สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


อายตนะภายใน ๖ อย่างไหนสําคัญ

      ถาม อายตนะภายใน ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจอย่างไหนสำคัญกว่ากัน และเราติดอย่างไหนมากกว่ากัน?

      ตอบ อายตนะทั้ง ๖ นั้น ทุกอายตนะสำคัญเท่ากันหมด เพราะถ้าไม่รู้เท่าทันแล้ว กิเลสก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกทาง จะป้องกันกิเลสได้ก็ต้องมีสติเป็นเครื่องปิดกั้น มีปัญญา เข้าไปรู้เท่าทัน ตามความเป็นจริง ว่าไม่ใช่ตัวตน คน สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

      และที่ถามต่อไปว่า คนเราติดอย่างไหนมากกว่ากัน ขอเรียนว่า เรื่องของความ ติด แต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความสะสมของแต่ละคน ใครสะสมมาทางไหนมาก ก็ติดทางนั้นมาก ทางนั้นก็ละได้ยากกว่าทางอื่น คือบางคนก็ติดในรูปที่เกิดทางตา บางคน ก็ติดในเสียงที่เกิดทางหู บางคนก็ติดในกลิ่นที่เกิดทางจมูก บางคนก็ติดในรสที่เกิดทางลิ้น บางคนก็ติดในสัมผัสที่เกิดทางกาย บางคนก็ติดในความนึกคิดที่เกิดทางใจ เพราะฉะนั้น ใครติดทางไหนมาก ก็เห็นว่าทางนั้นสำคัญ เพราะเมื่อติดมาก ก็ละได้ยาก

      ส่วนที่ถามว่า การละกิเลส จะละด้วยการวางเฉยได้ไหมนั้น ขอเรียนว่า การละ กิเลสด้วยการวางเฉยนั้น เป็นอุบายวิธีหนึ่งที่จะบรรเทากิเลส และที่ท่านบอกว่าละกิเลส ทางหูได้ก่อนนั้น อยากให้ท่านได้ทดลองดูว่า ถ้ามีใครมาด่าว่าท่านเสียๆ หายๆ โดย ไม่เป็นความจริง ท่านจะสามารถวางเฉย ไม่เกิดความยินดียินร้ายได้หรือไม่ ที่จริงการละ กิเลสนั้น ถ้าจะละให้เด็ดขาด มีวิธีเดียวเท่านั้น คือการเจริญมรรคมีองค์ ๘ หรือการเจริญ สติปัฏฐาน ๔ ระลึกรู้สภาพธรรม คือลักษณะของธรรมะ ได้แก่นามและรูปแต่ละอย่าง ที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ด้วยสติและปัญญาเท่านั้น อย่างอื่นละให้เด็ดขาดไม่ได้ เลย คิดเอาก็ไม่ได้ นึกเอาก็ไม่ได้ ถ้าได้คงไม่ต้องมีพระพุทธเจ้ามาบอกสอนเป็นแน่ กิเลสนั้นมีถึง ๑๐ อย่าง จะละกิเลสให้เด็ดขาดได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อสติและปัญญาเจริญขึ้น เจริญขึ้น จนถึงขั้นได้มรรคผล ไปตามลำดับ

      สำหรับการละกิเลสนั้น มรรคที่ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค ละทิฏฐิและวิจิกิจฉา มรรค ที่ ๒ คือ สกทาคามิมรรค ทำกิเลสที่เหลือให้เบาบางลง มรรคที่ ๓ คือ อนาคามิมรรค ละ โทสะกิเลส มรรคที่ 4 คือ อรหัตมรรค ละกิเลสที่เหลือคือ โลภะ โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะได้ทั้งหมด เมื่อครบ ๔ มรรคแล้ว ก็ไม่มีกิเลส ที่จะต้องละอีก เพราะฉะนั้นการละกิเลส จึงต้องละไปตามลำดับมรรค ในการเจริญสติปัฏฐานนั้น ตอนแรกละทิฏฐิ ความเห็นผิดว่านามรูปเป็นตัวตน ถ้าเป็นเพียงญาณต้นๆ ของวิปัสสนา การละกิเลสนั้นก็เป็นการละได้ชั่วคราว ที่เรียกว่า ตทังคปหาน ส่วนการละ กิเลสด้วยอำนาจของฌาน ก็จะละด้วยการข่มกิเลสไว้เป็น วิขัมภนปหาน เท่านั้น หมดอำนาจของฌาน กิเลสก็เกิดได้อีก สำหรับการละด้วยปัญญาในมรรคจิตทั้ง ๔ ที่เรียกว่า สมุจเฉทปหาน นั้น ก็เพราะละกิเลสได้เด็ดขาด ด้วยว่ากิเลสที่ถูกละไปแล้ว ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก

----------///---------

 

[full-post]

อายตนะภายใน, อัชฌัตติกายตนะ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.