พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๐)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
..........................................................
... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น
... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก
..........................................................
“ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น”
ความข้อนี้ควรช่วยกันพิจารณาโดยแยบคาย
ประเด็นหลักอยู่ที่ “เรียกร้องและจับผิดพระสงฆ์”
เรียกร้องพระสงฆ์คือเรียกร้องอะไร เรียกร้องอย่างไร
จับผิดพระสงฆ์คือจับผิดเรื่องอะไร
หลักที่ต้องจับไว้ให้มั่นคือ พระสงฆ์คือใคร วิถีชีวิตพระสงฆ์คืออย่างไร ชี้ชัดๆ ก็เช่น ชาวบ้านเข้ามาบวชเป็นพระเพื่ออะไร พระ-ห้ามทำอะไร พระ-ต้องทำอะไร หน้าที่ของพระคืออะไร อะไรไม่ใช่หน้าที่ของพระ
“หลัก” เหล่านี้คิดเอาเอง กำหนดเอาเองตามความคิด ตามความเห็น ตามความเข้าใจ ตามความต้องการ ตามเหตุผลของเราเอง ไม่ได้ ตรงนี้แหละที่ต้องมองให้ถูก
ฉันว่าพระควรจะทำอย่างนั้น
ฉันว่าพระควรจะเป็นอย่างนี้
ฉันว่า ...
ฉันว่า ...
ฉันว่าเอาเองไม่ได้
ต้องศึกษาหาหลักที่ท่านกำหนดไว้ในพระธรรมวินัย
พระสงฆ์กำเนิดมาจากพระธรรมวินัย จึงต้องดำรงอยู่และดำเนินไปตามหลักพระธรรมวินัย ไม่ใช่ตามที่ฉันว่า
ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและครอบงำสังคมอยู่ในเวลานี้ก็คือ ทั้งชาวบ้านทั้งชาววัดไม่ศึกษาพระธรรมวินัย
ชาวบ้านบอกว่าไม่ใช่หน้าที่
ชาววัดบอกว่ามีงานอื่นที่สำคัญกว่า
เนื้อหาที่จะต้องศึกษาจากพระธรรมวินัยก็มีแค่ ๒ เรื่องที่เป็นหลักใหญ่ คือ ๑ พระ-ห้ามทำอะไร ๒ พระ-ต้องทำอะไร
เมื่อไม่ศึกษาพระธรรมวินัย ก็ไม่รู้ว่าพระควรจะเป็นอะไร พระควรจะทำอะไร
ปัญหาที่เกิดตามมาก็คือ พระไปทำสิ่งที่ห้ามทำ และละเลยสิ่งที่ต้องทำ
แรกๆ ก็ทำหรือละเลยเพราะไม่รู้ แต่เมื่อทำจนเคยหรือละเลยจนชิน ภายหลังแม้จะรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด และสิ่งที่ละเลยนั้นคือบกพร่อง ก็ช่วยกันหาเหตุผลมาสนับสนุนว่า สิ่งที่ทำแม้จะผิดก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย สิ่งที่ละเลยแม้จะบกพร่องก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ที่ผิด ก็ทำกันได้ต่อไป
ที่บกพร่อง ก็ละเลยกันได้ต่อไป
ฝ่ายชาวบ้าน เพราะไม่ได้ศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย เห็นพระทำผิดก็ไม่รู้ว่าทำแบบนั้นผิด บางเรื่อง-เพราะไม่รู้-กลับพากันชื่นชมยินดีเสียอีก ชาวบ้านไม่รู้ว่ากิจของสงฆ์คืออะไรบ้าง เห็นพระไม่ทำกิจของสงฆ์ก็ไม่รู้ว่าแบบนั้นคือบกพร่อง
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังครอบงำสังคมไทยอยู่
เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยจนรู้เข้าใจแจ่มชัดว่า พระควรเป็นอะไร พระควรทำอะไร ตลอดจนเข้าใจโดยนัยตรงกันข้าม คือพระไม่ควรเป็นอะไร พระไม่ควรทำอะไร ดังนี้แล้ว เมื่อมีใครเรียกร้องและจับผิดพระสงฆ์ เราก็จะมีหลักในการคิดวินิจฉัยว่า การเรียกร้องนั้นๆ เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยหรือเปล่า และการจับผิดนั้นๆ ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยหรือเปล่า
เอาความถูกต้องตามพระธรรมวินัยเป็นหลัก
ไม่ใช่เอาความถูกใจเป็นที่ตั้ง
ยกตัวอย่าง
การออกบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์ แม้จะมีพุทธานุญาตให้ฉันภัตตาหารที่เรียกว่า “อดิเรกลาภ” ได้-ไม่ต้องออกบิณฑบาตตามปกติ แต่พระที่ท่านมุ่งทำกิจของสงฆ์ มุ่งขัดเกลาตนเอง (พระมหากัสสปะเป็นพระอรหันต์แล้วมุ่งทำให้เป็นตัวอย่างแก่พระในภายหน้า) ท่านก็ยังคงออกบิณฑบาตไม่ขาด หลวงปู่มั่นแม้อาพาธท่านก็ยังออกบิณฑบาต ไปนอกวัดไม่ไหว ท่านก็บิณฑบาตภายในวัด
แต่ทุกวันนี้ “พระผู้ใหญ่” ส่วนมากไม่ออกบิณฑบาต อ้างว่าใช้สิทธิ์อดิเรกลาภ
ชาวบ้านจึง “เรียกร้อง” ให้พระผู้ใหญ่ออกบิณฑบาตกันบ้างตามกิจของสงฆ์
อย่างนี้เป็นการเรียกร้องที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ พระควรจะทำตามหรือไม่
พระไปเดินเที่ยวห้าง อ้างความจำเป็นต้องไปซื้อของ ไม่มีคนวัดที่จะช่วยจัดการแทน
ชาวบ้านเห็น ก็เอามาบอกกันว่า พระทำอย่างนี้ได้หรือ เป็นพระไม่ควรเข้าไปในสถานที่เช่นนั้น
อย่างนี้เป็นการ “จับผิด” ใช่ไหม ถ้าเป็น เป็นการจับผิดที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ พระควรฟังหรือไม่
เรื่องตามตัวอย่างนี้ ถ้าใช้พระธรรมวินัยเป็น “หลักการ” ก็จบง่าย
แต่ถ้าใช้ความเห็นของตัวเองเป็น “หลักกู” ก็เถียงกันไม่จบ
........................
มีแง่คิดที่ขอเสนอไว้ในตอนนี้ก็คือ ข้อเรียกร้องของชาวบ้านนั้นต้องระวังให้ดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคม ซึ่งมีอยู่ในสายงานของคณะสงฆ์ เรียกว่า “สาธารณสงเคราะห์”
พระสงฆ์ต้องช่วยเหลือสังคม-เป็นหลักการที่ถูกต้อง พระพุทธองค์ทรงประกาศเป็นหลักการตั้งแต่วันแรกที่ส่งพระอรหันตสาวกออกประกาศพระศาสนา --
...............................
จรถ ภิกฺขเว จาริกํ
ภิกษุทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเถิด
พหุชนหิตาย
เพื่อประโยชน์ของสังคม
พหุชนสุขาย
เพื่อความสุขของสังคม
โลกานุกมฺปาย
เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก
อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ.
เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ทวยเทพและมนุษย์
ที่มา: วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๓๒ เป็นต้น
...............................
สรุปว่า พระสงฆ์ต้องช่วยเหลือสังคม ถูกต้อง
แต่วิธีช่วยเหลือ ต้องถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยด้วย
ชาวบ้านเรียกร้องให้พระทำอะไรเพื่อช่วยสังคม ถ้าพระ “บ้าจี้” ทำตามคำเรียกร้องไปเสียทุกเรื่อง ก็อาจเสียพระ
บางเรื่อง-หลายเรื่อง ชาวบ้านไม่รู้ว่าทำแบบนั้นผิดหลักพระธรรมวินัย พากันชื่นชมยินดีว่าพระไม่ทิ้งสังคม แต่หารู้ไม่ว่าพระทิ้งพระธรรมวินัย
ข้ออ้างหรือเหตุผลที่นิยมยกขึ้นมาพูดและมักจะเป็นที่ยอมรับกันมากก็คือ พระต้องอยู่กับสังคม สังคมอยู่ไม่รอด พระก็อยู่ไม่รอด พระจึงต้องช่วยสังคมให้อยู่รอด
ถ้ามุ่งแต่จะช่วยให้สังคมอยู่รอดโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย ในที่สุดพระนั่นเองที่จะอยู่ไม่รอด
ผมเคยเขียนประเด็นนี้ไว้แล้ว ขอเชิญตามไปอ่านครับ
..........................................................
https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/5129246467169049
..........................................................
อ่านพระสูตรในพระไตรปิฎก
https://84000.org/tipitaka/read/?18/322-324
..........................................................
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๒ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๗:๑๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ