สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ทุกวิชามีประโยชน์ ถ้าใช้ถูกกาล
สพฺพํ สุตมธีเยถ หีนมุกฺกฏฺฐมชฺฌิมํ
สพฺพสฺส อตฺถํ ชาเนยฺย น จ สพฺพํ ปโยชเย
โหติ ตาทิสโก กาโล ยตฺถ อตฺถาวหํ สุตํ.
แปลว่า บุคคลควรเรียนสูตรทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั้นต่ำ ชั้นสูง หรือปานกลาง และควรรู้จุดมุ่งหมายของวิชาทุกอย่าง แต่ว่าไม่ควรใช้วิชาทุกอย่าง เวลาที่สูตรที่ได้ศึกษามาแล้ว จะนำประโยชน์มาให้ก็ยังมีอยู่.
(ขุ.ชา. ปัญจกนิบาต, มูสิกชาดก ข้อ ๘๑๗, มจร.ข้อ ๑๒๘)
ความเป็นมาแห่งราชาภาษิต
พระพุทธเจ้าปรารภพระเจ้าพิมพิสารจักทรงมีภัยจากพระโอรส ตรัสชาดกนี้
ครั้งนั้น พระราชารอดจากถูกพระโอรสลอบปลงพระชนม์ เพราะเชื่อฟังจดจำคาถา ๓ คาถาที่อาจารย์คือพระโพธิสัตว์สอนให้ในสมัยทรงไปอยู่เรียน สั่งให้ท่องขณะจะสรงน้ำในสระ จะขึ้นสู่ปราสาท และจะถึงหัวบันไดปราสาท ซึ่งเป็นที่ ๓ แห่งที่พระราชโอรสซ่อนตัวจะลอบฆ่า เช่น ตรัสก่อนถึงบันไดว่า เจ้ายังเป็นเด็ก มีผมดำสนิท มายืนถือท่อนไม้ยาวอยู่...พระราชโอรสยอมสารภาพ พระราชารอดตายแล้ว จึงตรัสภาษิตนี้เป็นต้น, สูตร หมายถึงปริยัติ คือ สิ่งที่ควรเรียน(ดู ชาดก.อ.๑/๔/๖๓๐-๕)
------------
เรียนไม่ดี ทำให้มีมานะจัด
โอฏฺฐปหตมตฺเตน อตฺตานํปิ น ปสฺสติ
ปตฺถทฺธคีโว จรติ อหํ เสยฺโยติ มญฺญติ.
แปลว่า ภิกษุไม่พิจารณาเห็นแม้ประโยชน์ตน เพียงท่องบ่นพระพุทธวจนะได้ ก็ชูคอ สำคัญตัวว่าประเสริฐกว่าเขา
(ข.เถร. มหากัสสปเถรคาถา ข้อ ๓๙๘, มจร. ข้อ ๑๐๗๗)
ความเป็นมาแห่งเถรภาษิต
ท่านพระมหากัสสปเถระกล่าวให้โอวาทภิกษุทั้งหลาย (หลังจากพระ ศาสดาทรงยกย่องพระเถระว่า “เป็นเลิศทางธุดงค์ ” )โดยมุ่งให้ยินดีในวิเวก อย่างที่ท่านได้ปฏิบัติมา ดังนี้เป็นต้น
ภิกษุผู้ไม่รู้สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ที่จะได้จากความรู้พุทธพจน์ คิดเพียง ว่าท่องบ่นพุทธพจน์ได้ ก็ดีกว่าคนอื่นๆ แล้ว เป็นบัณฑิตแล้ว เป็นผู้กระด้าง เพราะมานะ มองไม่เห็นว่ามีใครเหนือกว่าตน เป็นผู้มีคอยาว (ชูคอ) ดุจกลืนกินซี่เหล็กไว้ นอบน้อมใครไม่ได้ (เถร.อ.๔/๓๔๔-๓๕๕)
-------------------
ธุดงควัตร 13 ข้อ มีการทรงผ้าบังสุกุลเป็นต้น เป็นปรมัตถ์ที่มีสภาวลักษณะ ซึ่งเป็นจริงมีจริง สามารถรู้ได้ หรือสักแต่ว่า เป็นบัญญัติที่เรียกชื่อกันเท่านั้น
สภาวลักษณะ(ลักษณะเฉพาะ)ของธุดงควัตร ทั้ง 13 ข้อ มีดังนี้ :-
มี สมาทานเจตนา(ความตั้งใจรักษาด้วยความเคารพ)เป็นลักษณะ
มี การย่ำยีความละโมบได้เป็นรส(กิจ)
มี การหาความละโมบไม่ได้ เป็นปัจจุปัฎฐาน(ผลปรากฎ)
มี อริยธรรม คือ ความมักน้อยเป็นต้น เป็นปทัฎฐาน(เหตุใกล้ให้เกิด)
คำยืนยันว่า " มีจริงเป็นจริง " นั้นหมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าสภาวลักษณะ เป็นสาธารณะ แก่ ธุดงควัตรทั้ง 13 ข้อ และทนต่อการพิสูตร คือเป็นจริงเช่นนั้นตลอดไป
ตัวอย่างเช่น พระภิกษุได้ผ้าบังสกุลมาแล้ว ก็สักแต่ว่าใช้ผ้าบังสุกุลนั้น ไม่มีเจตนาตั้งใจรักษาถือเอาด้วยความเคารพเลย ก็ไม่เป็นธุดงควัตร เป็นสักแต่ว่าผู้ใช้ผ้าบังสกุลเท่านั้น
คำสำทับว่า " ความตั้งใจรักษาด้วยความเคารพ " นั้นหมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่า กิจ คือ การย่ำยีความละโมบได้ก็ดี ผลปรากฏ คือ การหาความละโมบไม่ได้ก็ดี เหตุใกล้ให้เกิด คือ อริยธรรมก็ดี จักมีได้ก็ด้วยความเข้าใจสภาวลักษณะของธุดงควัตร คือ รักษาด้วยกุศลจิต(กัลลยาณปุถุชนและพระเสกขบุคคล) และด้วยกิริยาจิต(พระอรหันตบุคคล) หาใช่จะรักษาด้วยอกุศลจิต มีความละโมบอยากได้ลาภสักการะเป็นต้นไม่
(มหาฎีกา วิสุทธิมรรค ปฏิสัมภิทามรรค นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรขอม)
----------------
พุทธสาวกต้องรู้ชัดข้อปฏิบัติ ๒ อย่าง
อญฺญา หิ ลาภูปนิสา
ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้
ลาภเป็นอย่างหนึ่ง
อญฺญา นิพฺพานคามินี
ข้อปฏิบัติให้ถึงนิพพาน
เป็นอย่างหนึ่ง
(ขุ.ธ. พาลวรรค ข้อ ๑๕, มจร. ข้อ ๗๕)
ความเป็นมาแห่งพุทธภาษิต
พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย หลังภิกษุทั้งหลายสรรเสิญสามเณรวนวาสีติสสะ ว่าทำสิ่งที่ทำได้ยาก คือ เกิดในตระกูลร่ำรวย พวกญาติถือโอกาสถวายข้าวปายาสแก่พวกภิกษุ ๕๐๐ รูป ถึง ๗ ครั้ง บวชแล้วก็ถวายอีก ๗ วัน วันที่ ๘ ก็ได้บิณฑบาตหนึ่งพัน และยังได้ผ้าสาฏกหนึ่งพัน ถึงกระนั้นท่านก็ละทิ้งไปอยู่ป่า...ตรัสว่า ข้อปฏิบัติเพื่อให้ได้ลาภก็อย่างหนึ่ง ช้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพานก็อย่างหนึ่ง...แล้วตรัสภาษิตนี้เป็นต้น
ข้อปฏิบัติเพื่อให้ได้ลาภ คือ ปัจจัย ๔ และข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพานเป็นข้อปฏิบัติเดียวกันก็ได้ เช่น สมาทานรักษาธุดงค์ หรือเข้าไปอยู่ป่าเหมือนกัน แต่เจตนาต่างกัน คือ รูปหนึ่งปฏิบัติเพื่ออวดตัว อีกรูปปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลส, ผู้ประสงค์เข้าถึงนิพพาน พึงละอกุศลเจตนาอย่างนั้นเสียเถิด
------------------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ