สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ยมกปกรณ์
ผู้ศึกษาคัมภีร์นี้ พึงได้ประโยชน์อะไร?
รู้สถานภาพว่า ธรรมนี้มีสถานภาพเป็นเช่นนี้แล้ว จะยังมีสถานภาพเป็นธรรมอื่นได้อีกหรือไม่ และถ้าได้หรือไม่ได้นั้นด้วยเหตุอะไร?
ตัวอย่าง เช่น สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก สัมมาอาชีวเจตสิก ในอาทิพรหมจาริยกศีล มี สถานะเป็นเจตนาศีล ก็เพราะเป็นเบื้องต้นการประพฤติพรหมจรรย์ จึงต้องมีความตั้งใจ(เจตนา)รักษาไว้เพื่อเป็นบาทฐานการเจริญกุศลธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไป มี สมถะ และวิปัสสนา เป็นต้น ในอธิศีล(ศีลในมรรคจิต, ศีลในผลจิต) มีสถานะเป็นสมุจเฉทวิรติ เพราะเกิดขึ้นได้ พร้อมเพรียงกัน เพื่อให้การละกิเลสเป็นไปได้เด็ดขาด หมายความว่าต่อไปแม้จิตคิดจะก้าวล่วงก็เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไปด้วยกำลังของวิสุทธิ 7ที่อบรมสั่งสมขณะเจริญวิปัสสนานั่นเอง ใช่แต่เท่านั้น สถานภาพของวิรติศีล เมื่อว่าตามเหตุปัจจัยก็ยังสามารถทราบได้อีกว่า มี 3 ประเภท คือ
1. สัมปัตตวิรติ เป็นความงดเว้นได้ เมื่อประสพเข้ากับวิรมิตัพพวัตถุ เช่น เช่น ข้าวของที่ผู้อื่นหลงลืมไว้ เมื่อตนพบเจอเข้าก็ไม่ถือเอาเป็นของตน เพราะมีความเคารพตนเป็นใหญ่
2. สมาทานวิรติ เป็นความงดเว้นได้ที่ต้องอาศัยการสมาทานจากท่านผู้ทรงศีล เพราะมีความเคารพผู้อื่นเป็นใหญ่
3. สมุจเฉทวิรติ เป็นความงดเว้นได้เด็ดขาด จำเดิมตั้งแต่ สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก สัมมาอาชีวเจตสิก เกิดขึ้นได้พร้อมเพรียงกันเป็นอธิศีลในมรรคจิต ผลจิต เพราะมีความใส่ใจวิสึทุธิธรรม 7ประการเป็นใหญ่
ถามว่า อาศัยธรรมะอะไรเล่า? ถึงเข้าใจสถานภาพธรรมะนั้นๆได้แจ่มแจ้งไม่สับสน
ตอบว่า อาศัยธรรมะที่เป็นคู่กัน ที่เรียกว่า " ยมก " 3 คู่ นั่นแหละ มาประกอบเข้ากับธรรมะที่เป็นแม่บท 10 ประการ มี มูลยมก ขันธยมก เป็นต้น โดยมีหัวข้อที่บ่งบอกว่าส่วนไหนเป็นนัยประเด็นปัญหาที่ถาม มี 4 ข้อ เช่น ปุเรปัญหา เป็นต้น ที่คู่กับนัยประเด็นที่ตอบ มี 5 กรณี เช่น ปาฬิคติวิสัชชนา เป็นต้นซึ่งเป็นนัยวิธีการทีกำกับ เพื่อให้การถามตอบเกิดแง่มุมได้หลากหลาย
ธรรมะที่เป็นคู่กัน มี 3 ประเภท คือ
1. อนุโลม คู่กับ ปฏิโลมใช้ เป็นคู่ย้อนแย้งกัน
2. สันนิฏฐานบท คือส่วนที่รู้อยู่แล้ว คู่กับ สังสยบท คือส่วนที่ยังสงสัยอยู่ที่ต้องการคำตอบ ใช้เป็นคู่เปรียบเทียบกัน
3. ส่วนที่เป็นคำถาม(ปุจฉา) คู่กับ ส่วนที่เป็นคำตอบ(วิสัชชนา) ใช้เป็นคู่ปรับกัน
ในหลักยมกทั้ง 3 ส่วนดังกล่าว เป็นหลักสาธารณะใช้หาสถานภาพธรรมะใดๆก็ได้
แต่ก็ยังมีหลักเฉพาขั้นตอน(วาระ)ประจำแต่ละยมก คือ ขั้นตอนการตั้งประเด็น ที่ วิชาการทางโลกเรียกว่า การตั้งข้อสมมุติฐานนั่นแหละ ซึ่ง ประกอบด้วย
1. อุทเทสวาระ คือ ขั้นตอนการตั้งหัวข้อประเด็น
2. นิทเทสวาระ คือขั้นตอนการไขหัวข้อประเด็นที่ตั้งไว้ ซึ่งจะมีการซอยเพิ่มเป็นวาระย่อยขึ้นอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเรื่องที่เป็นประเด็นนั้นๆได้ความกระจ่างชัดพอหรือไม่ และนัยที่เป็นวิธีการวินิจฉัย ในมูลยมก ก็คือ มูลนัย, มูลมูลนัย, มูลกนัย, มูลมูลกนัย ซึ่งในที่เป็นวิธีการนี้ ในแต่ละยมก จะมีไม่ซ้ำกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของยมกนั้นๆ
อาศัยยมกธรรม 3 คู่ กับยมกแม่บท 10 แม่บท ประกอบเข้ากับนัย(วิธีการแสดง), ขั้นตอนการตั้งประเด็น(อุทเทส+นิทเทส), ช่วงตอนรายละเอียด(วาระ)ที่สามารถครอบคลุมสภาวธรรมที่เป็นไปได้ครบทั้ง 31 ภูมิทุกแง่ทุกมุม ส่งผลให้การศึกษาพระสูตรซึ่งเกี่ยวข้องกับอัธยาศัยของสัตว์บุคคลเป็นประธาน และพระวินัยซึ่งเกี่ยวข้องกับพระบัญญัติเป็นประธาน ได้สะดวกชัดเจนไม่สับสน ดังนั้นผู้ประสงค์รอบรู้ปิฏกทั้ง 3 พึงตระหนักคัมภีร์ยมกปกรณ์นี้เถิด
---------///--------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ