สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

ธาตุกถาปกรณ์

      เป็นปกรณ์​ที่รวบรวม​ธรรมทีจำแนกแบบคัดรวม​ คือสังเคราะห์​เป็นหมวดธรรมในแนววิภังค์ปกรณ์​(125 บท)​ กับธรรมที่จำแนกแบบคัดแยกเป็นประเภทธรรม​ ในแนวธัมมสังคณีปกรณ์(266 บท)​ และในแนวธาตุกถาปกรณ์​โดยตรงฃึ่งจำแนกเป็นเชิงซ้อนเป็นหลักอยู่แล้ว(105 บท)​ด้วยแม่บทเป็นที่เป็นวิธีการ​ 14​ วิธี​ (นยมาติกา)​ที่จำเป็นต้องจำแนกสภาวธรรมในแนววิภังคปกรณ์​และในแนวธัมมสังคณีปกรณ์​ซ้ำอีกครั้งให้เป็นเชิงซ้อน)​เพื่อให้เห็นว่า​ บทสภาวธรรมทั้ง​ 3 แนว​ เกี่ยวข้องสัมพันธ์​กับ​ ขันธ์​ 5​ อายตนะ​ 12​ และธาตุ​ 18​ อย่างไร? ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ทราบถึงหลักการปฏิบัติธรรมต่ออีกทอดหนึ่ง​ กล่าวคือ​ ขันธ์​ 5​ เป็นที่ตั้งแห่งความเห็นผิดว่า​ เป็นอัตตา​ ตัวตน​ เราเขา(สักกาย​ ทิฏฐิ=อัตตานุทิฏ​ฐิ)​ อันเป็นต้นเหตุแห่งความเห็นผิดทั้งสิ้น​ ที่ปรากฏเป็นลัทธิ​ 62​ นั่นแหละ​ อายตนะ​ 12​ เป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจ​ ซึ่งต้องสำรวมทั้งทวารกรรม​ คือ​ กาย​ วาจา​ ใจ​ ด้วยปาติโมกขสังวรศีล​ ​ทั้งต้องสำรวมทวารอินทรีย์​ มี​ ตา​ หู​ เป็นต้น​ ด้วยอินทรีย์สัวรศีล​ ส่วนธาตุ​ 18​ นอกจากเป็นที่อาศัยให้กิเลสรั่วรดใจแล้ว​ ยังเป็นที่อาศัยให้ทราบว่าการจะรักษาทั้งปาติโมกขสังวรศีล​ ทั้งอินทรีย์สังวรศีลใหได้หมดจดบริบูรณ์​เป็นวิสุทธิศีลเพื่อเป็นบาทฐาน​ให้แก่วิปัสสนาได้จำต้องอาศัยสติสัมปชัญญะอย่างจะขาดเสียมิได้​ เพราะธาตุมีขอบเขตที่กว้างกว่าอานุภาพที่โดดเด่นกว่าขันธ์​และอายตนะดังกล่าว​ ปกรณ์​นี้จึงได้ชื่อว่า​ " ธาตุกถาปกรณ์​ " ตามขอบเขตและอานุภาพที่เหนือกว่า​(สาติสยนัย)​นั่นเอง

      ธาตุกถาปกรณ์นี้จึงลึกซี้งละเอียดพิสดาร​กว่าธัมมสังคณีปกรณ์​ และวิภังค์ปกรณ์​ เพราะปกรณ์​ทั้ง​ 2​ เป็นการจำแนกธรรมเชิงเดี่ยว​ มีแม่บท(มาติกา)​จำเพเาะเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ในธัมมสังคณีปกรณ์​ก็คือบทกัณฑ์​ทั้ง​ 4​ กัณฑ์​ เพียงอย่างเดียวที่ดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นแม่บท(มาดิกา)​ได้​ ใ​นวิภังค์ปกรณ์ก็คือบทวิภังค์ทั้ง​ 18​ วิภังค์​ เพียอย่างเดียวทีดำรงฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้​ จึงไม่จำเป็นต้องมีบทเพิ่มเติมเข้ามาท(บทมูลี)​และบทมูลกะอันเป็นผังแสดงรองรับก็ชัดเจนได้​ เพราะเป็นการจำแนกเชิงเดี่ยวนั่นเอง​ ส่วนธาตุกถาปกรณ์​เป็นการจำแนกเชิงซ้อน​ องค์ประกอบในการจำแนกทั้งหมด​ จึงมีฐานะเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ รวม​ 5​ มาตืกา แม้จะมีแม่บทที่เป็นวิธีการจำแนก(นยมาติกา)​เป็นหลักก็ตาม​ แต่สถานภาพของบทธรรมที่นำมาจำแนกต่างกัน​ รวมทั้งต้องสังกัดอยู่ในมาติกาทั้ง 5​ ด้วย​ จึงส่งผลต่อบทมูลและบทมูลีว่าจะมีได้หรือไม่​ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับธรรมที่บทคาถากำกับและบทวิธีการจำแนก​(นยมาติกา)​ 14​ วิธีกำหนด​ สวนศัพท์มูลกะ​หมายถึงฝัง​ตาราง ถ้าใช้แสดงเป็นวิธีกำหนดจำนวนสภาวธรรมเป็นบทตั้ง(บทมูล)​ว่ามีเท่าไร? ก็เรียกว่า​ มูลกนัย​ เช่น​ เอกมูลกนัย เป็นต้น ส่วนบทปุจฉา​วาระ และบทวิสัชนา​วาระ ก็คืิบทสรุป​ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ซึ่งต้องมีประกอบทุกครั้ง​ เพราะความกระจ่างชัดของการจำแนกเชิงซ้อนปรากฏ​ที่ส่วนดังกล่าว

      เนื้อหาธาตุกถาปกรณ์​ จึงมี​ 2​ ภาค​ คือ​ ภาคอุุทเทศ​ แสดงส่วนที่เป็นหัวข้อ​ กับภาคนิทเทส แสดงส่วนที่เป็นรายละเอียด​ ดังนี้

ก.ส่วนที่เป็นภาคอุทเทส​ แสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมดมีสถานภาพเป็นแม่บท(มาติกา)​ได้ทั้งหมด​ เพื่อบอกให้ทราบโดยปริยายว่าเป็นปกรณ์การจำแนกเชิงซ้อน​ มี​ 5​ มาติกา​ คือ

   1. นยมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงวิธีจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ 14​ นัย

      1) สงคโห อสงฺคโห​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้ง​ส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า สังคหาสังคหนัย​

      2)​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้​ เกี่ยวข้อง​กับที่มีส่วนสังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนอสังคหิตนัย

      3) อสงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​ไม่ได้​ จึง​เรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนสังคหิตนัย

      4) สงฺคหิเตน​ สงฺคหิตํ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสงเคราะห์​กันได้​ เกี่ยวข้อง​กับส่วนที่สงเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนสังคหิตนัย

      5) อสงฺคหิเตน​ อสงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนสังเคราะห์​กันไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนทีสังเคราะห์​กันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเตนอสังคหิตนัย

      6) สมฺปโยโค วิปฺปโยโค​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีทั้งส่วนประกอบกันได้​ มีทั้งส่วนประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปโยควิปปโยคนัย

      7) สมฺปยุ​ตฺเตน​ วิปฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนประกอบกันไม่ได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปยุตเตนวิปปยุตตนัย

      8) วิปฺปยุตฺเตน​ สมฺปยัตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ วิปฺปยุต​เตนสัมปยุตตนัย

      9) สมฺปยุต​ฺเตน​ สมฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​มีส่วนประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปยุตเตนสัมปยุตตนัย

      10) วิปฺปยุตฺเตน​ วิปฺฺปยุตฺฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรมมีส่วนประกอบกันไม่ได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ วิปปยุตเตนวิปยุตตนัย

      11) สงฺคหิเดน​ สมฺปยุตฺตํ​ วิปฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สถาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สังคหิเตนสัมปยุตตวิปปยุตตนัย

      12) สมฺปยุตฺเตน​ สงฺคหิตํ​ อสงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่ประกอบกันได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ สัมปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตนัย

​      13) อสงฺคหิเตน​ สมฺปยุตฺตํ​ วิปฺปยุตฺตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่ประกอบกันได้​ เกี่ยวข้องกับส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ อสังคหิเดนสัมปยุุตตวิปปยุตตนัย

      14) วิปฺปยุตฺเตน​ สงฺคหิตํ​ อสงฺคหิตํ​ คือ​ นัยที่สภาวธรรม​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันไม่ได้​ มีทั้งส่วนที่สังเคราะห์​กันได้​ เกี่ยวข้อง​กับส่วนที่ประกอบกันไม่ได้​ จึงเรียกนัยนี้ว่า​ วิปยุตเตนสังคหิตาสังคหิตนัย

เมื่อรู้ข้อความจากนยมาติกาทั้ง​ 14​ ข้อแล้ว​ อค์สภาวธรรม​ และสถานภาพขององค์สภาวธรรม​ ก็จะรู้ได้จากลิงค์และพจน์​ ตัวอย่าง​ เช่น

      สงฺคโห ก็คือ​ ขันธนิทเทสที่เป็นเอกพจน์​ มีสถานภาพเป็นบทเภทสุทธ

      สงฺคหิตา​ ก็คือ​ ขันธนิทเทสที่เป็นพหูพจน์​ มีสถานภาพเป็นบทมูล​ บทมูลี เพราะมีลิงค์ตรงกับขันธ์นั่นเอง

      สงฺคหิตํ​ ก็คือ​ อายตนะนิทเทสที่เป็นเอกพจน์​ มีสถานภาพเป็นบทเภทสุทธ

      สงฺคหิตานื​ ก็คือ​ อายตนะนิทเทสที่เป็นพหูพจน์​ มีสถานภาพเป็น​ บทมูล​ บทมูลี เพราะมีลิงค์​ตรงกับอายตนะนั่นเอง

จำนวนบทที่แสดงได้ในแต่ละนยมาติกาก็ทราบได้โดยอาศัยมูลกมาติกา​ ตัวอย่างเช่น

      ปฐมนยมาติกา​ สงฺคโห​ อสงฺคโก​ แสดงได้​ 371 บท

      ทุติยนยมาติกา​ สงฺคหิเตน อสงฺคหิตํ​ แสดงได้​ 42 บท

      บทสรุป​ความทั้งหมด ในแต่ละครั้งที่จำแนก​ ก็ทราบได้​ โดยอาศัย​บทปุจฉาวาระ​ และบทวิสัชนาวาระ​ อันเป็นเหตุให้อ่านผังตารางได้ทะลุปรุโปร่ง​ ประดุจอ่านแผนที่ค้นหาทรัพย์

2. อัพภันตรมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนแสดงองค์สภาวธรรมในธาตุกถาปกรณ์​ ซึงเป็นปกรณ์​ที่จำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน​ ดังนั้นสภาวธรรม​ จากหมวดธรรม​ 22​ หมวด​ จึงจำเป็นต้องแยกเป็นส่วนของเชิงเดียว​และเป็นส่วนของเชิงซ้อนให้ชัดเจน​ ดังนี้

      ก. ส่วนของเชิงเดี่ยว

เมื่อนับจำนวนส่วนที่เป็นแม่บทชิงเดียวอย่างละเอียดครบถ้วน(ปูรณปทนิทเทส​)​ จึงได้​ 125 บท​ ดังนี้

      1. ขันธ์​ 5

      2. อายตนะ​ 12

      3. ธาตุ​ 18

      4. สัจจะ​ 4

      5. อินทรีย์​ 22

      6. ปฏิจจสมุปบาท​ 12

      7. สติปัฏฐาน​ 4

      8. สัมมัปปธาน​ 4

      9. อิทธิบาท​ 4

      10. ฌาน 4ง

      11. อัปปมัญญา​ 4

      12. อินทรีย์​ 5

      13. พละ​ 5

      14. โพชฌงค์​ 7

      15. อริยมรรค​มีองค์​ 8

      16. ผัสสะ​

      17. เวทนา

      18. สัญญา

      19. เจตนา

      20. จิต

      21. อธิโมกข์

      22. มนสิการ

รวม​ 125​ บท

      ที่รู้ว่า​ เป็นบทสภาวธรรม​ที่จำแนกเป็นแบบคัดรวมเป็นหมวดธรรม​ เพราะตั้งแต่ข้อที่​ 7​ ถึงข้อที่​ 15​ มีจำนวนตัวเลขที่เป็นเครื่องหมายการคัดรวมเป็นหมวดธรรมกำกับ​ ซึ่งก็ตรงกับวิภังค์​ ข้อที่​ 1-13​ ในวิภังค์ปกรณ์​นั่นเอง​ แต่ปฏิจจสมุปบาท​ 12​ เว้นนัยที่แสดงเป็นประเภท​ จึงเพิ่ม​ อินทรีย์​ 5​ พละ​ 5​ รวมเป็น​15​ บท

      ข. ส่วนของเชิงซ้อน

เมื่อนับจำนวนส่วนที่เป็นแม่บท(มาติกา)​เชิงซ้อนเฉพาะอย่างเดียว(เอกปทนิทเทส​)​ จึงได้​ 105 บท​ ดังนี้

      1. ขันธ์​ 5

      2. อายตนะ​ 12

      3. ธาตุ​ 18

      4. สัจจะ​ 4

      5. อินทรีย์​ 22

      6. ปฏิจจ​สมุปบาท​ 28

      7. สติปัฏฐาน

      8. สัมมัปปธาน

      9. อิทธิบาท

      10. ฌาน

      11. อัปปมัญญา

      12. อินทรีย์

      13. พละ

      14. โพชฌงค์

      15. มรรค

      16. ผัสสะ

      17. เวทนา

      18. สัญญา

      19. เจตนา

      20. จิต

      21. อธิโมกข์

      22. มนสิการ

รวม​ 105​ บท

      ที่รู้ว่า​ เป็นบทสภาวธรรมที่จำแนกเป็นแบบเชิงซ้อน​ ก็เพราะ​ตั้งแต่ข้อที่​ 7​ ถึงข้อที่​ 15​ ไม่มีจำนวนตัวเลขกำกับ​ เพราะมุ่งหมายถึงสภาวที่เป็นองค์องค์​ธรรมทำกิจ​โดยตรงเช่นหมวดสติปัฏฐาน​ 4​ ก็คือตัวสติที่เข้าไปกำหนดแยกนาม-รูป​(อุปคัณหนะ)​เป็นลักษณะ​ ไม่ใช่ตัวสติทั่วไปที่ไม่เลื่อนลอย​(อปิลาปนะ)​เป็นลักษณะ​ และสภาพใจเป็นใหญ่เป็นประธานด้วยหมวดธรรม​ เช่นด้วยหมวดอิทธิบาท​ 4​ นับเป็นหนึ่งเพราะสภาพใจเป็นใหญ่เป็นประธานด้วยธรรมหมวดนั้นๆ​ ความว่าใจมีสภาพถึงความสุดด้วยหมวดธรรมนั้นๆนั่นเอง​ แต่ปฏิจจมุปบาท​เว้นนัยที่แสดงเป็นประเภท​ จึงต้องเพิ่มสภาพที่ใจเป็นใหญ่​เป็นประธานด้วยหมวดอินทรีย์​ 5, หมวดพละ​ 5​ อย่างละหนึ่งสภาพ​ จึงรวมเป็น​ 15​ ข้อ


ปฏิจจสมุปบาท​ มี​ 3​ นัย

      1. นัยที่นับเป็นองค์​ มี​ 12​ ส่วน(บท)​ เพื่อให้เห็นวัฏฏจักร์​ 3​ กิเลส, กรรม​ และวิบาก​ เป็นปัจจัยสืบเนื่องกันเป็นวงจรไม่ขาดสายได้สะดวก ​คือ​ อวิชชา​ สังขาร​ วิญญาณ​ นามัยรูป​ สฬายตนะ​ ผัสสะ​ เวทนา​ ตัณหา​ อุปาทาน​ ภพ ชาติ​ ชรามรณะ

      2. นัยที่นับเป็นประเภท​ มี​ 18​ ส่วน(บท)​ เพื่อให้เห็นวัฏฏทุกข์​ดำเนินไปไม่จบไม่ไม่สิ้นตราบเท่ากิเลสยังไม่หมดสิ้นได้สะดวก​ คือ​ อวิชชา​ สังขาร​ วิญญาณ​ นามรูป​ สฬายตนะ​ ผ้สสะ​ เวทนา​ ตัณหา​ อุปาทาน​ ภพ ชาติ​ ชรา​ มรณะ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส

      3. นัยที่นับพิสดาร​เป็นเชิงซ้อน มี​ 28 ส่วน(บท)​ เพื่อให้เห็นแง่มุมการปฏิบัติ​ดับวัฏฏทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้สะดวก​ คือ​ อวิชชา​ สังขาร​ วิญญาณ​ นามรูป​ สฬายตนะ​ ผัสสะ​ เวทนา​ ตัณหา​ อุปาทาน​ กัมมภวพ อุปปัตติภพ(9) กามภพ​ รูปภพ​ อรูปภพ(โดยตัณหา)​ สัญญีภพ​ อสัญญีภพ​ เนวสัญญีนาสัญญีภพ(โดยสัญญา)​ เอกโวการภพ​ จตุโวการภพ​ ปัญจโวการภพ(โดยขันธ์)​ ชาติ​ ชรา​ มรณะ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส ที่นับ​เป็นองค์นั้นนับตามลักษณะ​ คือ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส​ ทั้ง​ 5​นี้ไม่ต้องนับโดยเฉพาะ​ นับรวมเข้าในชรามรณะด้วยกัน​ เพราะเมื่อว่าโดยลักษณะแล้ว​ ชรามรณะ​กับ​ โสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ อุปายาส​ ต่างล้วนมีลักษณะ​เหมือนกัน​ คือ​ มีอนิฏฐลักษณะ​ แปลว่า​ มีสภาพที่ไม่น่าปรารถนา​ไม่่่น่ายินดีเป็นลักษณะ​ อีกประการหนึ่ง​ ชรามรณะกับโสกะ​ ปริเทวะ​ ทุกข์​ โทมนัส​ และอุปายาส​ ต่างก็เป็นผลที่ได้รับมาจากเหตุอันเดียวกัน​ คือชาตินั่นเอง

ที่นับเป็นประเภทนั้นนับความต่างกันของสภาวะมิใช่สาธารณะ

ส่วนที่นับพิสดารเป็นเชิงซ้อนซึ่งเป็นเป้าหมาย​หลักของธาตุกถาปกรณ์​โดยตรง

3. นยมุขมาติกา​ คือ​ แม่บทที่เป็นส่วนกำหนดหลักการของวิธีการทั้ง​ 14​ วิธี​ ว่ามี​ 4​ แบบ​ คือ

      1) ​แบบ​ ตีหิ สงฺคโห ก็คือแบบที่สภาวธรรมสังเคราะห์​เข้ากันได้กับหมวดธรรม​ 3​ หมวด​ หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมแบบคัดรวมกันเป็น​ หมวดขันธ์​ หมวดธาตุ​ หมวด​ อายตนะ​

      2) แบบ​ ตีหิ อสงฺคโห ก็คือ​ แบบที่สภาวธรรมสงเคราะห์​เข้ากันไม่ได้กับหมวดธรรม​ 3​ หมวด​ หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมแบบคัดรวมกัน​เป็น​ หมวดขันธ์​ หมวดอายตนะ​ หมวดธาตุ

      3.) ​แบบ​ จตูหิ​ สมฺปโยโค ก็คือแบบที่สภาวธรรม(ฝ่าย​นามธรรม)​ประกอบเข้ากันได้เป็นประเภททนามธรรม​ 4​ ประเภท หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมฝ่ายนามธรรมเป็นแบบคัดแยกออกจากกันเป็นประเภทนามขันธ์​ 4​ คือเวทนาขันธ์​ สัญญาขันธ์​ สังขารขันธ์​ และวิญญาณขันธ์

      4.) แบบ​ จตูหิ​ วิปฺปโยโค​ ก็คือ​ แบบที่สภาวธรรม(ฝ่ายรูปธรรม)​ประกอบเข้ากันไม่ได้​เป็นนามธรรม​ 4​ ประเภท​ หมายถึงการจำแนกสภาวธรรมฝ่ายรูปธรรมเป็นแบบการขัดแยกออกจากกัน เป็นประเภทนามขันธ์​ 4​ คือ​ เวทนาขันธ์​ สัญญาขันธ์​ สังขารขันธ์​ และ​ วิญญาณขันธ์

การสังเคราะห์​สภาวธรรม​ มี​ 4​ แบบ คือ

      1. แบบ​ ชาติสังคหะ​ โดยอาศัยสภาวธรรมมีเชื้อชาติเป็นอย่างเดียวกัน​ จึงส่งผลมีสถานภาพ​เป็นพวกเดียวกันนั่นเอง​ ตัวอย่างเช่น​ ที่​ทรงตรัสว่า​ " วิสาขะผู้มีอายุ​ สภาวธรรมเหล่านี้​ คือ​ สัมมาวาจา​ สัมมากัมมันตะ​ สัมมาอาชีวะ​ สังเคราะห์​เป็นพวกศีล" (ม.มู 12/462/503)

      2. แบบ​ สัญชาติสังคหะ​ โดยอาศัยสภาวธรรมสืบเชื้อชาติจากแหล่งเดียวกัน​ จึงส่งผลให้มีสถานภาพเป็นฝ่ายเดียวกันนั่นเอง​ ตัวอย่างเช่น​ ที่ทรงตรัสว่า " วิสาขะผู้มีอายุ​ สภาวธรรมเหล่านี้​ คือ​ สัมมาวายามะ​ สัมมาสติ​ สัมมาสมาธิ​ สังเคราะห์​เป็นฝ่ายสมาธิ​"(ม.มู​ 12/462/503)

      3. แบบ​ กิริยาสังคหะ​ โดยอาศัยสภาวธรรมทำงานในแหล่งเดียวกัน​ จึงส่งผลให้มีสถานภาพเป็นกลุ่มเดียวกันนั่นเอง​ ตัวอย่าง​เช่นที่ทรงตรัสว่า​ " วิสาขะผู้มีอายุ​ สภาวธรรมเหล่วนี้​ คือ​ สัมมาทิฏฐิ​ สัมมาสังกัปปะ​ สังเคราะห์​เป็น​กลุ่มปัญญาขันธ์​ (ม.มู​ 12/462/503) แบบ​ คณนสังคหะ​ โดยอาศัยการนับจำนวนสภาวธรรมเข้าคณะ(สังกัด)​ ตัวอย่าง​ เช่น​ จักขายตนะสังเคราะห์​เข้ากับรูปชันธ์(จำนวนรูป​ 28)​ได้เท่าไรบ้าง? (อภิ.ก​ 37/471/501)

ในธาตุกถา​ปกรณ์​จึงหมายเอาการสังเคราะห์​แบบ​ คณนสังคหะนั่นเอง

การสัมปยุตต์กันได้ของนามธรรมต้องประกอบพร้อมกันด้วยอาการ​ 4​ อย่าง​ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้​ คือ

      1) เอกุปปาทะ เกิดพร้อมกับ​น

      2) เอกนิโรธะ​ ดับพร้อมกัน

      3) เอกาลัมพนะ​ มีอารมณ์ที่ยึดเกาะอันดียวกัน

      4) เอกวัตถุกะ​ มีวัตถุที่อาศัยอันเดียวกัน

4. ลักขณมาติกา​ คือแม่บทที่เป็นส่วนบอกลักษณะ​การสังเคราะห์​แบบ​.คณนสังคหะ​ ทีธาตุกถา​ปกรณ์​ใช้​ ว่ามี​ 2​ แบบ​ คือ

      1) แบบ​ สภาคะ​ คือ​ แบบที่สภาวธรรมมีส่วนเข้ากันได้ทั้งหมด​ เหตุเพราะมีส่วนเสมอเหมือน​กันทั้งหมดนั่นเอง​ จึงไม่มีส่วนเหลือ

      2) แบบ​ วิสภาคะ​ คือ​ แบบที่สภาวะมีส่วนเข้ากันไม่ได้ทั้งหมด​ เหตุเพราะไม่ส่วนเสมอเหมือน​กันทั้งหมดนั่นเอง​ จึงมีส่่วนเหลือ

พาหิรมาติกา​ คือแม่บทที่เป็นส่วนแจ้งให้ทราบ​ว่า​ บทประเภทธรรมทั้งหมด​ 266 บทที่นำมาจากธัมมสังคณีปกรณ์​นั้นยังถือว่าเป็นบทธรรมภายนอกธาตุกถา ปกรณ์​อยู่​ เหตุเพราะต้องนำมาสังเคราะห์​แบบ​ คณนสังคหะซ้อนอีกครั้งนั่นเอง

      ข. ภาคนิทเทศ​ คือ​ ภาคส่วนที่แสดงรายละเอียดของภาคอุทเทศ​ คือมาติกาทั้ง​ 5​ ประชุม​บรรจบลงที่นยมาติกา(แม่บทที่แสดงวิธีการ​จำแนก​ 14​ วิธี)​ ซึ่งจะปรากฏชัดแจ้งในผังตารางการ​ จำแนกแต่ละวิธี​ ประดุจการเห็นลายแทง​หาขุมทรัพย์​ที่ละเอียดซับซ้อน​ได้ดี​ เพราะศึกษา​รายละเอียด​เนื้อหาทุกแง่ทุกมุมในปกรณ์​ที่ลึกซึ้งซับซ้อน​ ซึ่งในบรรดาอภิธรรมทั้ง​ 7​ ปกรณ์​ คัมภีร์​นิสสยะ​ อักษร​ปัลลวะ​ อักษร​สิงหล​ระบุว่า​ มี​ 3​ ปกรณ์​ คือ

      1. ธาตุกถา​ปกรณ์​ ลึกซึ้งซับซ้อนการจำแนกสภาวธรรมเป็นเชิงซ้อน

      2. กถาวัตถุปกรณ์​ ลึกซึ้งซับซ้อนชั้นเชิงการแสดงวิวาท(ลัทธิ)

      3. มหาปัฏฐานปกรณ์​ ลึกซึ้งซับซ้อน​ หลักการ​ ประเด็น​ และวาระ

เมื่อศึกษา​ธาตุกถา​ปกรณ์​ละเอียดทุกแง่ทุกมุม​ดีแล้ว​ พอเห็นบทธรรม​ ก็จะทราบถึงวิธีการจำแนก​ และแม่บทที่ใช้จำแนก​ทันที​ ประดุจนักชิมที่สันทัดอาหาร​ พอเห็นอาหารก็จะทราบถึงส่วนประกอบ​และขั้นตอน​การปรุงทันที​เช่นกัน

      เมื่อศึกษากถาวัตถุปกรณ์ละเอียดทุกแง่มุม​ดีแล้ว​ พอทราบประเด็นที่วิวาทะ ก็จะตัดสินได้ว่า​ ควรถามนำ​ หรือถามกลับ​ หรือถามเพื่อตำห​นิ​ หรือถามเพื่อสรุป​ ได้ทันทีประดุจเซียนมวยที่อ่านเชิงขาดก็จะตัดสินได้ว่า​ ท่านี้​ ควรใช้แม่ไม้ท่าไหนปะทะทันทีเช่นกัน

เมื่อศึกษา​มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​ละเอียดทุกแง่มุมดีแล้ว​ พอเห็นปัจจัย​ ก็จะหยั่งถึง​ หลักการ, ประเด็น​ และ วาระได้ทันที​ ประดุจนักประดิษฐ์​เครื่องยนต์​ พอเห็นเครื่องยนต์​ ก็หยั่งถึง​ กลไก, ระบบ​ และระเบียบได้ทันทีเช่นกัน

(โปรดติดตามเนื้อหาที่ละเอียดซับซ้อนทำนองเดียวกันกับธาตุกถาปกรณ์​ในกถาวัตถุ​ปกรณ์​ และในมหาปัฏ​ฐาน​ที่จะนำเสนอในคราวต่อไปครับ)​

---------///---------

 

ธาตุกถาปกรณ์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.