พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๒๗)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

...# ในอนาคต สถานการณ์จะบีบครั้นพระสงฆ์มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าโพสต์ภาพพระไปช่วยทำนา คนจะยกมือสาธุ 

... แต่ในปัจจุบัน หากมีการโพสต์แบบนั้นจะมีคนบางคนด่าว่า...ไอ้.... เป็นพระไม่รู้จักหน้าที่......หรือเดินฉายไฟฉายโดนตบ....นี่แค่ตัวอย่างเดียว หรือแค่โพสต์ภาพพระไปนั่งฉันชาบู หรือ ไปนั่งฉันอาหารริมแพ แค่นั้น ก็จะโดนสังคมรุมด่า ยังกะไปฆ่าข่มขืนพ่อแม่เขาเจ็ดชั่วโคตร 

ดังนั้น พระสงฆ์จะต้องรู้จักว่า อันไหนควรไม่ควร

..........................................................

ขอขยายความต่อนะครับ-ประเด็นที่ว่า - “สมัยก่อน ถ้าโพสต์ภาพพระไปช่วยทำนา คนจะยกมือสาธุ” 

“พระไปช่วยทำนา” เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่พระประพฤติ แล้วอ้างว่าเป็นการช่วยประชาชน 

การช่วยประชาชน หรือช่วยสังคม หรือ “พระไม่ทิ้งประชาชน” ยังมีทำกันอีกหลายรูปแบบหลายสถานการณ์

เจตนานั้นควรแก่การอนุโมทนา

แต่วิธีการนั่นต่างหากที่ควรแก่การพิจารณา

ขอให้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

พระอาจารย์ธรรมโชติท่านก็ไม่ทิ้งประชาชน แต่ท่านไม่ได้จับดาบเข้ารบร่วมกับชาวบ้านบางระจัน (ถ้าเหตุการณ์บ้านบางระจันมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์)

พระมหานาควัดภูเขาทองครั้งกรุงเก่าท่านก็ไม่ทิ้งประชาชน ท่านชักชวนชาวบ้านขุดคลอง ที่เรารู้จักกันว่า “คลองมหานาค” แต่ท่านก็ไม่ได้ถลกสบงคว้าจอบลงไปขุดทั้งผ้าเหลือง ท่านลาสิกขาออกไปอาสาศึก

“ฝ่ายพระมหานาคอยู่วัดภูเขาทอง สึกออกมารับอาสาตั้งค่ายกันทัพเรือ ตั้งแต่วัดภูเขาทองลงมาจนวัดป่าพลู พรรคพวกสมกำลังญาติโยมทาสชายทาสหญิงของมหานาค ช่วยกันขุดคูนอกค่ายกันทัพเรือ จึงเรียกว่าคลองมหานาค”

(ที่มา: พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑ กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.๒๕๔๒ หน้า ๗๓ อ้างใน สุจิตต์ วงษ์เทศ : มหานาค (วัดภูเขาทอง อยุธยา) สึกจากพระไปอาสาสู้ศึกหงสาวดี มติชนออนไลน์ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐)

หลวงพ่อแช่มวัดฉลอง เมืองภูเก็ต ท่านก็ไม่ทิ้งประชาชน คราวที่เมืองภูเก็ตถูกอั้งยี่ก่อการจลาจลยึดเมืองสมัยรัชกาลที่ ๕ ประชาชนมาอาศัยวัดฉลองเป็นที่มั่นสู้กับพวกอั้งยี่ 

หลวงพ่อแช่มท่านว่า ข้าเป็นพระสงฆ์จะรบราฆ่าฟันกับใครไม่ได้ พวกสูจะรบก็คิดอ่านกันเอาเอง ข้าจะทำเครื่องคุณพระให้ไว้สำหรับป้องกันตัวเท่านั้น ท่านทำผ้าประเจียดแจกจ่ายให้คนละผืน ในที่สุดชาวบ้านเอาชนะพวกอั้งยี่ได้

ครูบาศรีวิชัยท่านก็ไม่ทิ้งประชาชน ชักชวนชาวบ้านทำทางขึ้นดอยสุเทพ แต่ท่านก็ไม่ได้จับพร้าจับจอบออกไปถางทางเอง

ในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก เล่าเรื่องโจรมาปล้นวัด เจ้าอาวาสบอกคนวัดให้หุงหาอาหารเลี้ยงโจร โจรกินข้าวอิ่มหนำสำราญแล้วเกิดสำนึกได้ว่า เราจะมาปล้นวัด แต่พระกลับเลี้ยงดูเราอย่างดี จึงเปลี่ยนใจ ไม่ปล้น ซ้ำรับอาสาเป็น รปภ. ให้วัดด้วย

(ที่มา: คัมภีร์สมันตปาสาทิกา ภาค ๑ หน้า ๖๙๔-)

ในเรื่องนี้ พระท่านก็ไม่ได้ถอดจีวร ติดเตา หุงข้าว ทำกับข้าวหน้าเตาด้วยตัวเอง หากแต่บอกให้ “อารามชิกชน” คือชาวบ้านที่มาทำงานให้วัดเป็นผู้ทำ พระเป็นเพียงผู้อำนวยการ

เคยมีภาพเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ชาวบ้านเกิดอุกภัยอัคคีภัย พระหุงข้าวเอง พระยืนผัดกับข้าวหน้าเตาเลี้ยงชาวบ้าน 

ชาวบ้านที่ไม่รู้วินัยพระก็ “ยกมือสาธุ” อย่างที่บทความบอกไว้

ทำไมจึงไม่ศึกษาปฏิปทาของพระในอดีตที่ท่านบันทึกไว้ในคัมภีร์

ถ้าพระลงมือทำเอง การกระทำบางอย่างเข้าข่ายเป็น “อเนสนา” (วิธีแสวงหาลาภสักการะหรือผลประโยชน์โดยทางมิชอบ) เช่น -

ชงฺฆเปสนิกํ รับเป็นตัวแทนติดต่อ

ทูตกมฺมํ รับส่งข่าวสาร

ปหิณคมนํ ไปตามที่ชาวบ้านไหว้วาน (รับใช้เขา)

(ที่มา: คัมภีร์ปรมัตถโชติกา อรรถกถาขุททกปาฐะ หน้า ๓๒๖)

พระสามารถช่วยประชาชนได้ หรือถึงกับช่วยบ้านเมืองก็ยังทำได้ 

แต่ทำในฐานะผู้อำนวยการ 

ไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติการ

เพราะฉะนั้น การที่ “คนบางคนด่าว่า...ไอ้.... เป็นพระไม่รู้จักหน้าที่” ดังที่บทความว่า จึงควรมองด้วยใจเป็นธรรม คือใช้หลักธรรมวินัยกำกับว่า 

ที่พระทำนั้นถูกของพระ

หรือว่า -

ที่คนเขาว่านั้นถูกของเขา

ในอนาคต การที่พระลงมือปฏิบัติการเองในนาม “ช่วยประชาชน” จะทำกันมากขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปกติ

ชาวบ้านที่ไม่รู้หลักพระธรรมวินัยก็จะสาธุกันมากขึ้น

กลายเป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนัก -

ที่ไหนๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้

ชาวบ้านเขาชอบ

ชาวบ้านเขาพอใจ

พระต้องอยู่กับชาวบ้าน

........................

ในสภาพการณ์-สถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ --

ผู้บริหารการพระศาสนาไม่เข้มแข็ง

ชาววัดชาวบ้านห่างเหินจากการศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยกันมากขึ้น

แบบนี้ คงไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ 

นอกจากวิจารณ์บ่นบ้ากันไปเรื่อยๆ

แต่ทางหนึ่งที่แต่ละคนสามารถทำได้ก็คือ -

๑ ข้าพเจ้าเองนี่แหละมีอุตสาหะศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัย 

๒ ได้ความรู้ที่ถูกต้องมาแล้วก็เอามาปฏิบัติกับตัวเอง

๓ มีโอกาสก็บอกกล่าวเผยแผ่ไปตามสติปัญญา 

เป็นทางเดียวที่จะช่วยชะลอพระศาสนาให้เสื่อมช้าลงอีกนิด

ลงมือทำได้เลย ไม่ต้องรอใคร

ใครอื่นจะทำหรือไม่ทำก็ช่างเขา

แต่เราทำ

---------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๖

๒๐:๐๘

 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.