พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๙)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

... ในอนาคต แค่พระสงฆ์โพสต์ภาพคู่กับล็อตเตอรี่ หรือ ไปนั่งทำพิธีกรรม หรือ ดูดวง ให้กับญาติโยม วันดีคืนดี จะโดนจู่โจมและโดนจับสึกโดยไม่รู้ตัว 

..........................................................

นี่คือกรณีศึกษา หรือตัวอย่างที่คณะสงฆ์ต้องแถลงออกมาให้ชัดเจน

พระให้หวย-เล่นหวย ได้หรือไม่

พระไปนั่งทำพิธีกรรม ได้หรือไม่

พระดูดวงให้กับญาติโยม ได้หรือไม่

ฯลฯ ได้หรือไม่

ฯลฯ ได้หรือไม่

ฯลฯ ได้หรือไม่

บอกกล่าว ประกาศ แถลง ให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันในสังคม

ได้ ก็บอกไปว่า อย่างนี้พระไทยทำได้

ไม่ได้ ก็บอกไปว่า อย่างนี้พระไทยไม่ควรทำ/ห้ามทำ

เมื่อเป็นที่รับรู้ทั่วกันแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่า “วันดีคืนดี จะโดนจู่โจมและโดนจับสึกโดยไม่รู้ตัว” 

พระทำสิ่งที่ตกลงกันแล้วว่าทำได้ ใครมาจู่โจมก็ตอกหน้ากับไปเลยว่า แหกตาดูข้อตกลงเสียมั่งสิ

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ตกลงกันแล้วว่า เรื่องนี้ๆ พระไทยไม่ควรทำหรือห้ามทำ แต่ก็ยังมีพระฝืนทำ 

จะว่าอย่างไร?

ถ้าการควบคุม กำกับ ดูแล ยังย่อหย่อนอ่อนแอ-เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาท่านไม่ทำอะไร จะทำอย่างไรกัน?

กวดขันให้พระศึกษาและปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยให้เคร่งครัด 

ท่านก็เฉย ไม่ทำ

บอกว่าใครจะเคร่งหรือไม่เคร่ง ควรให้เป็นไปตามอัธยาศัย

บอกกล่าว ประกาศ แถลง ให้เป็นที่รับรู้ทั่วกันในสังคมว่า เรื่องนี้ๆ พระทำได้ เรื่องนี้ๆ พระไม่ควรทำหรือห้ามทำ

ท่านก็เฉย ไม่ทำ

ปล่อยให้ต่างคน ต่างวัด ต่างสำนัก ทำกันไปเองตามสบาย

เผลอๆ อาจจะบอกว่า-เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้า

ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาเป็นแบบนี้ เราจะทำอย่างไรกัน?

ตรงนี้แหละครับที่น่าห่วงที่สุด

..........................................................

กรณี-อะไรพระทำได้ อะไรพระทำไม่ได้-นี้ พระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ราชบุรี ท่านประกาศให้ผมฟังอยู่เสมอว่า 

“มันควรจะสังคายนากันได้แล้ว” 

หมายความว่า อะไรพระทำได้ อะไรพระทำไม่ได้ คณะสงฆ์ควรจะประชุมพิจารณาตัดสินกันให้เด็ดขาดชัดเจนลงไป 

..........................................................

แต่น่าเสียดายที่เสียงประกาศนี้ไม่ดังพอที่จะได้ยินไปถึงผู้บริหารการพระศาสนา

ท่านที่รักและห่วงพระศาสนาลองช่วยกันคิดสิครับว่า-ถ้าผู้บริหารการพระศาสนาเป็นแบบนี้ เราจะทำอย่างไรกัน?

ผมคิดออกเพียงอย่างเดียว และได้ประกาศอยู่เสมอ นั่นคือ 

๑ ตัวเราเองแต่ละคนนี่แหละเร่งศึกษาหาความรู้ในหลักพระธรรมวินัยกันให้มากขึ้น

๒ ได้ความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ก็เอามาปฏิบัติขัดเกลาตัวเอง

๓ แล้วหาโอกาสบอกกล่าวเผยแผ่ความรู้นั้นให้แพร่หลายออกไป

ด้วยวิธีการอย่างนี้ เราก็จะมีความรู้พอที่จะรักษาตัวได้ นั่นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง เมื่อเห็นพระทำอะไรที่แปลกๆ เราก็พอจะมีหลักที่จะวินิจฉัยได้บ้างว่า ที่พระท่านทำนั้นควรหรือไม่ควร 

ไม่ใช่เอาแต่ “ด่าพระ” ลูกเดียว-ตามที่ตัวคิดเอาเอง

ไม่ใช่เอาแต่ “ชมพระ” ท่าเดียว-ตามที่ตัวคิดเอาเอง

.....................

บทความเขียนต่อไปว่า -

..........................................................

... ต่อไป กฎหมายจะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันศาสนามากขึ้น เช่น การเก็บภาษี การขออนุญาตต่างๆให้ถูกต้อง การปลูกสร้างอาคาร พระสงฆ์ในอนาคตจะต้องดำเนินการต่างๆให้ถูกต้อง ชัดเจน เพราะข้าราชการคนนี้อาจจะหยวนได้ แต่คนใหม่มาอาจจะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ นั่นหมายความว่า ปัญหาต่างๆจะตามมาทันที

..........................................................

ความในตอนนี้ ผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรเลย โดยเฉพาะที่ว่า “กฎหมายจะเข้ามาบังคับใช้กับสถาบันศาสนามากขึ้น”

พูดสนุกๆ ว่า กฎหมายคงไม่บังคับให้พระเอาหัวเดินต่างเท้า

ถ้าบังคับเช่นนั้น ต้องบังคับคนทั้งประเทศ ไม่ใช่บังคับเฉพาะพระ

ยิ่งเวลานี้มีพระ “ฮึ่มๆ” ไม่ให้อำนาจรัฐมายุ่งกับศาสนาด้วยแล้ว ถ้ารัฐจะออกกฎหมายอะไรที่จะมาบีบบังคับพระ ก็จะต้องผ่านหูผ่านตาพระก่อนอย่างแน่นอน

ถ้ารัฐจะออกกฎหมายแบบนั้น พระก็ “เอะอะ” ขึ้นมาสิครับ จะยากอะไร

ไม่ต้องไปยืนชูป้าย “เอาคิ้วของกูคืนมา” ให้เสียสมณสารูป

เอะอะตามสมณวิสัยครับ สามารถทำได้อยู่แล้ว

แม้แต่กฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี่เอง ถ้าใครเห็นว่า ข้อไหนขัดแย้งกับพระธรรมวินัย ก็สามารถเอะอะขึ้นมาได้เลย ทั้งควรเอะอะด้วย 

ปล่อยให้กฎหมายเหยียบย่ำพระธรรมวินัยอยู่ได้อย่างไร

เอะอะขึ้นมา-เอาให้ยกเลิกมาตรานั้นหรือประกาศฉบับนั้นไปเลย 

ทำเลยครับ

หลักสำคัญอยู่ตรงที่-เมื่อมีกฎหมายหรือระเบียบอะไรบังคับใช้อยู่ในเวลานั้น ถ้าเกี่ยวกับพระ เกี่ยวกับวัด พระก็ต้องปฏิบัติตามด้วย-ดังที่ผมเคยยกตัวอย่าง-กฎหมายการเกณฑ์ทหาร

ปัญหาเกิดจาก-มีกฎหมาย มีระเบียบ ใช้บังคับอยู่ แต่พระไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปทำสิ่งที่ “เข้าล็อก” มองได้ว่าเป็นความผิดตามข้อนั้นข้อนี้ เปิดโอกาสให้ผู้ประสงค์ร้ายหยิบยกขึ้นมาฟ้องร้องกล่าวหาเป็นคดีความได้-ดังเป็นที่รู้เห็นกันอยู่ครึกโครม

ถ้าพระไม่ไปทำอะไรที่เข้าล็อกผิดกฎหมายผิดระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ กฎหมายจะมาทำอะไรได้ นี่คือที่ผมบอกว่า-ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรเลย

ทั้งนี้ ยกเว้นกรณีที่-ผู้บริหารบ้านเมืองไม่เป็นสัมมาทิฐินะครับ

ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองไม่เป็นสัมมาทิฐิ 

พระสวดมนต์อยู่ดีๆ ก็ถูกจับไปติดคุกได้

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ต้องตั้งประเด็นใหม่ 

เป็นประเด็นใหญ่เลยทีเดียว 

คือถามกันตรงๆ ว่า-แผ่นดินนี้จะไม่เอาพระพุทธศาสนาแล้วใช่ไหม?

.................

ความตอนหนึ่งในบทความ อ่านแล้วสะดุดหู

“การเก็บภาษี การขออนุญาตต่างๆให้ถูกต้อง การปลูกสร้างอาคาร พระสงฆ์ในอนาคตจะต้องดำเนินการต่างๆให้ถูกต้อง ชัดเจน”

แปลความแบบ “หาเรื่อง” ว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ นั้น “พระสงฆ์ในอนาคต” เท่านั้นที่ต้อง “ดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้อง” 

“พระสงฆ์ในปัจจุบัน” ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องกันดอกหรือ?

หลักปฏิบัติในเรื่องนี้ก็คือ กฎระเบียบใดๆ ที่พระจะต้องปฏิบัติ -

๑ พระธรรมวินัย และ -

๒ ระเบียบข้อบังคับของคณะสงฆ์

๓ กฎหมายบ้านเมือง

๔ จารีตสังคม

-ที่ไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย

ถ้าพระสงฆ์-ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ในปัจจุบันหรือพระสงฆ์ในอนาคต-ดำเนินการต่างๆ ให้ถูกต้องอยู่ตามปกติ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมา “จู่โจมและโดนจับสึกโดยไม่รู้ตัว” - ดังที่บทความว่าไว้นั่นเลย 

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๖

๑๘:๒๘

 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.