พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๑๑)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
..........................................................
... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น
... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก
..........................................................
“หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ”
ความข้อนี้อ่านแล้วชอบกลอยู่ คือมีกระแสเสียงบอกว่า พระต้องรู้พุทธธรรมมากกว่าใครทั้งหมด ใครอื่นจะมารู้พุทธธรรมมากกว่าพระไม่ได้
ใครอื่นจะรู้พุทธธรรมมากกว่าพระก็ได้ แต่ต้องรู้อยู่เงียบๆ จะแสดงออกให้ปรากฏว่าข้าพเจ้ารู้พุทธธรรมมากกว่าพระ อย่างนี้ไม่ได้
ความข้อนี้ น่าจะมีเจตนาที่จะบอกว่า แม้จะรู้พุทธธรรมมากกว่าพระก็ต้องไม่เอาความรู้นั้นมาข่มพระ ดังข้อความต่อมาที่ว่า -
“และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ”
ตามปกติ คนที่เรียนพุทธธรรมและรู้พุทธธรรม-จะรู้มากกว่าพระหรือน้อยกว่าพระก็ตาม-จะไม่ดูหมิ่นดูถูกพระ เพราะในตัวพุทธธรรมนั่นเองมีคำสอนเรื่องที่พึงปฏิบัติต่อพระ เช่น
- คารวะ ๖ มีสังฆคารวตา-ความเป็นผู้เคารพในพระสงฆ์
- อุบาสกธรรม ๗ มีข้อหนึ่งบอกว่า-มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเถระ นวกะ และปูนกลาง
- ทิศ ๖ ทิศเบื้องบนคือพระสงฆ์ คฤหัสถ์พึงปฏิบัติต่อท่านโดยการทำพูดคิดด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา
นี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิดในพุทธธรรม
เพราะฉะนั้น ถ้ารู้พุทธธรรมมากกว่าพระจริง ก็ต้องเคารพพระ ไม่ใช่ดูหมิ่นดูถูกพระ
ท่านอาจจะบอกว่า หลักการเป็นอย่างนี้ก็จริง แต่นิสัยสันดานคนอาจไม่เป็นไปตามหลักการ คือรู้พุทธธรรมด้วย แต่ก็ดูหมิ่นดูถูกพระด้วย
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องว่ากันเป็นคนๆ ไป ตามคติ-นิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้น
แต่แม้จะมีคนแบบนั้นจริง พระก็ไม่ต้องกังวลเลย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครดูหมิ่นดูถูกพระ เราห้ามไม่ให้ใครดูหมิ่นดูถูกพระไม่ได้ แต่พระสามารถพัฒนาตัวเองให้อยู่เหนือคำดูหมิ่นดูถูกได้
ใครดูถูกพระว่ารู้พุทธธรรมไม่เท่าเขา
พระก็เรียนพุทธธรรมเข้าสิ เรียนให้รู้เท่าเขาหรือให้รู้เหนือเขาก็สามารถทำได้
แต่ก็-เอาเถอะ สติปัญญาความสามารถของคนเราไม่เท่ากัน ไม่ต้องไปแข่งกับใครก็ได้ เอาเพียงแค่ ๒ เรื่องก็พอ
- อะไรที่ “ห้ามทำ” พระก็ไม่ทำได้จริง
- อะไรที่ “ต้องทำ” พระก็ไม่ละเลยได้จริง
๒ เรื่องแค่นี้ ปฏิบัติได้ครบถ้วนไม่บกพร่อง เท่านี้พอแล้ว เป็นเกราะคุ้มกันตัวพระได้อย่างวิเศษ
ใครก็ดูหมิ่นไม่ได้
กราบไหว้ก็เป็นบุญบริสุทธิ์
จะรู้พุทธธรรมมากน้อยแค่ไหน เป็นไปตามสติปัญญา ไม่ต้องเอามาเทียบกัน แต่หน้าที่ของพระ พระทำได้อย่างสมบูรณ์ ใครดูหมิ่นดูถูกพระ คำดูหมิ่นดูถูกนั้นก็เข้าตัวเขาเอง ไม่โดนพระ เพราะพระทำหน้าที่ของพระไม่บกพร่อง
......................
“ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ”
เรื่องชี้นิ้วตัดสินพระนี่ ผมว่าพระไม่ต้องไปฟังใครเลย ฟังแต่หลักพระธรรมวินัยอย่างเดียว
ถ้าพระไม่ได้ประพฤติผิดหลักพระธรรมวินัย ใครมันจะมาขี้นิ้วว่าผิดได้อย่างไร
พระประพฤติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยทุกอย่าง ใครชี้นิ้วบอกว่าผิด ก็เอาหลักพระธรรมวินัยมาสู้กัน ไม่ใช่เอาพวกมาก หรือเอา “หลักกู” เป็นที่ตั้ง
แบบนี้ ภาระก็จะไปอยู่ที่การศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยให้เข้าใจแจ่มแจ้ง และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งก็เป็นภาระตามปกติของพระอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัย
เข้ามาเป็นพระ
ก็เพื่อจะมาแบกภาระเช่นนี้
ปัญหาอยู่ที่ตัวพระเองมีอุตสาหะแบกรับภาระของตัวเองได้แค่ไหน
ภาระของตัวพระเอง --
ในวงกว้าง คือเรียนรู้และปฏิบัติพระธรรมวินัย
ขมวดแคบเข้ามา คือรักษาวิถีชีวิตสงฆ์-ครองชีพเพื่อขัดเกลาตัวเอง
ชี้ชัดลงไป ก็วนไปหาหลักเดิม-ไม่ทำสิ่งที่ “ห้ามทำ” ไม่ละเลยสิ่งที่ “ต้องทำ”
ภาระนี้ พระที่ท่านแบกรับได้ มีอุตสาหะนำพาไปได้ด้วยความอดทน ควรแก่การอนุโมทนา ในอดีตก็มีมาก ในปัจจุบันนี้ก็มีไม่น้อย
เมื่อยึดหลักพระธรรมวินัย
ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาชี้นิ้วตัดสินถูกผิด
แต่ความท่อนหลัง - “โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ” นี่ต้องใช้โยนิโสให้หนักอยู่สักหน่อย
ใจความก็คือ ชาวบ้านรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ จะบังอาจมาชี้นิ้วตัดสินพระไม่ได้ - ใช่หรือ?
อย่างไรก็ตาม จำนวนศีลก็มีคนนิยมใช้เป็นไม้บรรทัดกันมากอยู่ --
ชาวบ้าน-ศีล ๕ ต่ำสุด
แม่ชี-ศีล ๘ สูงกว่าชาวบ้าน
สามเณร-ศีล ๑๐ สูงกว่าแม่ชี
ภิกษุ-ศีล ๒๒๗ สูงกว่าสามเณร
ภิกษุณี-ศีล ๓๑๑ ...
ถึงตรงนี้ หลายคนคงชะงัก ภิกษุกับภิกษุณี ใครสูงกว่ากัน?
..........................................................
วสฺสสตูปสมฺปนฺนาย ภิกฺขุนิยา ตทหุปสมฺปนฺนสฺส ภิกฺขุโน อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ กาตพฺพํ.
ภิกษุณีอุปสมบทได้ ๑๐๐ พรรษา ต้องทำการกราบไหว้ การต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุผู้อุปสมบทในวันนั้น
ที่มา: ปาจิตติยกัณฑ์ โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑
วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๔๑๐
..........................................................
จะเห็นได้ว่า ศีลมากกว่าไม่ได้แปลว่าสูงกว่าหรือดีกว่าเสมอไป
ลองนึกดูง่ายๆ พระศีล ๒๒๗
ฉันสุราทุกวัน ศีลขาดไปข้อหนึ่ง เหลือ ๒๒๖
ฉันข้าวทุกเย็น ศีลขาดไปอีกข้อหนึ่ง เหลือ ๒๒๕
พระฉันสุราฉันข้าวเย็นทุกวัน ศีลเหลือ ๒๒๕ ก็ยังประเสริฐกว่าชาวบ้านศีล ๕ กระนั้นหรือ?
เพราะฉะนั้น เหตุผลที่ชาวบ้านไม่ควร “ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ” จึงไม่ใช่เพราะ “ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ” แต่ต้องตามไปดูที่การกระทำของพระเอง
ถ้าสิ่งที่พระทำนั้นผิดจริง ไม่ว่าคนชี้นิ้วจะมีศีลมากกว่าพระหรือน้อยกว่าพระสักเท่าไร พระก็ผิดอยู่แล้ว ไม่ใช่ผิดเพราะมีคนชี้ แต่ผิดตามพระธรรมวินัย แม้ไม่มีใครชี้เลยก็ผิดอยู่แล้วในตัว
แต่ถ้าพระไม่ได้ทำผิด หรือสิ่งที่พระทำนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่มีคนมาชี้นิ้วว่าผิด แบบนี้ ไม่ว่าคนชี้นิ้วจะมีศีลมากกว่าพระหรือน้อยกว่าพระสักเท่าไร ก็ไม่ทำให้พระเป็นคนผิดไปได้เลย คนชี้นั่นเองที่สมควรโดน
เป็นอันว่า ศีลมากกว่าพระหรือศีลน้อยกว่าพระก็ตาม รักษาศีลได้เท่าพระหรือไม่เท่าพระก็ตาม ไม่ใช่เงื่อนไขแห่งการชี้นิ้วว่าพระ
ประเด็นที่ควรช่วยกันพิจารณาก็คือ เรื่องของพระ รวมทั้งเรื่องในวงการพระศาสนา สมควรที่จะยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่?
-------------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๔ มิถุนายน ๒๕๖๖
๑๖:๔๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ