ลักษณะของผู้ทรงธรรม

    น ตาวตา ธมฺมธโร      ยาวตา พหุ ภาสติ

    โย จ อปฺปมฺปิ สุตฺวาน   ธมฺมํ กาเยน ปสฺสติ

    ส เว ธมฺมธโร โหติ     โย ธมฺมํ นปฺปมชฺชติ.

    แปลว่า บุคคลไม่ชื่อว่าผู้ทรงธรรม เพียงเพราะพูดมาก ส่วนผู้ใดได้สดับตรับฟังธรรมน้อย แต่พิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย(เจตสิกทั้งหลาย) ทั้งไม่ประมาทธรรมนั้น ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ทรงธรรม(ขุ.ธ. ธัมมัฏฐวรรค ข้อ ๒๙, มจร. ข้อ ๒๕๙)

    ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

    เทวดาทั้งหลายให้สาธุการหลังจากพระเอกุทานเุถระผู้เป็นอรหันต์แสดงธรรมเพียงคาถาเดียวจบ แต่ไม่ให้สาธุการเมื่อภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฏก ๒ รูปแสดงธรรม พวกศิษย์จึงตำหนิเทวดาว่าลำเอียง แล้วเข้าเฝ้ากราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่า "...ผู้ใด เรียนแม้คาถาเดียว แล้วบรรลุสัจจะทั้งหลาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ทรงธรรม" แล้วตรัสภาษิตนี้

    เรียนมากสอนมาก เรียกว่าผู้รักษาวงศ์ ส่วนผู้ฟังธรรมแล้วปฏิบัติธรรม เช่น กำหนดรู้ทุกข์ เป็นต้น หรือปรารภความเพียรประสงค์บรรลุธรรม เรียกว่า ผู้ทรงธรรม (ดู ธ.อ.๔/๕๖-๘)

--------------

ธรรมกถึก มี 4 จำพวก เป็นไฉน ?

     1. ธรรมกถึก บางพวกพูดน้อย และไม่ประกอบด้วยเหตุผล สักแต่พูดให้สะใจพวกพ้องที่รับฟัง และพวกพ้องก็ไม่ใส่ใจเหตุผลด้วย

     2. ธรรมกถึก บางพวกพูดน้อย แต่ประกอบด้วยเหตุผล คือ พูดกระชับความด้วยเหตุผล พวกพ้องที่รับฟัง ก็เข้าใจเหตุผลด้วย

     3. ธรรมกถึก บางพวกพูดมาก และไม่ประกอบด้วยเหตุผล สักแต่พูดให้พวกพ้องที่รับฟังตลกคึกคะนอง และพวกพ้องก็ไม่ใส่ใจเหตุผลด้วย

     4. ธรรมกถึก บางพวก พูดมาก แต่ประกอบด้วยเหตุผล คือ พูดสำทับความด้วยเหตุผล พวกพ้องที่รับฟัง ก็เข้าใจเหตุผลด้วย(อภิ.ปุ.จตุกฺก และ นิสฺสย)

     ในนิสสยมีการถามกลับว่า ข้อ 1. เป็นการพูดพล่อย ข้อ 3.เป็นการพูดพล่าม ย่อมไม่มีประโยชน์ ส่วน ข้อ 2. เป็นการพูดกระชับความด้วยเหตุผล ข้อ 4 เป็นการพูดสำทับความด้วยเหตุผล ย่อมมีประโยชน์ ก็แล้วทำไมพระพุทธองค์จึงทรงนำมาแสดงรวมกันเล่า ?

ตอบว่า ทรงแสดงตามพฤติกรรมของมนุษย์เท่าที่เป็นไป ผู้มีอุปนิสัยเป็นบัณฑิตก็จะเลือกที่พูดและเลือกที่จะฟังตามลักษณะของพวกพ้องได้แล

-------------------

การพยากรณ์ปัญหา 4 รูปแบบ มีดังนี้ :-

   1.ปัญหาที่ควรพยากรณ์ยืนยันเป็นไปประเด็นเดียวแน่นอน(เอกังสพยากรณียะ)

   2.ปัญหาที่ควรแยกตอบเป็นประเด็น(วิภัชชพยากรณียะ)

   3.ปัญหาที่ควรย้อนถามเสียก่อน เพื่อให้เกิดมุมมองขึ้น(ถามนำ)(ปฏิปุจฉาพยากรณียะ)

   4.ปัญหาที่ควรหยุดนิ่งเฉย(ฐปนียะ) (องฺ จตุกฺก 21/59/43)

   ตัวอย่างการพยากรณ์ (การตอบ)ปัญหา

   รูปแบบที่ 1 เช่น ถามว่า สัตว์บุคคลเกิดมาแล้ว

ต้องตายหรือไม่? ก็ต้องตอบว่าตายแน่นอน เพราะรูปแบบปัญหาเป็น

เอกังสพยากรณียะ

   รูปแบบที่ 2 เช่น ถามว่า หญิงหรือชายใครฉลาดกว่ากัน? ก็ต้องแยกตอบไปว่า ชายบางคนฉลาดกว่าหญิงก็มี หญิงบางคนฉลาดกว่าชายก็มี เพราะรูปแบบปัญหาเป็นวิภัชชพยากรณียะ

   3.รูปแบบที่ 3 เช่น ถามว่า เมื่อวิชชาคือความรู้เกิดขึ้น อวิชชาหายไปไหน? ต้องย้อนถามกลับเพื่อให้เกิดมุมมองขึ้นว่า

เมื่อความสว่างเกิดขึ้น ความมืดหายไปไหน?เพราะรูปแบบปัญหาเป็นปฏิปุจฉาพยากรณียะ

   รูปแบบที่ 4 เช่น ถามว่า มนุษย์คนแรกของโลกคือใคร? ทั้งๆที่พระพุทธองค์ทรงทราบ แต่เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการพ้นทุกข์ของผู้ทูลถาม ก็ทรงนิ่งเฉยเสีย บัณฑิตผู้ฉลาดก็ทราบได้ว่าทรงพยากรณ์แล้วโดยปริยาย เพราะรูปแบบปัญหาเป็นฐปนียะ 

   ดังปัญหาของท่านผู้ใฝ่ใจใคร่รู้คำตอบที่ตนประสงค์ จึงตั้งปัญหาถาม เพื่อต้องการคำตอบที่สิ้นกระแสความได้เท่านั้น คือต้องแยกตอบแบบ 

 " วิภัชชพยากรณียะ " ด้วยการตั้งปัญหาถามที่แยบคายว่า " กราบขอโอกาสสอบถามครูบาอาจารย์ผู้รู้ครับผม 1.นิยามของคำว่า พระอริยบุคคลเช่นพระโสดาบัน เวลาทำบุญตักบาตร ทำบุญสุนทานต่างๆ มีบ้างไหมครับที่จิตเป็น กามาวจรโสภณญาณวิปฺปยุตฺต ครับผม ?

        2. อยากทราบความหมายที่เข้าใจได้โดยง่ายของ ญาณสมฺปยุตตจิต ด้วยครับผม

        ขอบคุณมากๆเลยครับ "  ซึ่งพระธรรมกถึกผู้รอบรู้ การพยากรณ์ทั้ง 4 รูปแบบ พึงแยกตอบเป็นประเด็น เหมือนการเกาให้ถูกที่คัน ดังนี้ :-

   (1) เมื่อปัญญาคิดคำนวณยังอ่อนอยู่ ครั้นพอปัญญาคิดคำนวณแข็งแรงแล้ว ต่อไปการคิดคำนวณนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยปัญญานั้นอีก(คนปํญญาไว)

   (2) เมื่อพยายามคิดคำนวณอยู่แล้วๆเล่าๆ ก็คิดไม่ออกเลย(คนปํญญาทึบ)

   ในคัมภีร์สารนิสสยะ มีกล่าวสำทับความไว้ว่า การอ่านใจผู้ถามออก กับการรอบรู้ พยากรณะทั้ง 4 รูปแบบ เป็นคุณสมบัติของพระธรรมกถึก

------------------

ผู้จิตใจดี สอนเพราะความอนุเคราะห์

   เยน เกนจิ วณฺเณน       สํวาโส สกฺก ชายติ

   น ตํ อรหติ สปฺปญฺโญ   มนสา อนุกมฺปิตุํ

   มนสา เจ ปสนฺเนน         ยทญฺญมนุสาสติ

   น เตน โหติ สํยุตฺโต        ยานุกมฺปา อนุทฺทยา.

   แปลว่า สักกะ ธรรมเครื่องอยู่ร่วมกัน ย่อมเกิดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง 

   คนมีปัญญาไม่ควรทำใจหวั่นไหวไปตามเหตุนั้น ถ้าคนมีใจผ่องใสแล้วสั่งสอนคนอื่น 

   บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยเหตุนั้น นอกจากจะอนุเคราะห์เอ็นดู

(สํ.ส.สักกสูตร ข้อ ๘๐๖, มจร.ข้อ ๒๓๖)

   ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต

   สักกยักษ์เข้าเฝ้าบนภูเขาคิชฌกูฏ แล้วทูลติติงว่า " การสั่งสอนคนอื่นนั้นไม่เหมาะแก่สมณะเช่นท่านผู้ละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้หมดแล้ว ผู้พ้นวิเศษ(จากภพ ๓ เช่น กามภพ)แล้ว " พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบด้วยภาษิตนี้

   ธรรมอยู่ร่วมกัน หมายถึงธรรมของสหาย ธรรมของมิตร(สํ.อ.๑/๒/๓๕๑) เมื่อมีเหตุก็ต้องช่วยเหลือกัน ไม่ควรคิดว่ามีกิเลสหรือไม่มีกิเลส, เพราะที่เกี่ยวข้องด้วยก็เพื่อจะอนุเคราะห์เท่านั้น

-------------

 

[full-post]

ลักษณะของผู้ทรงธรรม

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.