พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๔)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
..........................................................
... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น
... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก
..........................................................
“ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ” (ต่อ)
เมื่อเห็นว่าพระประพฤติไม่ถูกไม่ควร ชาวบ้านสามารถบอกกล่าวทักท้วงเตือนติงได้เช่นนี้แล้ว ทีนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญ คือควรจะบอกกล่าวทักท้วงเตือนติงด้วยอาการอย่างไร ที่บอกว่า “ไม่หย่อนความเคารพ” นั้น คือทำอย่างไร
ตรงนี้ขอแวะพูดเรื่องรสของภาษาสักนิด
คำว่า “ไม่หย่อนความเคารพ” นั้น รสของภาษาข้ามประเด็นปัญหาว่า-มีความเคารพหรือไม่มี-ไปแล้ว
ไม่ต้องถามว่า ชาวบ้านต้องมีความเคารพพระหรือไม่ต้องมี
ต้องมีแน่นอน ไม่มีไม่ได้
และความเคารพที่มีนั้นก็ต้อง “ไม่หย่อน” ด้วย
จะเคารพแบบเหยาะๆ แหยะๆ ทำไปตามมารยาท ทำอย่างเสียไม่ได้ หรือเสแสร้งแกล้งทำก็ไม่ได้ ต้องเป็นความเคารพที่ออกมาจากใจจริง
..........................................................
พระพุทธศาสนานั้นมีคำเรียกว่า “อริยวินัย” แปลว่า วินัยของผู้เจริญแล้ว หลักการก็คือ ให้เกียรติมนุษย์ ผิดถูกดีชั่วให้เจ้าตัวพูดความจริงออกมาเอง เพราะเจ้าตัวย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตัวทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไร
พระพุทธศาสนาก้าวข้ามประเด็น-ทำหรือไม่ได้ทำ
เล็งไปที่-ที่ทำนั้นถูกหรือผิด-เลยทีเดียว
ทำลงไปแล้ว ตีลูกซึมว่าไม่ได้ทำ จึงไม่ใช่อริยวินัย
..........................................................
นี่จะสื่ออะไร
ก็จะบอกว่า เสแสร้งแกล้งทำกิริยาวาจาเคารพ แต่ไม่ได้เคารพด้วยใจจริง เจ้าตัวเป็นผู้รู้ดี
ไม่ได้เสแสร้ง หากแต่ออกมาจากใจจริง ก็เจ้าตัวอีกนั่นแหละที่เป็นผู้รู้ดี
แล้วกิริยาวาจาเคารพพระคือกิริยาวาจาแบบไหน ตรงนี้แหละคือรายละเอียด ต้องศึกษาเรียนรู้
กิริยามาตรฐานของคนไทย พูดกับพระ ประนมมือ - ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็เริ่มตรงนี้ และ-แน่นอน ประนมมือจากหัวใจ ไม่ใช่-กูก็ทำไปยังงั้นแหละ
....................
ขออนุญาตประกาศคุณของอาจารย์
ท่านอาจารย์นาวาอากาศเอก แย้ม ประพัฒน์ทอง เป็นอาจารย์สอนวิชาแต่งฉันท์มคธชั้น ป.ธ.๘ สมัยที่ผมไปศึกษาที่สำนักเรียนวัดสามพระยา และเป็นวิทยากรบรรยายถวายความรู้แก่พระสงฆ์ในโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ
ท่านอาจารย์แย้มบรรยายถวายความรู้แก่พระสงฆ์ ท่านประนมมือพูดตั้งแต่ต้นจนจบ
ท่านใช้สรรพนามเรียกพระว่า “พระคุณ”
ไม่ใช่ “พระคุณเจ้า” หรือ “ท่าน” หรือบางที “คุณ” หรือ “คุณมหา” หรือ “ท่านมหา” เหมือนคนอื่นๆ
ท่านสอนบาลีให้พระ แต่ท่านไม่เคยหย่อนความเคารพพระ
บางคราว บางจังหวะ พระ-พวกเราที่เป็นนักเรียนก็มีเผลอพูดหรือทำอะไรล้นๆ ถ้าท่านสังเกตเห็นว่าพวกเรากำลังออกนอกกรอบ ท่านก็จะประนมมือพูดกับพวกเราว่า
“พระคู้ณณณณณ ทำไมถึงเป็นแบบนี้นี้นี้นี้”
วิธีเตือนของท่านแนบเนียน นุ่มนวล โดนทีเดียวหยุดสนิทไปตามๆ กัน แล้วก็ไม่มีใครกล้าประพฤติอีกเลย
ในวงสนทนา ถ้ามีการตำหนิพระ หรือพูดกันตรงๆ ว่า “ด่าพระ” ถ้าผู้พูดเป็นผู้ใหญ่กว่าท่าน (ท่านอาจารย์เป็นทหารอากาศ ในวงการทหารเคารพกันตามลำดับยศ) ท่านจะไม่ฟัง เลี่ยงได้ท่านก็จะเลี่ยงออกไป
ถ้าผู้พูดอยู่ในระดับเสมอๆ กับท่าน ท่านจะ “ฉะกะมัน” คือถกเถียงโต้แย้งปกป้องพระ เอาชนะด้วยเหตุผลจนฝ่ายนั้นต้องยอมท่าน
ถ้าผู้พูดอยู่ในระดับต่ำกว่าท่าน ท่านจะอบรมสั่งสอนไม่ให้ตำหนิด่าว่าพระ
ปฏิปทาที่กล่าวนี้ผมได้รับทราบจากคำบอกเล่าของท่านอาจารย์คงเดช ประพัฒน์ทอง บุตรชายคนโตของท่าน-ซึ่งถอดแบบบุคลิกมาจากท่านอาจารย์แย้มเต็มๆ
ท่านอาจารย์คงเดชนั้นรูปร่างหน้าตาถอดพิมพ์มากจากท่านอาจารย์แย้ม ตัวใหญ่ บึกบืน เสียงห้าว เดินเหมือนช้าง เนิบแต่หนักแน่น เหมือนคนย่างสามขุม มีนิสัยปกป้องพระเหมือนคุณพ่อ ท่านไปเรียนปริญญาโทที่อินเดีย มีพระไทยไปเรียนกันมาก วันหนึ่งเพื่อนแขกนักศึกษากับพระไทยคุยกันท่าไหนไม่ทราบ แขกลามเล่นหัวพระ ท่านอาจารย์คงเดชกำลังจะเตะแขกอยู่แล้ว พอดีมีคนมาห้ามไว้ทัน ไม่เช่นนั้นคงสนุก เรื่องนี้ท่านอาจารย์คงเดชเล่าให้ผมฟังเอง
....................
สรุปว่า เมื่อจะบอกกล่าวทักท้วงเตือนติงพระ ต้องทำด้วยกุศลจิต และกิริยาวาจาต้องไม่หย่อนความเคารพ
ภาษาไทยของเรามี “หางเสียง”
ผมไม่แน่ใจว่าเด็กไทยรุ่นใหม่รู้จัก “หางเสียง” หรือเปล่า
ผู้ชายลงท้ายคำพูดกับพระหรือคำรับว่า “ขอรับ”
ผู้หญิงลงท้ายคำพูดกับพระหรือคำรับว่า “เจ้าค่ะ”
พูดคำหยาบหรือเรียกพระด้วยคำหยาบ อย่าทำเด็ดขาด
เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา สังคมสื่อสิ่งพิมพ์บ้านเรา-บางฉบับชอบ “เล่น” ข่าวพระ มีข่าวพระประพฤติมิดีมิชอบขึ้นพาดหัวแทบไม่เว้นแต่ละวัน หนังสือพิมพ์ขายดี แต่คนด่าพระแทบหมดดี
เคยได้ยินกันไหม อ่านพาดหัวข่าวแล้วลุกขึ้นตะโกนกลางตลาด
“พระเ-ยๆ แบบนี้ ต่อไปนี้กูจะไม่ใส่บาตรให้แม่งแดก”
เหตุเกิดที่ภาคเหนือ แค่หนังสือพิมพ์ลง จริงหรือเท็จไม่เคยคิดจะตรวจสอบ แต่พระที่อยู่ภาคใต้โดนด่าประจานกลางตลาดไปด้วย
พระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุราชบุรี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๕ อดีตเจ้าคณะจังหวัดราชบุรี ท่านให้คติว่า -
พ่อแม่ของเรา ถึงท่านจะไม่ดีสำหรับใคร แต่ท่านก็คือพ่อแม่ของเรา
ครูบาอาจารย์ของเรา ถึงท่านจะไม่ดีสำหรับใคร แต่ท่านก็คือครูบาอาจารย์ของเรา
ผมเอาคำท่านมาต่อยอดว่า -
พระสงฆ์ของเรา ถึงท่านจะประพฤติไม่ถูกไม่ควรอย่างไร ท่านก็เป็นพระของเรา ไม่ควรเอาไปด่าประจานกลางตลาด หาโอกาสบอกกล่าวทักท้วงเตือนติงกันดีๆ ก็ได้มิใช่หรือ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๗ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๘:๒๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ