สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
* คัมภีร์เถรคาถา-เถรีคาถาเป็นไฉน ?
* เมื่อเป็นคาถากล่าวเป็นภาษิตของเหล่าพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสล้วนใจความเนื้อหาจะละเอียดลึกซึ้งพิสดารอย่างไร ?
* คาถาภาษิตของแต่ละรูปจะพิสดารด้วยองค์ประกอบที่โดดเด่นเช่นไร ?
* ผู้ศึกษาจะได้สารประโยชน์ ด้วยการปลูกฝังอัธยาศัย และการตั้งปณิธาน จากความพิสดารเหล่านั้นอย่างไรบ้าง ?
แม้องค์ธรรมของวัฏทุกข์ คือ ธรรม 160 มี โลกิยจิต 81 เจตสิกที่ประกอบ 51 รูป 28 (อภิธรรมภาชนีย์) ที่เป็นไปเวี่ยนวนไม่รู้จักจบสิ้น คือ กองทุกข์ 12 กอง (สุตตันตภาชนีย์) มี
1. ชาติ เป็นความปรากฏครั้งแรกแห่งขันธ์ทั้งหลาย อันเป็นการแรกได้อัตตภาพของสัตว์ทั้งหลายในกำเนิด คติ เป็นต้น
2. ชรา เป็นภาวะที่แก่หง่อมแห่งอัตตภาพที่ได้มาโดยชาตินั้นๆ
3. มรณะ เป็นความจบสิ้นอัตตภาพในภพที่สัตว์ปฏิสนธินั้น
4. โสกะ เป็นความเศร้าโศกเหือดแห้งใจของเหล่าสัตว์ที่ประสพกับความพินาศ 5 อย่าง มี ความพินาศแห่งญาติเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง
5. ปริเทวะ เป็นความพร่ำเพ้อรำพันแห่งเหล่าสัตว์ที่ประสพกับความพินาศเหล่านั้น
6. ทุกขะ เป็นทุกขเวทนาทางกาย
7. โทมนสฺสะ เป็นทุกขเวทนาทางใจ
8. อุปายาสะ เป็นความคับแค้นใจ
9. อปฺปิเยหิสมฺปโยโค เป็นทุกข์เมื่อประสพเข้ากับสิ่งไม่น่ารักน่าชอบใจ
10. ปิเยหิวิปฺปโยโค เป็นทุกข์เมื่อพลัดพรากจากสิ่งที่น่ารักน่าชอบใจ
11. ยมฺปิจฺฉงฺนลภติ เป็นทุกข์ เมื่อหวังสิ่งใดแล้วกลับไม่ได้
12. สํขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา เป็นการสรุปทุกข์ทั้งหลายลงในขันธ์อันเป็นอารมณ์ของอุปาทานที่ได้มาจากชาติคือความเกิด เพราะเมื่อดับความเกิดได้ทุกข์ทั้งหมดก็ไม่มี
ทั้งๆที่รู้ความจริงเช่นนี้แล้ว ทำไมเหล่าสัตว์ทั้งหลายจึงไม่สิ้นทุกข์ หยุดการเวี่ยนว่ายตายเกิดอีก โดยเฉพาะ คติ ภพภูมิ ที่มีอัตตภาพสุขสบาย ก็เพราะทุกขอริยสัจจ์ มี สภาวะละเอียดสุขุมลุ่มลึกพิสดาร หมู่สัตว์ทั้งหลายจึงรู้แจ้งได้ยาก เมื่อการเกิด(ชาติ)กับการแก่(ชรา) การตาย(มรณะ) ต่างก็คือ ธรรม 160 และ กองทุกข์ 12 เหมือนกันก็ควรเห็นเสมอกัน การเกิดก็ตาม การแก่ก็ตาม การตายก็ตาม ต่างล้วนเป็นอาการของอุปาทานขันธ์ 5 ด้วยกัน มี โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสสะ อุปายาส เป็นอานิสงส์ผลที่หลั่งไหลออกมา มี อัปปิเยหิสังมปโยโค ปิเยหิวิปปโยโค ยัมปิจฉังนลภติ เป็นผลปรากฏ เกียจการตายแต่ยังชอบใจการเกิดจึงเป็นข้อยืนยันว่า ยังไม่รู้แจ้งทุกขอริยสัจจ์จริงนั่นเอง
ทุกขสัจจ์เมื่อกำหนดแยกด้วยอาการ มี 3 ประเภท(สํ.มหา.19/82) ดังนี้ คือ
1. ทุกขทุกข์ เป็นทุกข์ด้วยอาการที่ทนได้ยาก องค์ธรรม คือ ทุกขเวทนา เหล่าสัตว์ทั้งหลายสามารถเห็นเองได้ว่า เป็นทุกข์ขณะตั้งอยู่ เป็นสุขขณะดับไป
2. วิปรินามทุกข์ เป็นทุกข์ด้วยอาการที่แปรเปลี่ยนไป คือ มีแล้วกลับไม่มี องค์ธรรม คือ สุขเวทนา เหล่าสัตว์ทั้งหลายสามารถเห็นเองได้ว่า เป็นสุขขณะตั้งอยู่ เป็นทุกข์ขณะดับไป
3. สังขารทุกข์ เป็นทุกข์ด้วยอาการบีบคั้นที่มีอยู่ประจำสังขารธรรม 160 (อภิธาน 832) หมายความว่าการรู้แจ้งทุกขสัจจ์ ต้องเข้าถึงอาการบีบคั้นของสังขารทุกข์ ไม่ใช่อาการทุกขทุกข์ และอาการวิปรินามทุกข์ ซึ่งมีส่วนแห่งความยินดีความยินร้ายอยู่ ไม่เสมอภาคถ้วนหน้าเหมือนสังขารธรรม นั่นเท่ากับว่า เป็นการบอกเป็นปริยายนัยว่า ทุกขเวทนากับสุขเวทนาแม้ มีอยู่ในธรรม 160 แล้วก็ตามต้องเห็นเป็นสังขารทุกข์ทั้ง 160 นั่นแหละ การจำแนกเป็นวิปัสสนาภูมิ 6 มี ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 สัจจะ 4 ปฏิจจสมุปบาท 12 ก็ดี การจำแนกเป็นสติปัฏฐาน 4 คือ เป็นฐานที่ตั้งสติ มี กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อกันวิปัลลาส 4 มี สุภวิปัลลาส สุขวิปัลลาส นิจจวิปัลลาส อัตตวิปัลลาส ก็ดี ถึงจะบริบูรณ์ อันเป็นเหตุให้ญาณจดถึงสังขารทุกข์ได้โดยประจักษ์ ไม่ใช่ว่าเอา นึกเอาด้วยสัญญา คิดเอาด้วยจิต แต่ด้วยความรู้สึกจากญาณที่มีสภาวธรรมปรากฏเป็นประจักษ์พยานยืนยันนั่นเอง นี่คือความละเอียดสุขุมลุ่มลึกคัมภีรภาพของทุกขสัจจ์ที่ผู้ปฏิบัติต้องทั้งรอบรู้ทั้งรอบคอบ การปฏิบัติถึงจะบรรลุผลได้
องค์ประกอบที่โดดเด่นอันเป็นเหตุให้พระอรหันต์กล่าวคาถาเป็นภาษิตรูปแบบพืสดารก็ด้วย
1. ชีวประวัติอดีตชาติ ตัวอย่าง เช่น พระสุภูติเถระ ในสมัยพุทธกาลยุกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ พระสุภูติเถรเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่า มันทมานพ ร่ำเรียนไตรเพท ไม่เห็นสารัตถะที่จะออกจากความมัวเมากามได้ จึงออกบวชเป็นฤาษี พร้อมด้วยบริวาร 44,000 คน เจริญฌานบรรลุสมาบัติ 8 พร้อมอภิญญา 5 ได้สำเร็จ แล้วสอนบริวารให้บรรลุตามได้ทุกคน วันหนึ่งในเวลาใกล้รุ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปทุมุตตระ ทรงแผ่พระญาณตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัยการยรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผลของเหล่าฤาษีบริวาร และอุปนิสัยความปรารถนาตำแหน่งมหาสาวกผู้เป็นเลิศทางอรณวิหารธรรม(ผู้มีความเป็นอยู่สงบเสงี่ยม) และทางทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรแก่การรับทักขิณา) จึงเสด็จไปโปรด โดยหัวหน้าฤาษีได้สั่งให้เหล่าบริวารฤาษีสร้างอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธปทุมุตตระ พร้อมทั้งพระอรหันตสาวกอีกหนึ่งแสนรูป และถวายผลไม้รสปราณีตด้วย ทรงเข้านิโรธสมาบัติพร้อมกับพระสาวกตลอด 7 วัน ส่วนหัวหน้าฤาษีก็ได้ถือเศวตฉัตรดอกไม้กางกั้นแดดและฝนถวายพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ตลอด 7 วันเช่นกัน ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วก็ทรงแสดงธรรมโปรด อานิสงส์ที่เลื่อมใสนอบน้อมต่อพระองค์ มีผลให้ท่านไปสู่ สุคติภพ ไม่ไปสู่ทุคติภพจวบจนบรรลุเป็นพระอรหันต์
2.ชีวประวัติชาติสุดท้าย ตัวอย่างเช่น พระสุภูติเถระ ท่านเกิดเป็นบุตรของสุมนเศรษฐีผู้เป็นน้องของอนาถเศรษฐี ในวันงานฉลองถวายวัดพระเชตวันมหาวิหารให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ไปร่วมงานด้วย ได้ฟังพระธรรมเทศนาเกิดศรัทธา จึงทูลขอบวชกับพระพุทธองค์
3.การปฏิบัติธรรม ตัวอย่างเช่น พระสุภูติเถระ ท่านมีอุปนิสัยเชี่ยวชาญช่ำชองความเนื่องกันระหว่างบัญญัติธรรมกับปรมัตถธรรม จากคัมภีร์พระวินัย และความเชี่ยวชาญช่ำชองการแยกแยะสภาวปรมัตถ์จากคัมภีร์พระอภิธรรมในอดีตชาติมาเป็นอย่างดียิ่ง ส่วนการปฏิบัติตามนัยพระสูตร ท่านทูลถามโดยตรงกับพระพุทธองค์ การบรรลุธรรมของพระเถระจึงสะดวก สังเกตุได้จากชีวิตความเป็นอยู่ของพระเถระสามารถประพฤติเป็นไปได้ตามความเป็นเลิศ(เอตทัคคะ)ทั้ง 2 ประการ คือ
1. เป็นเลิศทางทรงความเป็นอยู่สงบเสงี่ยม(อรณวิหารธรรม) จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่มีเมตตาฌานเป็นบาท(สมถญานิก)ที่พระพุทธองค์ทรงประทานให้โดยเฉพาะ
2. เป็นเลิศทางทรงความเป็นบุคคลผู้ควรแก่ทักขิณา โดยก่อนการรับบิณฑบาตทุกครั้ง พระเถระจะเข้าเมตตาฌานก่อนเสมอ เพื่ออานิสงส์ที่ยิ่งแก่ผู้ถวายทักขิณา
3. แม้นการกล่าวคาถาแสดงความเป็นเลิศทั้ง 2 ประการ ก็กล่าวด้วยเมตตาธรรมที่ส่อถึงความประสงค์ดีต่อชาวบ้านที่เดือดร้อน เป็นคำขอฝน ดังนี้
ฉนฺนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา
วสฺส เทว ยถาสุขํ
จิตฺตํ เม สุสมาหิตํ วิมุตฺตํ
อาตาปี วิหรามิ วสฺส เทว.
ฝนเอ๋ย กุฏิของเราอาศัยอยู่ได้สบายแล้ว มุงบังก็มิดชิดดีแล้ว จงตกตามสบายเถิด
จิตของเราก็หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว จึงตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเลย เราเองก็มีความเพียรเป็นเครื่องตื่นรู้เสมอ จงตกลงมาเถิด.
โดยเรื่องมีว่า พระเถระเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตนด้วยเมตตาธรรม จึงเป็นที่เคารพรักของผู้คนที่มาปฏิสัมพันธ์กับพระเถระ เกียรติศัพท์ของพระเถระจึงร่ำลือขจรไปทั่ว แม้พระเจ้าพิมพิสารก็ปรารถนาจะได้พบพระเถระ พอได้พบเห็นความเป็นอยู่ที่สงบเสงี่ยม ไม่มักมาก ไม่ทนงตัว ก็ปรารถนาจะสร้างกุฏิให้ แต่เพราะธุระการงานที่ต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองมีมาก พระเจ้าพิมพิสารจึงลืม ด้วยเดชเมตตาบารมีของพระเถระ ฝนจึงไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านเดือดร้อนพากันกราบทูลให้ทรงทราบ ทรงสำรวจตรวจดู ทศพิธราชธรรม 10 สังคหวัตถุ 4 และจักรวรรดิวัตร 12 ของพระองค์ก็ไม่บกพร่อง จึงทราบว่าพระองค์ลืมสร้างกุฏิถวายพระคุณเจ้า รีบรับสั่งให้สร้างด่วน ทันทีที่สร้างเส็จ ฝนก็เริ่มทยอยตก พระเถระเห็นชาวบ้านคลายทุกข์จึงกล่าวคาถาดังกล่าว
เป็นธรรมดาของบัณฑิตที่ศึกษาด้วยปัญญา เมื่อเข้าใจเหตุผลดีแล้ว ย่อมเกิดศรัทธาปสาทะในประโยชน์ที่พึงได้ ชาวพุทธบริษัทที่ประสงค์ประโยชน์สุขดังกล่าว พึงพากันศึกษาคัมภีร์เถรคาถา-เถรีคาถานี้เถิด
----------///------------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ