พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๘)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ 

..........................................................

... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น 

... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก 

..........................................................

“นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์” 

ความท่อนนี้สรุปได้ว่า คนในสังคมไทยบางส่วน-โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่-มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์

ประเด็นนี้สำคัญมาก ผมขอชวนให้ช่วยกันคิด-พระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ จริงหรือ?

จับประเด็นกันให้ชัดๆ ก่อนนะครับ

พระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ จริงๆ คือโดยเนื้อแท้ในตัวพระในความเป็นพระนั้น ไม่มีสิ่งที่มีสาระมีประโยชน์อยู่เลยจริงๆ 

ไม่ว่าคนไทยรุ่นไหนจะมอง หรือคนชาติไหนที่ไหนมอง หรือต่อให้เทวดามอง ก็จะต้องเห็นความจริงตรงกันว่าพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ ก็ในเมื่อในตัวพระในความเป็นพระไม่มีสิ่งที่เป็นสาระไม่มีสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่จริงๆ แล้ว จะมองให้มีสาระให้มีประโยชน์ได้อย่างไร

อุปมาเหมือนเหมือนแก้วเปล่า ไม่มีน้ำอยู่ในแก้ว ใครจะเทจะคว่ำจะทำอย่างไรๆ ก็ย่อมจะไม่มีน้ำไหลออกมา เพราะน้ำไม่มีอยู่ในแก้ว - นี่แบบหนึ่ง

อีกแบบหนึ่ง ในตัวพระในความเป็นพระมีสิ่งที่เป็นสาระ มีสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่คนที่มอง-มองไม่เป็น หรือไม่รู้จัก หรือไม่ยอมรับว่านั่นคือสาระนั่นคือประโยชน์ เขาก็จึงบอกว่าพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์

อุปมาเหมือนน้ำมีอยู่ในแก้ว แต่คนตาบอดมองไม่เห็น ทั้งไม่จับไม่คลำไม่ยกแก้วขึ้นมาพิสูจน์ เอาแต่นั่งพูดอยู่นั่นแล้วว่าแก้วไม่มีน้ำ-น้ำไม่มีในแก้ว

พระเป็นแก้วแบบไหน และคนมอง-มองแบบไหน

แก้วไม่มีน้ำ มองว่าเป็นแก้วมีน้ำ ก็ผิดความจริง

แก้วมีน้ำ มองว่าเป็นแก้วไม่มีน้ำ ก็ผิดความจริง

พระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ จริงๆ 

หรือว่าพระมีสาระ มีประโยชน์จริงๆ

เราจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน

ถ้าบอกว่า-ก็แล้วแต่ใครจะมอง อย่างนี้ก็เลิกพูดกัน กูก็มองอย่าง มึงก็มองอย่าง พูดไปก็ไม่มีวันจบ

แต่ถ้าบอกว่า-ก็แล้วแต่ข้อเท็จจริงและเหตุผล อย่างนี้ก็พอพูดกันได้

“พระ” ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้คือบรรพชิต-หรือนักบวชในพระพุทธศาสนา พระมาจากชาวบ้าน ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว และไม่ได้เป็นพระมาตั้งแต่เกิด พระพุทธเจ้าเป็นผู้กำหนดรูปแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข เป้าหมายในการเข้ามา ดำรงอยู่ และทำกิจในฐานะเป็นพระ 

พระคือใคร มาจากไหน ถอยไปดูให้ถึงต้นน้ำก็พอจะเห็นคำตอบ

พึงสดับความจากพระไตรปิฎก ดังต่อไปนี้ -

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วและประกาศหลักธรรมคำสอนให้ชาวโลกทราบ 

...............................................................

อิติปิ  ปฏิสญฺจิกฺขติ  

ผู้ที่ได้ฟังธรรมย่อมเห็นตระหนักว่า --

สมฺพาโธ  ฆราวาโส  รชาปโถ  

การอยู่ครองเรือนคับแคบ เป็นทางมาของธุลี 

อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา

บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง

นยิทํ   สุกรํ   อคารํ  อชฺฌาวสตา  เอกนฺตปริปุณฺณํ  เอกนฺตปริสุทฺธํ  สํขลิขิตํ  พฺรหฺมจริยํ  จริตุํ

การอยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่ขัดแล้ว ทำได้ไม่ง่ายนัก

ยนฺนูนาหํ  เกสมสฺสุํ  โอหาเรตฺวา  กาสายานิ  วตฺถานิ  อจฺฉาเทตฺวา  อคารสฺมา  อนคาริยํ  ปพฺพเชยฺยนฺติ  ฯ  

เอาเถิด เราจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนถือบวชไม่มีบ้านเรือน

โส  อปเรน  สมเยน  อปฺปํ  วา  โภคกฺขนฺธํ  ปหาย  มหนฺตํ  วา  โภคกฺขนฺธํ  ปหาย  

ต่อมาเขาสละโภคสมบัติน้อยใหญ่  

อปฺปํ  วา  ญาติปริวฏฺฏํ  ปหาย  มหนฺตํ  วา  ญาติปริวฏฺฏํ  ปหาย  

ละหมู่ญาติน้อยใหญ่

เกสมสฺสุํ  โอหาเรตฺวา  กาสายานิ  วตฺถานิ  อจฺฉาเทตฺวา  

ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ 

อคารสฺมา  อนคาริยํ  ปพฺพชติ  ฯ

ออกจากเรือนถือบวชไม่มีบ้านเรือน

โส  เอวํ  ปพฺพชิโต  สมาโน  ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต  วิหรติ  

เมื่อบวชแล้วสำรวมระวังในพระปาติโมกข์

อาจารโคจรสมฺปนฺโน  

ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร

อนุมตฺเตสุ  วชฺเชสุ  ภยทสฺสาวี

โทษทั้งหลายเพียงเล็กน้อยก็เห็นเป็นภัย

สมาทาย  สิกฺขติ  สิกฺขาปเทสุ

สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

กายกมฺมวจีกมฺเมน  สมนฺนาคโต  กุสเลน

ประกอบกายกรรมวจีกรรมที่เป็นกุศล 

ปริสุทฺธาชีโว

มีการดำรงชีพที่บริสุทธิ์

สีลสมฺปนฺโน

ถึงพร้อมด้วยศีล

อินฺทฺริเยสุ  คุตฺตทฺวาโร

คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

(คือเมื่อตาเห็นหูได้ยินเป็นต้น มีสติกำกับจิตตลอดเวลา)

สติสมฺปชญฺเญน  สมนฺนาคโต

ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ

สนฺตุฏฺโฐ  ฯ 

เป็นผู้สันโดษ

ที่มา: สามัญญผลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๙ ข้อ ๑๐๒

...............................................................

นี่คือรูปแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หลักปฏิบัติ และเป้าหมายในการเป็น “พระ” ในพระพุทธศาสนา

...............................................................

ผมเชื่อว่า ชาวพุทธในเมืองไทยส่วนมากไม่เคยอ่านข้อความที่ผมยกมานี้มาก่อน

ชาวบ้านนั้นไม่ต้องพูด เพราะนิยมอ้างกันว่าไม่ใช่หน้าที่ที่จะต้องรู้

ชาววัดก็อาจจะอ้างว่า-ไม่ได้เรียนบาลี

แต่-เชื่อหรือไม่-แม้แต่ที่เรียนบาลีนั่นเองก็ไม่เคยเรียนเรื่องนี้ เพราะไม่ได้อยู่ในหลักสูตร

การเรียนบาลีในเมืองไทย เราเรียนตามหลักสูตร-เพื่อสอบได้-เท่านั้น อะไรที่อยู่นอกหลักสูตร เราไม่เรียน เพราะไม่มีผลต่อการสอบได้

...............................................................

ผมตั้งใจพูดแบบนี้-และพูดอยู่เสมอ-เพื่อให้กระทบใจพระเณร-โดยเฉพาะพระเณรที่เรียนบาลี ผมไม่กลัวว่าท่านจะโกรธ

กระทบใจแล้วจะได้ฉุกคิดว่า --

เออนะ เวลานี้เราเรียนบาลีเพื่ออะไร

และที่ถูก-เราควรเรียนบาลีเพื่ออะไร

ถ้าผู้เรียนบาลีคิดได้ ตั้งเข็มให้ถูกทิศ และไปให้ถึงเป้าหมาย-แม้แต่เพียงรูปเดียวคนเดียว ผมว่าคุ้มแล้วกับการถูกโกรธหรือถูกไม่พอใจที่พูดเช่นนี้แล้วมีใครรู้สึกเช่นนั้น

...................

กรุณาย้อนกลับไปอ่านคำบาลี-คำแปลที่ยกมาข้างต้น แล้วพิจารณาด้วยใจที่เป็นธรรมว่า “พระ” ในพระพุทธศาสนาที่บวชเข้ามาแบบนั้นและประพฤติปฏิบัติแบบนั้น เป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ หรือว่าเป็นคนมีสาระ มีประโยชน์?

----------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๖:๒๒ 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๘)

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.