัน
ข.สหชาตปริฉท(ตอนกำหนดสหชาติ)
มี 7 สิ่ง ปรากฏเป็นรูปแบบเดียวกัน
ค.นักขัตตปริจเฉท(ตอนกำหนดกาลเวลาจากดาวฤกษ์) มี 4 กาลเวลาดังนี้
1.ในช่วงนักษัตร(ดาวฤกษ์)ชื่ออุตตราสาฬหะ ปรากฏ จะเป็นช่วงกาลเวลาที่พระมหาบุรุษลงสู่พระครรค์ของพระชนนี เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงประกาสพระธรรมจักร ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์
2. ในช่วงนักษัตร(ดาวฤกษ์)ชื่อวิสาขะปรากฏ จะเป็นช่วงกาลเวลา ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
3. ในช่วงนักษัตร(ดาวฤกษ์)ชื่อมาฆะปรากฏ จะเป็นช่วงกาลเวลา พระพุทธเจ้าทั้งหลายประชุมพระสาวก ทรงปลงพระชนมายุสังขาร
4. ในช่วงนักษัตร(ดาวฤกษ์)ชื่ออัสสยุชะปรากฏ จะเป็นช่วงกาลเวลาเสด็จลงจากเทวโลก
ซึ่งช่วงดาวฤกษ์ทั้ง 4 ดวงปรากฏ จะกำหนดกาลเวลาทำกิจแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นรูปแบบเดียวกัน
4.4) สธัมมกถา(เรื่องพลานุภาพธรรมเนียมที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์) มี 30 ประการ มี ประการที่ปัจฉิมภวิกโพธิสัตว์ สามารถมีสติสัมปชัญญะขณะหยั่งสู่พระครรภ์พระชนนี เป็นข้อแรก มีประการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงเสวยมังสาหารในวันปรินิพพาน เป็นข้อที่ 29 มี ประการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทรงเข้าสมาบัติ 24 แสนโกฏิสมาบัติ แล้วจึงปรินิพพาน เป็นข้อสุดท้าย
ซึ่งประการเสวยมังสาหารในวันปรินิพพานเป็นตัวอย่างให้รู้ว่า ถ้าไม่ศึกษารายละเอียดข้อปลีกย่อยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ดีพอ ก็ย่อมคาดการณ์ผิดว่า เป็นซุปเห็ดที่ปรุงจากเห็ดพิษ เป็นเหตุให้ท้องเสียถ่ายเป็นเลือด ทั้งๆที่ปรุงจากเนื้อสุกรอ่อนนุ่มที่เหล่าเทวดาทั้งหลายพากันเติมรสทิพย์ให้พุทธองค์มีเรี่ยวแรงเสด็จไปถึงที่ดับขันธปรินิพพานพร้อมกับโปรดสุภัททปริพาชกผู้เป็นปัจฉิมสาวกได้ ส่วนที่ท้องร่วงถ่ายเป็นเลือดนั้นก็เพราะอาหารที่มากด้วยรสทิพย์เช่นนั้นมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่เสวยได้ บุคคลนอกนั้นไฟธาตุที่ย่อยอาหารไม่มีพลานุภาพพอ ส่วนที่เหลือจึงทรงรับสั่งให้นำไปฝังกลบเสีย
4.5) อนันตรายิกธัมมกถา(เรื่องเป็นธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ย่อมไม่มีใครๆกระทำอันตรายแก่พระองค์ได้) มี 4 ประการ คือ
(1) ใครๆไม่อาจกระทำอันตรายแก่ปัจจัย 4 ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้
(2) ใครๆไม่อาจกระทำอันตรายแก่พระชนมายุ(ฆ่า)ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้
(3) ใครๆไม่อาจกระทำอันตรายแก่มหาปุริสลักษณะ 32 ประการ และแก่อนุพยัญชนะ 80 ประการของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้
(4) ใครๆไม่อาจกระทำอันตรายแก่พุทธรังสีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้
อนึ่ง ในส่วนพุทธวงค์ 25 พระองค์ ที่เป็นท้องเรื่องในคัมภีร์นี้ พุทธวงค์แรก คือ ทีปังกรพุทธวงค์ เป็นสารมัณฑกัป มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นจำนวน 4 พระองค์ ดังนี้ คือ
(1) ตัณหังกรพุทธเจ้า
(2) เมธังกรพุทธเจ้า
(3) สรณังกรพุทธเจ้า
(4) ทีปังกรพุทธเจ้า
เหตุไร 3 องค์ข้างต้น จึงเว้นไม่กล่าวเสีย ทั้งๆที่สุเมธดาบสก็มีโอกาสพบ เช่นเดียวกับพบ 24 องค์ถัดมา ก็เพราะช่วงเวลานั้น สโมธาน 8 ประการของสุเมธดาบส แม้นมีครบ แต่ยังไม่สมบูรณ์ถึงขั้นแก่กล้า นี่เป็นข้อบ่งชี้ให้ทราบว่า คัมภีร์พุทธวงค์ สอนเรื่องความฉลาดรอบรู้ และความสุขุมรอบคอบ เพื่อบ่มโพธิญาณให้แก่กล้านั้นเอง
(หลักการคันหาว่า คัมภีร์ใดมีเป้าหมายสอนอะไร จากคัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ)
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ