ข้อค้นพบของผม

-----------------

ขออนุญาตหยิบฉวยคำของท่านศาสตราจารย์ ดร.อุทิส ศิริวรรณ มาตั้งเป็นชื่อเรื่องที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ หวังใจว่าท่านอาจารย์คงไม่ว่าอะไร

คำที่ท่านอาจารย์อุทิสนิยมพูดจนเป็นคำประจำตัวท่าน นอกจาก “ข้อค้นพบของผม” แล้ว ยังมีอีก ที่ผมบันทึกไว้ในใจแล้วก็อีก ๒ คำ คือ

“ไม่ขอเงินใครใช้ ไม่ของานใครทำ”

“บันทึกไว้ให้นานาชาติอนุโมทนา”

สองคำนี้คงไม่กล้าขออนุญาตเอามาใช้ 

ขออนุญาตเฉพาะคำว่า “ข้อค้นพบของผม” คำเดียวก่อน

....................

ข้อค้นพบของผมก็คือ คนส่วนมากไม่ชอบให้ใครมาบอกว่าสิ่งที่เขาทำ คำที่เขาพูด (และเขียน) เรื่องที่เขาคิดนั้น ผิด พลาด คลาดเคลื่อน แม้ว่ามันจะผิด พลาด คลาดเคลื่อนจริงๆ ชนิดเถียงไม่ขึ้นก็ตาม

การทำพูดคิดผิดพลาดคลาดเคลื่อนเป็นเรื่องธรรมดา

แต่การไม่ชอบให้ใครเอาเรื่องที่ตนทำผิดพลาดคลาดเคลื่อนมาชี้บอกนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

ยิ่งในหมู่ชาวพุทธด้วยแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเรื่องผิดธรรมดาเลยทีเดียว

คำสอนของพระพุทธเจ้ามีปรากฏชัดเจนว่า -

.....................

นิธีนํว ปวตฺตารํ          ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ      ตาทิสํ  ปณฺฑิตํ  ภเช

ตาทิสํ  ภชมานสฺส       เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

แปลเป็นไทยว่า - 

พึงเห็นผู้มักชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ 

พึงคบหาท่านผู้กล่าวข่มขี่ มีปัญญา เป็นบัณฑิตเช่นนั้นเถิด 

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐ 

หามีโทษที่เลวทรามไม่

ที่มา: บัณฑิตวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๖

.....................

ในคัมภีร์อรรถกถา (ธัมมปทัฏฐถกถา ภาค ๔ เรื่องที่ ๖๐ ราธเถรวตฺถุ) อธิบายพุทธภาษิตบทนี้ ยกตัวอย่างพระภิกษุที่เป็นพระอุปัชฌาย์ไม่อบรมสั่งสอนภิกษุที่เป็นศิษย์

ภิกษุที่เป็นศิษย์ประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือทำอะไรไม่ถูกไม่ควรอย่างไร ก็ไม่ว่าไม่กล่าว ไม่ตักเตือน ไม่แตะต้อง เพราะกลัวศิษย์จะโกรธบ้าง กลัวศิษย์จะไม่รักบ้าง และเพราะกลัวศิษย์จะไม่อำนวยประโยชน์ให้ตนบ้าง

ท่านบอกว่าพระอุปัชฌาย์ชนิดนี้เปรียบเหมือนผู้เอาขยะมาเทไว้ในพระศาสนา

ในการอยู่รวมกันเป็นสังคมก็มีคติอย่างเดียวกัน รู้เห็นว่าใครทำอะไรผิดแล้วปล่อยปละละเลย อ้างว่าไม่ใช่ธุระของเรา ซ้ำอ้างว่าพระพุทธศาสนาสอนไม่ให้มองหาความผิดของคนอื่น ให้สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง ดังนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้มีคนทิ้งขยะรกสังคมนั่นเอง

เห็นคนทำผิดแล้วไม่ทักท้วง กำลังกลายเป็นมารยาทที่คนนิยมประพฤติกันทั่วไป 

คนทักท้วงจะถูกมองว่าเสียมารยาท 

เหมือนเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนไปทุกถนนหนทาง แล้วไม่มีใครบอก ไม่มีใครเตือน ไม่มีใครเก็บ 

ใครขืนไปเก็บเข้าจะถูกประณามว่า ไอ้หมอนี่ไม่รู้จักหน้าที่

นับว่าเป็นค่านิยมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

....................

คนส่วนมากมักแยกไม่ออกระหว่าง “จับผิด” กับ “ชี้โทษ”

จับผิด (รนฺธคเวสก) คือเรื่องยังไม่ปรากฏ หรือคนที่ทำเรื่องนั้นเขาพยายามปกปิดให้มิดเม้น ไม่ต้องการให้ใครรู้ แต่ไปเที่ยวขุดคุ้ยข้อบกพร่องของเขาขึ้นมาพูดเพื่อให้เขาเสียหาย-เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

ชี้โทษ (วชฺชทสฺสี) คือข้อบกพร่องผิดพลาดปรากฏอยู่ตรงหน้าโต้งๆ ชัดๆ แต่เจ้าตัวผู้ทำไม่รู้ หรืออาจไม่ทันรู้ตัว เราบอกให้เขารู้ด้วยความปรารถนาดี-เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ควรรู้กาละ เทศะ จังหวะเวลา

เวลานี้เราแยกไม่ออกกันแล้ว ว่าอย่างไรจับผิด อย่างไรชี้โทษ 

เวลานี้เรามองการชี้โทษเป็นการจับผิดไปหมด

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเราคือ ไม่ชอบให้ใครมาชี้ข้อบกพร่อง ถ้าใครมาบอกว่า คำนี้คุณเขียนผิด เรื่องนี้คุณเข้าใจผิด งานนี้คุณทำผิด ฯลฯ คนส่วนใหญ่จะไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ผิดจริง 

และธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนไทย คือ มักเกรงใจคนทำผิด ยิ่งถ้าผู้ทำผิดพลาดบกพร่องเป็นผู้ใหญ่กว่าด้วยแล้ว ยิ่งไม่กล้าแตะ

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนทำผิดก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นผิด จึงยังคงทำผิดเรื่อยไปเพราะไม่รู้ ไม่มีใครเตือน 

ครั้นพอจะมีใครเตือน คนที่คิดจะเตือนก็จะถูกสกัดด้วยคำว่า “เอาแต่จับผิดชาวบ้าน” 

เท่ากับช่วยกันปกป้องการทำผิดให้ดำรงอยู่และขยายตัวต่อไป

ทั้งหมดนี้คือ “ข้อค้นพบของผม”

....................

แต่ที่สำคัญกว่าข้อค้นพบก็คือ เมื่อได้ข้อค้นพบ-ไม่มีใครชอบให้เราบอกว่าเขาทำผิด-เช่นนี้แล้ว เราควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ผมก็บอกแทนคนอื่นไม่ได้ว่าใครควรจะมีท่าทีอย่างไร แต่ผมมีคำถามสั้นๆ 

ถ้าเพื่อนรักของท่านลืมรูดซิปกางเกง แล้วเดินกร่างเป็นนักเลงไปทั่วเมือง ท่านจะทำอย่างไร?

ถ้าท่านเห็นคนที่ท่านรักเดินไปอีก ๒-๓ ก้าวก็จะตกเหวแน่ๆ ท่านจะทำอย่างไร?

ถ้าท่านตอบคำถามนี้ได้ ท่านก็จะบอกตัวเองได้ว่า เมื่อได้ข้อค้นพบว่าไม่มีใครชอบให้เราบอกว่าเขาทำผิด-เช่นนี้แล้ว เราควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๕ มิถุนายน ๒๕๖๖

๑๔:๓๒ 

[full-post]

ข้อค้นพบของผม

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.