คัมภีร์ที่แสดงไตรสิกขาด้วยกัน คือ คัมภีร์วิสุทธิมรรค กับคัมภีร์วิมุตติมรรค มีความเห็นต่างกันอย่างไร? ต่างฝ่ายต่างให้ความเห็นกันอย่างไร? ผู้ศึกษาพึงอาศัยอะไรเป็นข้อยุติ? ลำดับความสำคัญเป็นไฉน?
เหตุ ก็เพราะ ดังนี้ :-
1. เพราะไม่ให้ความสำคัญประวัติภาคส่วนพื้นหลังที่ก่อประเด็นแตกแยกเป็นนิกาย มี สำนักมหาวิหาร เป็นวัดแรกที่นิกายเถรวาทแพร่ขยายเข้าไปตั้งมั่นในสิงหล ซึ่งเป็นวัดที่พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะอุปถัมภ์ปี พ.ศ.293-333 ต่อมาก็แยกเป็นสำนักอภัยคีรีวิหาร เพราะรับเอาลัทธิอาจาริยวาท เป็นวัดที่พระเจ้าวัฏฏะคามณีอุปถัมภ์ ปี พ.ศ.454-466 และแยกย่อยเป็นสำนักเชตวันวิหารอีกครั้ง เป็นวัดที่พระเจ้ามหาเสนะอุปถัมภ์ ปี พ.ศ.817-884 ยุคที่พระพุทธโฆษาจารย์เข้าไปสิงหล เพื่อแปลอรรถกถาภาษาสิงหลกลับเป็นภาษามคธ(บาลี)จึงเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของนิกายเถรวาท เพราะทั้งที่อินเดียและที่สิงหลกำลังเสื่อมถอย ถ้าไม่มีท่านนิกายเถรวาทคงหมดสิ้นแล้ว(คัมภีร์มหาวงศ์ บทที่ 15 มหาวิหารปฏิคคหนะ การรับมอบมหาวิหาร, บทที่ 76 วิหารการาปนะ การสร้างมหาวิหาร)
2. เพราะไม่ให้ความสำคํญสถานภาพของคัมภีร์ทั้งสองว่าเป็นชั้นอรรถกถาที่อธิบายขยายความพระไตรปิฏก ดังนั้นข้อมูลเหตุผล และหลักฐาน พึงนำสืบจากพระไตรปิฎก ไม่พึงใส่ความเห็นของตน เพราะอยู่ในฐานะผู้ศึกษา
3. เพราะไม่ให้ความสำคัญเนื้อความที่ควรนำเสนอทั้ง 2 ฝ่าย คือของฝ่ายตนกับของฝ่ายตรงกันข้าม แต่กลับเสนอของฝ่ายตนฝ่ายเดียว ผิดหรือถูกควรให้ผู้ศึกษาพิจารณาเอง
4. เพราะไม่ให้ความสำคัญลำดับก่อนหลัง ทั้ง 5 ประเภท คือ 1.ลำดับการละ(ปหานกมะ) 2.ลำดับภูมิ(ภูมิกมะ) 3.ลำดับการเกิดขึ้น(อุปัตติกมะ) 4.ลำดับการปฏิบัติ(ปฏิปัตติกมะ) 5.ลำดับการแสดง ว่ามี หรือไม่มี ถ้ามีเป็นลำดับได้กี่ประเภท
5. เพราะไม่ให้ความสำคัญวินยปริภาษา คือ หลักภาษาที่เป็นข้อกำหนดทางพระวินัย ซึ่งเป็นข้อควรปฏิบัติ อันจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย เช่น มรรยาทของคู่เห็นต่างเป็นต้น จะไม่มีการกล่าวชื่อกันให้เกิดความกระทบกระทั่งกัน โดยอาศัยสำนวนโวหารที่นิยมใช้กัน ดังนี้
วทนฺติ(อาจริยา) อาจารย์ของท่าน
สมานะ ความเห็นที่พ้องกันของอาจารย์โดยส่วนมาก
เอเก,เอกจฺเจ อาจารย์ท่านหนึ่งที่ผู้กล่าวถึงยกย่อง เป็นผู้อยู่ในระดับเดียวกับตน
อญฺเญ อาจารย์รูปอื่นที่มีความรู้ทัดเทียมกับผู้กล่าว(ตีเสมอ)
อปเร อาจารย์ที่ผู้กล่าวเคารพยกย่อง,อาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่,อาจารย์ของอาจารย์
เกจิ ในอรรถกถา/ฏีกา ใช้ข่มหรือตำหนิ(ไม่เห็นด้วย) ในภาษาไทยกลับใช้ยกย่องสรรเสริญเวลาแปลพึงควรจับความให้ตรงกับวินยปริภาสา ส่วนชั้นฏีกาเอ่ยชื่อได้ เพราะเป็นการอธิบายขยายความอรรถกถา
6. เพราะไม่ให้ความสำคัญ วินยปริภาสา ส่วนที่เป็นการใช้ความหมายศัพท์(อรรถ)อันเป็นตัวสภาวะลักษณะ กับส่วนที่เป็นการใช้พยัญชนะ อันเป็นตัวอักษร สมดังคาถาที่กล่าวไว้ใน กงฺขา.140 ว่า
อตฺถํ หิ นาโถ สรณํ อโวจ
น พฺยญฺชนํ โลกหิโต มเหสี
ตสฺมา อกตฺวา มติมกฺขเรสุ
อตฺเถ นิเวเสยฺย มตึ มุตึมา.
แปลว่า เพราะเหตุที่พระนาถผู้ทรงเกื้อกูลชาวโลก ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ตรัสความหมายศัพท์เป็นหลัก มิใช่ตรัสรูปศัพท์เป็นหลัก ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงไม่กระทำความเพลิดเพลินในอักษร พึงประกอบปัญญาไว้ที่ความหมายศัพท์เถิด ฯ
ซึ่งความสำคัญทั้ง 6 ข้อนี้ ผู้ศึกษาจะเห็นได้จากความเห็นต่างในคัมภีร์ทั้งสอง ดังนี้
(1) ความเห็นต่างสภาวะลักษณะของศีล(ลักษณะจำเพาะของศีลไม่ใช่ " สีลนะ "(ความเป็นพื้นฐาน)
กิมตฺถํ สีลํ. สีตลตฺถํ เสฏฺฐตฺถํ สีลนตฺถํ สภาวตฺถํ สุขทุกขาภาวสมฺปยุตฺตตฺถํ สิรตฺถํ ปติฏฺฐานตฺถํ.(วิมุตติมรรค ข้อ 7 หน้า 2 เป็นฉบับบาลีอักษรพม่าที่ปริวรรตมาจากฉบับบาลีอักษรสิงหลจากใบลาน พิมพ์เมื่อปีพุทธศักราช 2506 โดยมหาวิทยาลัยสงฆ์พม่าแห่งเมืองย่างกุ้งขชบชซึ่งเนื้อความสั้นกว่าฉบับภาษาอังกฤษ The Path of Freedom ที่แปลมาจากฉบับภาษาจีน และหัวข้อที่อธิบายความก็น้อยกว่า สันนิษฐานว่าฉบับภาษาอังกฤษ คงเพิ่มเติมที่หลัง จนทำให้มีหัวข้อที่ตั้งประเด็นอธิบายซ้ำซ้อน เช่น สภาวะลักษณะของศีล เป็นต้น คือ ไม่ใช่การขยายความ แต่เป็นการอธิบายคนละประเด็นกัน)
แปลว่า ศีลมีสภาวะลักษณะเป็นไฉน? สภาวะลักษณะของศีล มีสภาวะลักษณะที่เย็น ที่ดีเลิศ มีสภาวะลักษณะที่เป็นปกติ ที่ประกอบด้วยสุขไม่มีทุกข์ มีสภาวะลักษณะเป็นศรีษะ เป็นที่ตั้งมั่นแห่งกุศล.
วิสุทธิมรรคกล่าวแย้งว่า
เอตเทว เหตฺถ อตฺถทฺวยํ สทฺทลกขณวิทู อนุชานนฺติ. อญฺเญฺ ปน สิรตฺโฐฺ สิลตฺโฐฺ, สีตลตฺโถ สีลตฺโถติ เอวมาทินาปิ นยเนตฺ อตฺถํ วณฺณยนฺติ.(วิสุทธิมรรค 1/7/8) แปลว่า อนึ่ง ผู้รู้สภาวะลักษณะของศัพท์เห็นชอบในความหมายทั้ง 2 นี้เท่านั้น(หมายความว่ายอมรับว่า อรรถของสีลนะศัพท์(ความเป็นพื้นฐาน) มี 2 อาการ คือ เป็นฐานที่ทรงความดีไว้ได้(สมาธานะ) และเป็นฐานที่รองรับคุณธรรมที่สูงขึ้นได้ (อุปธารณะ) ซึ่งฐานทั้ง 2 เกี่ยวเนื่องกัน เหมือนพื้นฐานตึก ถ้าฐานไม่แข็งแรง ก็รองรับน้ำหนักไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นฐานตึกเดียวกันแต่แยกกล่าวเป็น 2 อาการ เพื่อให้เห็นอาการความเป็นฐานต่างกัน และให้รู้ความเนื่องกันว่า ถ้าอาการฐานใดฐานหนึ่งพังอีกอาการฐานก็พังไปด้วย เหมือนกรณีพระเทวทัต พอละโมบโลภมากคิดเป็นใหญ่แทนพระพุทธเจ้า อภิญญาก็เสื่อมทันที) แต่สภาวะลักษณะของศีลเป็นวิเสสลักษณะใช้บ่งบอกสถานภาพความเป็นศีลต้องมีลักษณะจำเพาะอย่างเดียว อาจารย์อื่นกลับอธิบายความหมายในศัพท์ว่า สีลนะ นี้ แม้นกระทั่งว่าด้วยทำนองว่า สภาวะลักษณะของศีล เป็นศีรษะ เป็นความเย็น สภาวะอื่นๆก็เป็นเหมือนเช่นทำนองนี้นั่นแหละ.(เพราะวิเสสลักษณะของศีล มี สีลนะ เป็นลักษณะจำเพาะเพียงอย่างเดียว) ความเห็นต่างข้อนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ให้ความสำคัญข้อ 6.นั่นเอง
(2) ความเห็นต่างว่า ธุดงค์เป็นบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถ์ พบในคัมภีร์วิมุตติมรรค แต่ความเห็นนี้ถูกคัดค้านในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า ดังนี้
เยสมฺปิ กุสลตฺติกวินิมุตตํ ธุตงฺคํ, เตสํ อตฺโถ ธุตงฺคเมว นตฺถิ. อสนฺตํ กสฺส ธุนนโต ธุตงฺคํ นาม ภวิสฺสติ. ธุตคุเณ สมาทาน วตฺตตีติ วจนวิโรโธปิ จ เนสํ อาปชฺชติ, ตสฺมา ตํ น คเหตพฺพํ. แปลว่า ธุดงค์แม้นของของภิกษุเหล่าใดก็ตาม ที่พ้นไปจากกุสลติกะ ธุดงค์ของภิกษุเหล่านั้นนั่นแหละ ย่อมไม่มีโดยสภาวะ สิ่งที่ไม่มีสภาวะจักชื่อว่าธุดงค์ เพราะกำจัดสิ่งใดเล่า? ฉะนั้นการสมาทานธุดงค์ของภิกษุเหล่านั้น ย่อมต้องประสบเจอกับคำพูดที่เป็นปฏิปักษ์ขัดแย้งกันว่า " ย่อมสมาทานบำเพ็ญเพื่อธุดงค์คุณ " ดังนั้นคำพูดเรื่องธุดงค์เช่นนี้ บัณฑิตจึงไม่ควรถือเอาแล.
ถามว่า รู้สภาวะลักษณะของธุดงค์ (ลักษณะจำเพาะของธุดงค์) ซึ่งก็คือ สมาทานเจตนา(ความตั้งใจรักษาด้วยความเคารพ) มีประโยชน์อะไรบ้าง?
ตอบว่า มี ประโยชน์ช่วยจำแนกสภาวะธุดงค์ของบุคคลได้ เช่น พระภิกษุถึงแม้นได้ผ้าบังสกุลมานุ่งห่ม แต่ไม่มีความตั้งใจสมาทาน ก็เป็นแต่เพียงภิกษุผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุล หาใช่พระภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลไม่ แม้นองค์บริวารของธุดงค์ มี
1. อัปปิจฉตา ความมักน้อย
2. สันตุฏฐิตา ความสันโดษ
3. สัลเลขตา ความประพฤติขูดเกลากิเลส
4. ปวิเวกตา ความสงัด
5. อิทมัตถิตา ความรู้องค์คุณของธุดงค์
ซึ่งก็เป็นอริยธรรมที่กระตุ้นเตือนผู้คนให้ประพฤติปฏิบัติธรรมด้วย ก็ช่วยอนุมานบุคคลว่ามัวเมาลาภสักการะ และฐานะหรือไม่ เช่น พระโปฐิละ ท่านแตกฉานพระไตรปิฏก สอนศิษย์ให้บรรลุมรรคผลขั้นต่างๆได้ ท่านมัวเมาลาภสักการะ และชื่อเสียงความเป็นอาจารย์ จนพระพุทธองค์ทรงกระตุ้นเตือนท่าน ด้วยการเรียกท่านว่า " พ่อใบลานเปล่า "
ความเห็นต่างข้อนี้เกิดขึ้นเพราะไม่ให้ความสำคัญข้อ 6. นั่นเอง
(3) ความเห็นต่างว่า ความหมดจดแห่งไตรสิกขา 3 อยู่ที่ สมาธิ 3 ขณะ คือ
1) ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ สสมฺภาริโก อุปจาโร.
2) อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ อปฺปนา.
3) สมฺปหํสา ปริโยสานํ ปจฺจเวกฺขณา(วิมุตติมรรค ข้อ 51 หน้า 29)แปลว่า
(1) อุปจารสมาธิ พร้อมทักษะที่สะสมไว้ อันเป็นส่วนเบื้องต้น เรียกว่า ความหมดจดแห่งปฏิปทา.
(2) อัปปนาสมาธิ อันเป็นส่วนท่ามกลาง เรียกว่า ความหมดจดแห่งอารมณ์ ที่ยิ่งด้วยความวางเฉย.
(3) ขณิกสมาธิ ขณะพิจารณา มรร ผล นิพพาน กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ อันเป็นส่วนเบื้องปลาย เรียกว่า ความหมดจดแห่งความยินดีปรีดา
ส่วนวิสุทธิมรรคค้านว่า
ตตฺร ปฏิปทาวิสุทฺธิ นาม สสมฺภาริโก อุปจาโร. อุเปกฺขานุพฺรูหนา นาม อปฺปนา. สมฺปหํสนา นาม ปจฺจเวกฺขณาติ เอวเมเก วณฺณยนฺติ.(วิสุทฺธื.1/75/164) แปลว่า ในบรรดาความหมดจดทั้ง 3 ประการนั้น อาจารย์ท่านหนึ่งอธิบายว่า อุปจารสมาธิ พร้อมทักษะที่สะสมไว้ ชื่อว่า ความหมดจดแห่งปฏิปทา.
อัปปนาสมาธิ ชื่อว่า ควางบมหมดจดแห่งอารมณ์ที่ยิ่งด้วยความวางเฉย.ขณิกสมาธิที่พิจารณาธรรมหลังบรรลุมรรคผลแล้ว ชื่อว่า ความหมดจดแห่งความยินดีปรีดา. ซึ่งผู้ศึกษาจะเห็นวิสัยความเป็นปราชญ์และความเป็นผู้มีมรรยาทงามของท่านพุทธโฆษาอารย์ ด้วยความฉลาดปฏิเสธอันดับก่อนหลัง มีอาทิศัพท์(ส่วนเบื้องต้น) มัชฌศัพท์(ส่วนท่ามกลาง) ปริโยสานศัพท์(ส่วนเบื้องปลาย) ตามที่อธิบาย มีไม่ได้เลยทั้งสมถกรรมฐาน ทั้งวิปัสสนากรรมฐาน เพราะหน้าที่สมาธิทั้ง 3 นั่นแหละขัดกันเอง
และขณะปฏิเสธท่านก็ให้เกียรติคู่กรณีว่าเป็นอาจารย์ระดับเดียวกันกับท่านด้วยศัพท์ว่า " เอเก " ตามมรรยาทด้วยวินยปริภาสา ถามว่า ที่ว่า อันดับก่อนหลัง ตามนัยที่วิมุตติมรรคกล่าวอ้างมีไม่ได้เลย เพราะหน้าที่สมาธิทั้ง 3 ขัดกันเป็นไฉน? ตอบว่า เพราะเป็นความจริง ขณิกสมาธิป้องกันนิวรณ์ ทั้งในสมถกรรมฐาน และทั้งในวิปัสนากรรมฐาน ในสมถะ ถ้าขณิกสมาธิป้องกันนิวรณ์ไม่ได้ อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธก็เกิดขึ้นไม่ได้ ในวิปัสสนา ถ้าขณิกสมาธิไม่ป้องกันนิวรณ์ ปัญญาก็รู้ความจริงไม่ได้ และถ้าเป็นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ การโยกย้ายอารมณ์ให้ไตรลักษณ์ปรากฏก็เกิดขึ้นไม่ได้ ความเห็นต่างข้อนี้จึงขาดการให้ความสำคัญข้อที่ 4 กับข้อที่ 5
(4) ความเห็นต่างว่า มิทธะ เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม(นิวรณ์)
คำว่า ถีนะ มีวจนัตถะว่า ถินนํ ถีนํ. อนุสฺสาหนาวสีทนวเสน สํหตภาโว ถีนํ. แปลว่า ความท้อถอย ชื่อว่า ถีนะ ความว่า ภาวะที่จิตหดหู่ โดยเกี่ยวกับความท้อถอยจากอารมณ์ เพราะหาความอุตสาหะมิได้ จึงชื่อว่า ถีนะ นั่นแหละ คือ เป็นภาวะที่จิตหดหู่ มีความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ในการถือเอาอารมณ์ มีความถดถอย คืองอกลับจากอารมณ์ เหมือนหนังหรือขนนกใกล้กองไฟร้อนแรง ที่งอกลับ คือม้วนกลับจากกองไฟแบบนั้นนั่นแหล่ะ ได้แก่ภาวะที่เกียจคร้านในการงาน คือ ในการถือเอาเป็นอารมณ์ ในการรับรู้อารมณ์ ในการจะดำเนินไปในอารมณ์นั่นเอง ถีนะ จึงมีความไม่อุตสาหะ คือ ความเกียจคร้าน เป็น ลักษณะ และเป็นปฏิปักษ์ต่อความเพียร
คำว่า มิทธะ มีวจนัตถะว่า มิทฺธนํ มิทฺธํ วิคตสามตฺถิยตา แปลว่า ความเชื่องซึม ชื่อว่า มิทธะ ได้แก่ ภาวะที่ปราศจากความสามารถนั่นแหละ อธิบายว่า เป็นความไม่ดำเนินไปในการงาน เพราะหมดความสามารถ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มิทธะมีความไม่ควรแก่การงาน เป็นลักษณะ เป็นความจริงว่า ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับมิทธะนั้น ย่อมเชื่องซึม คือถูกกำจัดความสามารถ ถึงความทุพพลภาพไป ทำให้ไม่ดำเนินไปในการงาน คือการทำกิจในอารมณ์นั้นด้วยดี ก็ด้วยอำนาจแห่งมิทธะนั่นเอง
พึงทราบความต่างกันแห่งถีนะก้บมืทธะเป็นไฉน?
เพราะเหตุที่ ถีนะ และ มิทธะ มีความเกิดร่วมกันเสมอในจิตตุปบาทเดียวกัน คือ ถีนะเกิดขึ้นในจิตดวงใด มิทธะก็ย่อมเกิดขึ้นในจิตดวงนั้น มิทธะเกิดขึ้นในจิตดวงใด ถีนะก็ย่อมเกิดขึ้นในจิตดวงนั้น ทั้งถีนะทั้งมิทธะ ต่างก็เป็นสภาวะที่ถดถอยจากอารมณ์ด้วยกัน คือ ถีนะถดถอยจากอารมณ์ด้วยอำนาจความเกียจคร้านหรือความหมดอุตสาหะ มิทธะถดถอยจากอารมณ์ ด้วยอำนาจความไม่มีความสามารถ เพราะฉะนั้น ธรรมชาติทั้ง 2 นี้ย่อมจัดได้ว่า ล้วนเป็นธรรมชาติที่ไม่ควรแก่การงานด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นเหตุให้มองเห็นความต่างกันแห่งธรรมชาติทั้ง 2 นี้ได้ยาก พึงทราบว่า ถีนะเป็นความไม่ควรแก่การงานแห่งจิต ทำให้จิตมีสภาพที่ไม่อาจสำเร็จการงาน คือการทำกิจรับรู้อารมณ์ของตนได้ด้วยดี ส่วน มิทธะ เป็นความไม่ควรแก่การงานแห่งกาย(นามขันธ์ 3 มีเวทนาเป็นต้น หรือเจตสิกธรรมทั้งหลายที่เกิดร่วมกัน) ทำให้กายมีสภาพที่ไม่อาจสำเร็จการงาน คือกาาทำกิจของตนในอารมณ์มีการกระทบอารมณ์เป็นต้น ได้ด้วยดี
จริงอย่างนั้น ในพระบาลีธัมมสังคณี มีคำแสดงไขธรรมเหล่านี้ อย่างนี้ว่า
" ในถีนะและมิทธะเหล่านั้น ชื่อว่า ถีนะ เป็นไฉน? ได้แก่ ความไม่สามารถที่ไม่ควรแก่การงานแห่งจิต,ชื่อว่า มิทธะ เป็นไฉน? ได้แก่ ความไม่สามารถที่ไม่ควรแก่การงานแห่งกาย " นั่นแหละ
อาจมีคำทักท้วงว่า " ตรัสว่า ความไม่ควรแก่การงานแห่งกาย ไว้เช่นนี้ มิใช่หรือ? ก็แต่ว่า กายมี 2 อย่าง คือ นามกาย อันได้แก่ นามขันธ์ 3 มีเวทนาเป็นต้นหรือเจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมกัน และรูปกาย เมื่อเป็นเช่นนี้ มิทธะ ย่อมมี 2 อย่าง คือ มิทธะที่เป็นนาม อันเป็นความไม่ควรแก่การงานแห่งนามกาย คือ เจตสิก และมิทธะที่เป็นรูป อันเป็นความไม่ควรแก่การงานแห่งรูปกาย คือ ความโงกง่วงนั้นเอง อย่างนั้นมิใช่หรือ? "
เฉลยว่า มิทธะที่เป็นรูปไม่มีหรอก ก็อาจารย์ทั้งหลายได้ปฏิเสธความที่มิทธะเป็นรูปนั้นไว้ในปกรณ์นั้นๆ ด้วยเหตุผลสรุปย่อๆอย่างนี้ว่า :-
พระผู้มีพระภาค ตรัสมิทธะไว้ในหมวดอกุศลธรรมที่พึงละ คือ หมวดนิวรณ์ เช่นเดียวกับกามฉันทะเป็นต้น แต่รูปมิได้ตรัสไว้เลยว่า เป็นธรรมที่ควรละ แม้จะมีคำตรัสถึงรูปราวกะว่าเป็นธรรมที่ควรละอยู่ก็ตาม เช่นอย่างนึ้ว่า " รูปํ ภิกฺขเว น ตูมฺหากํ ตํ ปชหถ " (สํ.ขนฺธ.17/41) แปลว่า " ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย รูป ไม่ใช่ของพวกเธอ พวกเธอจงละรูปนั้น " เช่นนี้เป็นต้น คำนั้นมิได้หมายความ รูปก็เป็นธรรมที่ควรละ เหมือนเช่นอกุศลธรรมทั้งหลายนั่นเอง ความหมายในพระบาลีนี้ มีอยู่อย่างนี้ว่า :- " พวกเธอจงละฉันทนาคะในรูป คือจงละฉันทราคะที่อาศัยรูปเกิดขึ้น หรือมีรูปอาศัยเป็นอารมณ์ " เช่นนี้เท่านั้น ไม่ใช่ละรูป สำนวนการพูดแบบนี้ ท่านเรียกว่า " นิสสยโวหาร " เช่นสำนวนไทยที่นิยมพูดที่อาศัยแต่หมายถึงสิ่งที่อาศัย เช่นพูดว่า " โรงเรียนสั่งปิดเรียน " ก็หมายถึงครูที่อยู่ในโรงเรียนนั่นเองที่สั่งปิดเรียน
เพราะเหตุที่มิทธะเกิดขึ้นแล้ว ย่อมมีผลสืบเนื่องมาถึงรูปได้นั่นแหละ คือ ปรากฏผลเป็นความโงกง่วงขึ้น ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า " มิทธะ มีความหลับ เพราะมีความโงกง่วงเป็นผลปรากฏ ก็เพราะมีผลปรากฎอย่างนี้นี่เอง พวกมิทธวาทีจึงสำคัญว่า มิทธเป็นรูป บัณฑิตพึงทราบว่า มิทธะเป็นรูปไม่มีเลย เพราะตรัสมิทธะไว้ในหมวดนิวรณ์ ซึ่งล้วนเป็นนามอย่างเดียว นิวรณ์ที่เป็นรูปไม่มี
อีกอย่างหนึ่ง ตรัสมิทธะไว้ในฐานะเป็นธรรมที่ประกอบร่วมกันในจิตตุปบาทนั้นๆ รูปหาเป็นอย่างนั้นไม่ เพราะรูปเป็นธรรมดาที่แยกกันกับจิต ดังนั้นบัณฑิตจึงพึงปลงใจว่า มิทธะเป็นนามอย่างเดียว มิทธะเป็นรูปไม่มีแน่นอน ก็ด้วยเหตุผลและหลักฐานดังกล่าวนั่นแล
หากจะมีคำถามว่า " พระขีณาสพเป็นผู้ละอกุศลธรรมทั้งหลายรวมทั้งมิทธะนี้ได้แล้ว เมื่อไม่มีมิทธะแล้วอย่างนี้ ท่านเหล่านั้นจะหยั่งลงสู่ความหลับได้อย่างไร? " ย่อมมีคำตอบตามเหตุผลและหลักฐานอย่างนี้ว่า " การหยั่งลงสู่ความหลับของพระขีณาสพผู้ละมิทธะได้แล้ว มิได้เป็นไปด้วยอำนาจมิทธะ ทว่า เป็นไปด้วยอำนาจความเหนื่อยล้าแห่งร่างกายอย่างเดียวเท่านั้นนั่นแล.
เมื่อท่านที่ศึกษาได้ข้อมูลมิทธะตลอดจนกระทั่งธรรมที่เกี่ยวข้องด้วยที่เป็นเหตุผลและหลักฐานดีแล้ว จากพระไตรปิฎก คือพระบาลีธัมมสังคณี ซึ่งเป็นข้อมูลที่คัมภีร์ทั้งสอง คือ วิมุตติมรรค กับวิสุทธิมรรค ต่างอ้างถึง ท่านที่ศึกษาย่อมใคร่ครวญไตร่ตรองได้เอง โดยปราศจากการชักนำชี้ชวนอย่างแน่นอน
ซึ่งฝ่ายวิมุตติมรรคกล่าวอ้างเสนอดังนี้
ตตฺถ ติวิธํ มิทฺธํ อาหารชํ อุตุชํ จิตฺตชนฺติ.อุตุชํ ปน มิทฺธํ อรหนฺตานมฺปิ โหติ.(วิมุตฺติ.ข้อ 50 หน้า 29) แปลว่า ในบรรดามืทธะที่เป็นความโงกง่วงนั้น มี 3 ประเภท คือ ประเภทที่เกิดจากอาหาร 1 ประเภทที่เกิดจากอุตุ 1 ประเภทที่เกิดจากจิต 1 แต่ส่วนที่เกิดจากอุตุแม้พระอรหันต์ก็มีได้ด้วย
ฝ่ายวิสุทธิมรรคกล่าวอ้างค้านและสรุปความดังนี้
อิมานิ ตาว ปาฬิยํ อาคตรูปาเนว.อฏฺฐกถายํ ปน พลรูปํ สมฺภวรูปํ ชาติรูปํ โรครูปํ มเตน มิทฺธรูปนฺติ เอวํ อญญานิปิ รูปานิ อาหริตฺวา " อทฺธา มุนีสิ สมฺพุทฺโธ.นตฺถิ นีวรณา ตวา"ติอาทีนิ วตฺวา มืทฺธรูปํ ตาว นตฺถิเยวาติ ปฏิกฺขิตฺตํ. อิตเรสุ โรครูปํ ชรตาอนิจฺจตาคฺคหเณน คหิตเมว, ชาติรูปํ อุปจยสนฺตติคหเณน, สมฺภวรูปํ อาโปธาตุคฺคหเณน, พลรูปํ วาโยธาตุคฺคหเณน คหิตเมว. ตสฺมา เตสุ เอกมฺปิ วิสุํ นตฺถีติ สนฺนิฏฺฐานํ กตํ.(วิสุทฺธิ 2/446/90) แปลว่า รูป 28 ที่มีมาในพระบาลีเหล่านี้ให้วางไว้ก่อน ก็เพราะอรรถกถาได้นำเอารูปอย่างอื่นทั้งหมด 4 รูปมาอีก คือ พลรูป(รูปคือกำลัง) สัมภวรูป(รูปคือน้ำสัมภวะ) ชาติรูป(รูปคือความเกิด) โรครูป(รูปคือโรค) ตามมติของอาจารย์บางพวกก็มีอีก คือ มิทธรูป(รูปคือความโงกง่วง) แล้วยังชักนำเอาคำในพระบาลีมากล่าวอ้างว่า " พระพุทธองค์ ไม่มีนิวรณ์(เท่ากับแถกล่าวอ้างว่าพระพุทธเจ้าปฏิเสธนามมิทธะตามลัทธิตนนั่นเอง) จึงนับว่าเป็นมุนีที่ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์แน่แท้ " เป็นต้น แล้วยังย้ำความว่า " มิทธรูปไม่ใช่มีประเภทเดียว(เหมือนฝ่ายตรงข้ามตนมีนามมิทธประเภทเดียวเท่านั้น) ในรูปนอกนี้(คือรูป 4 ประเภทที่อรรถกถาพูดถึง) โรครูป ก็ระบุเจาะจง ด้วยคำว่าชรตาและอนิจจตา ชาติรูป ก็ระบุเจาะจงด้วยคำว่า อุปจยและสันตติ สัมภวรูปก็ระบุเจาะจง ด้วยคำว่าอาโปธาตุ พลรูปก็ระบุเจาะจง ด้วยคำว่าวาโยธาตุ ดังนั้น จึงสร้างข้อยุติได้ว่า " รูปทั้ง 4 ประเภทเหล่านั้น ไม่มีประเภทที่แยกออกไปเป็นส่วนอื่นจากรูป 28 แม้นแต่รูปเดียว ความเห็นต่างข้อนี้ จึงขาดการให้ความสำคัญข้อที่ 4
(5) ความเห็นต่างว่าจริตที่เหมาะสมกับกรรมฐานมีได้ถึง 14 ประเภท หรือย่อ ก็มี 7 ประเภท
ซึ่งความเห็นต่าง ทั้งฝ่ายวิมุตติมรรค ทั้งฝ่ายวิสุทธิมรรค ล้วนละเอียดทั้งเชิงลึกทั้งเชิงกว้าง ที่สำคัญทุกแง่มุมก็มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น แต่จำนวนที่เหมาะสมกับกรรมฐานนั้นแหละ เป็นนัยประเด็น เพราะนัยจำนวนที่เกิดขึ้น มีทั้งที่เกิดขึ้นในจิตตุปบาทเดียวกัน เพราะเป็นธรรมฝักฝ่ายเดียวกัน และมีทั้งที่เกิดคนละจิตตุปบาท เพราะเป็นธรรมคนละฝักฝ่ายกัน ดังนั้นการศึกษาเรื่องความเห็นต่างข้อนี้ จึงต้องมีการนำร่องมากกว่าการนำร่อง ข้อความเห็นต่างมิทธะเป็นรูปไม่ใช่เป็นนามหลายเท่าตัว ผู้เสนอจึงขอยกยอดการนำร่องไปคราวอื่น เพราะไม่ประสงค์เป็นภาระแก่ท่านผู้สนใจ โดยจะค่อยๆเสนอไปที่ละแง่มุม จนกว่าท่านจะมีข้อมูลพอที่จะใคร่ครวญไตร่สวนจากพระไตรปิฏกได้เอง โดยปราศจากการการชี้ชวนหรือการโน้มน้าวเอา
(6) ความเห็นต่างว่า ฝ่ายวิสุทธิมรรค คร่ำครึ ไม่กล้าสู้หน้ากับฝ่ายตรงกันข้าม แม้นการเสนอข้อมูลทั้งสองฝ่าย ก็ยังหักล้างมติฝ่ายตรงกันข้ามไม่ได้ ซึ่งฝ่ายตรงกันข้ามเสนอเพียงฝ่ายตน ความเห็นต่างข้อนี้ เพราะขาดการให้ความสำคัญ ข้อที่ 1. ข้อที่ 2.ข้อที่ 3. ข้อที่ 4. ข้อที่ 5. ข้อที่ 6.
(เหตุผลความเห็นต่าง 6 ประการที่คัมภีร์วิมุตติมรรคกับคัมภีร์วิสุทธิมรรคไม่อาจกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันได้สนิท จากคัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล)
-------------------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ