สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

   ก. ความหมายของปฏิสัมภิทามรรค

   คำว่า ปฏิสัมภิทามรรค มาจากคำว่า ปฏิสัมภิทา กับคำว่า มรรค ซึ่งคำว่าปฏิสัมภิทา แปลว่า ความรู้แตกฉาน มี ๔ ประการ คือ

   ๑. อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอรรถ หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะ เฉพาะและความหมายของผลประเภทต่างๆ เช่น ความรู้แตกฉานในทุกข์ ความรู้แตกฉาน ในความดับทุกข์ คำว่า อรรถ ในที่นี้หมายถึงผล ตามตัวอย่างนี้ ทุกข์เป็นผลของทุกขสมุทัย และทุกขนิโรธเป็นผลของทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นอกจากนี้ อรรถ ยังหมายถึงความหมาย เช่น ความรู้แตกฉานในความหมายแห่งธรรมภาษิตต่างๆ

   ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในธรรม หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของเหตุประเภทต่างๆ เช่น ความรู้แตกฉานในเหตุเกิดทุกข์ ความรู้แตกฉานในข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คำว่า ธรรม หมายถึงเหตุ ตามตัวอย่างนี้ ทุกขสมุทัย เป็นเหตุเกิดทุกข์ และทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นเหตุทุกขนิโรธ และคำว่า ธรรม ยังหมายถึง คำสอนที่เรียกว่าธรรมภาษิต เช่นที่ท่านอธิบายไว้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้รู้ธรรมคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ นี้ชื่อว่า ความรู้แตกฉานในธรรม ภิกษุนั้นรู้อรรถ(ความหมายของภาษิตนั้นๆ นั่นเองว่า นี่เป็นอรรถของ ภาษิตนี้ นี้เป็นอรรถของภาษิตนี้ ชื่อว่าความรู้แตกฉานในอรรถ

   ๓.นิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในนิรุตติ หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะ เฉพาะและความหมายของโวหารแห่งภาษาประเภทต่างๆ ที่กล่าวถึงอรรถและธรรม

   ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในปฏิภาณ หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนด ลักษณะเฉพาะและความหมายของปฏิภาณประเภทต่างๆ เช่น ความรู้แตกฉานใน ปฏิสัมภิทาญาณ ธัมมปฏิสัมภิทาญาณและนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ สามารถนำมาอธิบายให้ ผู้ฟังเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริง

   คำว่า มรรค แปลว่า ทาง หมายถึงอุบายให้บรรลุถึงปฏิสัมภิทา ฉะนั้น คัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรคจึงหมายถึงคัมภีร์ที่ว่าด้วยอุบายให้บรรลุถึงปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ท่านพระสารีบุตร

ได้ประมวลอุบายให้บรรลุถึงปฏิสัมภิทามาอธิบายความด้วยนัยและอรรถวิจิตรพิสดารจำนวน ๓๐ กถา แต่ละกถามีวัตถุประสงค์ตรงกัน

   ข. การจัดหมวดหมู่ในปฏิสัมภิทามรรค

   ท่านแบ่งเนื้อหาสาระของปฏิสัมภิทามรรคออกเป็นวรรคแล้วแบ่งวรรคออกเป็นกถา โดยมีทั้งหมด ๓ วรรค วรรคละ ๑๐ กถา ดังนี้ 

   ๑.) มหาวรรค หมวดว่าด้วยหลักธรรมสำคัญ แยกเป็น ๑๐ กถา 

       ๑. ญาณกถา ว่าด้วยญาณ

       ๒. ทิฏฐิกถา ว่าด้วยทิฏฐิ

       ๓. อานาปานสติกถา ว่าด้วยสติกำหนดลมหายใจเข้าออก

       ๔. อินทรียกถา ว่าด้วยอินทรีย์

       ๕. วิโมกขกถา ว่าด้วยวิโมกข์

       ๖. คติกถา ว่าด้วยคติ

       ๗. กัมมกถา ว่าด้วยกรรม

       ๘. วิปัลลาสกถา ว่าด้วยวิปัลลาส

       ๙. มัคคกถา ว่าด้วยมรรค

       ๑๐. มัณฑเปยยกถา ว่าด้วยพรหมจรรย์ที่ไสและน่าดื่ม

   ๒.) ยุคนัทธวรรค หมวดว่าด้วยการเจริญธรรมที่เป็นคู่ แยกออกเป็น ๑๐ กถา

       ๑. ยุคนัทธกถา ว่าด้วยการเจริญธรรมที่เป็นคู่

       ๒. สัจจกถา ว่าด้วยสัจจะ

       ๓. โพชฌังคกถา ว่าด้วยโพชฌงค์ 

       ๔. เมตตากถา ว่าด้วยเมตตา

       ๕. วิราคกถา ว่าด้วยวิราคะ

       ๖. ปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา

       ๗. ธัมมจักกกถา ว่าด้วยธรรมจักร

       ๘. โลกุตตรกถา ว่าด้วยโลกุตตรธรรม

       ๙. พลกถา ว่าด้วยพละ

       ๑๐. สุญญกถา ว่าด้วยความว่าง

   ๓.) ปัญญาวรรค หมวดว่าด้วยปัญญา แยกเป็น ๑๐ กถา

       ๑. มหาปัญญากถา ว่าด้วยปัญญาที่สำคัญ

       ๒. อิทธิกถา ว่าด้วยฤทธิ์

       ๓. อภิสมยกถา ว่าด้วยการตรัสรู้

       ๔. วิเวกกถา ว่าด้วยวิเวก

       ๕. จริยากถา ว่าด้วยความประพฤติ

       ๖. ปาฏิหาริยกถา ว่าด้วยปาฏิหาริย์

       ๗. สมสีสกถา ว่าด้วยธรรมที่สงบและเป็นประธาน

       ๘. สติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฎฐาน

       ๙. วิปัสสนากถา ว่าด้วยวิปัสสนา

       ๑๐. มาติกากถา ว่าด้วยหัวข้อธรรม


   ค. โครงสร้างของปฏิสัมภิทามรรค

   โครงสร้างของปฏิสัมภิทามรรคประกอบด้วยส่วน ๒ ส่วน คือ ส่วนเนื้อหา และส่วนวิธีดำเนินการ มีแผนผังดังนี้ (เพื่อความกระจ่างชัดโปรดศึกษาแผนผังอันเป็นโครงสร้างของคัมภีร์ที่แนบมาประกอบด้วยเถิด รวมทั้งอรรถปกาสนาคืออรรถบอกประเด็นของปัญญาและญาณที่คัมภีร์นี้ใช้ชี้เฉพาะความแตกฉาน ซึ่งไม่ใช่อรรถสังกาสนา คืออรรถบอกหลักการของปัญญาและญาณในคัมภีร์ทั่วไป ที่พระอรรถกาจารย์เน้นย้ำไว้ดังนี้

   คำว่า ปัญญาและญาณในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค

   " ปัญญา " มีอรรถวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ ธรรมชาติที่ชื่อว่า ปัญญา เพราะมีความหมายว่า ทำให้ปรากฎ กล่าวคือ ทำความหมายนั้นๆให้ปรากฏ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปัญญา เพราะมีความหมายว่า รู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้นๆ มีอนิจจลักษณะ เป็นต้น ดังนี้บ้าง

   " ญาณ " ก็ชื่อว่า มีการแทงตลอดสภาวะเป็นลักษณะ หรือมีการแทงตลอดไม่คลาดเคลื่อนเป็นลักษณะ ดุจการแทงตลอดแห่งลูกศรที่นายขมังธนูผู้ชำนาญยิงไปแล้วฉะนั้น มีการส่องอารมณ์ให้สว่างไสวเป็นรส ดุจดวงประทีปมีการไม่หลงงมงายเป็นปัจจุปัฏฐาน ดุจพรานป่าชี้บอกหนทางที่ถูกต้องแก่คนเดินป่า มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน โดยพระบาลีเป็นต้นว่า " ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วย่อมรอบรู้ตามความเป็นจริง " (สํ.สฬา.๑๘/๙๙/๑๑๐, สํ.ม.๑๙/๑๐๗๑/๕๘๓) 

      ก็บรรดาลักษณะเป็นต้น พึงทราบว่า สภาวะก็ตาม สามัญญะก็ตาม ชื่อว่าลักษณะ กิจก็ตาม สมบัติก็ตาม ชื่อว่ารส อาการที่ปรากฏก็ตาม ผลก็ตาม ชื่อว่าปัจจุปัฏฐาน เหตุใกล้ ชื่อว่าปทัฏฐาน

      จักขอนำหัวข้อ(มาติกาคือ อุทเทส)เรื่องญาณ ๗๓ จากพระบาลีซึ่งเป็นอรรถปกาสนา(ประเด็น) แต่กลับแปลเป็นอรรถสังกาสนา(อรรถหลักการ)อันเป็นเหตุให้ผู้ศึกษาจากฉบับแปลเข้าไม่ถึงอรรถบอกประเด็น (ขอแสดงเปรียบเทียบเป็นตัวอย่างมาติกาแรก)

      [๑] โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ. (แปลว่า ความรอบรู้(ปญฺญา)ที่กำหนดได้จากการฟัง(โสตาวธาเน)คือความหยั่งรู้(ญฺาณํ)ที่สำเร็จจากการฟัง(สุตมเย)

      [๒] สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ.

      [๓] สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ.

      [๔] ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ.

      [๕] อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ

      [๖] ปจฺจุปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญาอุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ

ฯลฯ ๗๓

    มาติกา(อุทเทส)เรื่องญาณ ๗๓ ฉบับแปล 

   [๑] ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมา ชื่อว่าสุตมยญาณ (ญาณในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมา)

   [๒] ปัญญาในการสดับธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณ (ญาณในการ - สรวมศีล)

   [๓] ปัญญาในการสำรวมจิตตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธิภาวนามยญาณ (ญาณในการ สำรวมจิตเจริญสมาธิ)

   [๔] ปัญญาในการกำหนดปัจจัย ชื่อว่าธัมมัฏฐิติญาณ (ญาณในการกำหนดที่ตั้งแห่งธรรม)

   [๕] ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้ว กำหนดไว้ ชื่อว่าสัมมสน

ญาณ (ญาณที่กำหนดนามธรรมและรูปธรรม)

   [๖] ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรผันแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสสนาญาณ(ญาณพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ) ฯลฯ ๗๓

  เท่ากับปัญญาอันไหนญาณก็อันนั้น



 

[full-post]

ปฏิสัมภิทามรรค

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.