สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


มหาปัฏฐานปกรณ์​   

   คัมภีร์​นี้มีลักษณะอย่างไร? 1.

   เนื้อหาที่กว้างใหญ่​ละเอียดสุขุุ่มลุ่มลึกพิสดาร​เช่นนี้​ มีลำดับการเรียนรู้(อนุปุพพสิกขา)​ ลำดับการบริหารจัดการการเรียนรู้(อนุปุพพกิริยา)​ และลำดับการปฏิบัติฝึกฝนการเรียนรู้(อนุปุพพปฏิปทา)​ให้เกิดความเข้าใจรวมทั้งให้เกิดทักษะ(ความเชี่ยวชาญ)​ได้อย่างไร? 1.

   อะไรเป็นผลประจักษ์​ว่า​ ลำดับทั้ง​ 3​ นั้น​ สัมฤทธิ์ผล? 1.

   นิสสยาจารย์กล่าวว่า​ การมองเห็น(จักขุวิญญาณ)​ในภูมิต่างๆ​ มี​ มนุษย์​ภูมิ​ กับเทวภูมิเป็นต้น​ มีความยิ่งและความหย่อนต่างกันได้​ เช่น​ ในมนุษย์​ภูมิ​ ต้องมีตา(จักขุประสาท)​ดี​ มีรูปา​รมณ์​(ภาพ)​ดำรงอยู่ในระยะที่เหมาะสม(ระยะที่ตาโฟกัสได้เหมาะ)​ มีแสงสว่าง(อาโลกะ)​พอเหมาะ​ และต้องมีความสนใจ(มนสิการ)​ที่จะดูด้วย​ ส่วนในเทวภูมิ​ สภาวธรรมทั้ง​ 4​  ประการจะยิ่งหรือหย่อนไปบ้างก็ได้​ ด้วยมีสถานภาพเป็นทิพย์นั่นเอง​ ซึ่งทั้งหมดนั้น​ เป​็นวิสัยที่เป็นไปในขอบเขต​ของภูมิทั้ง​ 31ภูมินั่นแหละ​ แต่ถ้าเป็นวิสัยที่เป็นไปในโลกทั้ง​ 3​ มี​ สัตวโลก​(โลกคือสัตว์)​ สังขารโลก​(โลกคือสังขาร)​ และโอกาสโลก(โลก​คือจักรวาล)​ โดยโลกในความหมายว่า เป็นสภาวธรรมที่แปรปรวน​ไม่ยั่งยืนคงทน​ มิใช่ความว่า​ ภพภูมิ​ หรือ​ หมู่สัตว์(อภิธาน​ 1041) ซึ่งต้องอาศัยธรรมที่เป็นปัจจ  12​ ประการ​ ก่ออาการที่เป็นปัจจัยได้​ 73  ปัจจัย​ จึงจะครอบคลุม​ โลกทั้ง​ 3​ ได้​ มีดังนี้​ คือ

   1. ปัญจทวาราวัชชนจิต​ มีอาการที่เป็นปัจจัยได้​ 5​ ปัจจัย

   2. ปัจุปปันอารมณ์​ มีอาการที่เป็นปัจจัยได้​ 4​ ปัจจัย

   3. มัชฌิมา​ยุกจักขุปสาท  มีอาการที่เป็นปัจจัยได้​ 6​ ปัจจัย

   4. อดีต​เจตนากรรม​ มีอาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 2​ ปัจจัย

   5. อาโลกะ(แสงสว่าง) มีอาการที่เป็นปัจจัยได้​ 1​ ปัจจัย

   6. ผัสสเจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 8​ ปัจจัย

   7. เวทนาเจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 8​ ปัจจัย

   8. สัญญา​เจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 9​ ปัจจัย

   9. เจตนาเจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัยได้​ 9​ ปัจจัย

   10. เอกัคคตา​เจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 8​ ปัจจัย

   11. ชีวิตินทริยเจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 8​ ปัจจัย

   12. มนสิการเจตสิก​ มี​ อาการที่เป็นปัจจัย​ได้​ 7​ ปัจจัย

   ซึ่งคำอธิบาย​ของพระนิสสยาจารย์​ก็สอดคล้อง​กับคำพูดของพระฏีกาจารย์​ พระอรรถกถาจารย์​ รวมทั้งพระพุทธ​พจน์​ด้วย​ ดังข้อความที่กล่าวว่า​ เมื่อพระพุทธ​องค์​ทรงพิจารณา​พระอภิธรรม​ 6​ ปกรณ์​ ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ​ สภาวธรรมที่มีวิสัยครอบงำภพภูมิ​ทั้ง​ 31ภูมิ​ พระฉัพพรรณรังสี​ ก็ยังไม่แผ่ซ่าน​ออกจากพระวรกาย​ แต่ครั้นพอพิจารณา​ มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​ด้วยสัพพัญญุต​ญาณ​ ที่สภาวครอบงำโลกทั้ง​ 3​ พระฉัพพรรณรังสี​ก็แผ่ซ่าน​พวยพุ่งออกจากพระวรกายทันที​ นี่ก็คือลักษณะ​และอานุภาพ​ของคัมภีร์​มหาปัฏ​ฐาน​นั่นแล

มหาปัฏ​ฐาน​ปกรณ์​ (ตอนที่​ 2.)

   ส่วนลำดับทั้ง​ 3​ มี​ อนุปุพพสิกขา​ เป็นต้น​ สรุปได้เป็น​ 3​ ขั้นตอน​ คือ

   ก. คือขั้นตอนนำปัจจัย​ 24​ มาสัมพันธ์​กับธรรมนัย​ 4​ นัย(ธัมมานุโลม, ธัมมปัจจนียะ, ธัมมานุโลมปัจจนีธ, ธัมมปัจจนียานุโลม)​ และสัมพันธ์​กับหมวดธรรม​ 6​ หมวด(ติกปัฏฐาน, ทุกปัฏฐาน, ทุกติกปัฏฐาน, ติกทุกปัฏ​ฐาน, ติกติกปัฏ​ฐาน, ทุกทุกปัฏ​ฐาน)​เพื่อตั้งเป็นหัวข้อคำถาม​ เรียก​ว่า​ สมันตปัฏ​ฐาน​(ปัฏฐานที่ตั้งหัวข้อคำถามล้วนๆยังไม่แตกประเด็นเป็นรายละเอียด​จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า

สังเขป​ปัฏ​ฐาน)

   ข. ขั้นตอนการแตกประเด็นขยายคำถามให้ครอบคลุม​โลกทั้ง​ 3​ โดยมึขบวนการดังนี้​ :-

   ซึ่งเมื่อว่าด้วยวิสัยวาระสังขยา​ 2​ วาระ​ คือ​ เอกมูละ​ และ​ ทุมูลกาทิก็จะได้รูปแบบขบวนการเป็น​ 2​ นัย คือ​ นัยอรรถกถาจารย์​ และ​  นัยมูลฏีกาจารย์

   ค. ขั้นตอนการสรุปผล​ ที่ได้จากขั้นตอนข้อ​ ก.​ และขั้นตอนข้อ​ ข.​ ว่าเรียนรู้​แบบนี้แล้ว​ จะไม่สับสน​ เพราะรอบรู้นัยพิสดาร​ 41  นัย​ มี​ ดังนี้

   1. โดยศัพท์

   2. โดยการวิเคราะห์​ศัพท์

   3. โดยอรรถที่ศัพท์วิเคราะห์​นั้นแสดง

   4. โดยอารัมภกถา​ คือ​ โดยเพียรรู้ความมุ่งหมายแห่งศัพท์​และอรรถนั้น

   5. โดยปัจจยุทเทส(หัวข้อที่เป็นสาระหลักในปัจจัย​ 24)​ และปัจจยนิทเทส(หัวข้อที่เป็นสาระรองลงมาในปัจจัย​ 24)

   6. โดยความเป็นปัจจัย​ เป็นปัจจยุปบันน์ เป็นปัจจนิก

   7. โดยลักษณะ​ และวิสัยแห่งชาติ​ กาล​ และขณะย่อย

   8. โดยภูมิ​ ทวาร​ วิถี​ และ​ โอกาส

   9. โดยชาติของปัจจัย

   10. โดยสภาคปัจจัย​ และอสภาคปัจจัย

   11. โดยฆฏนา(จำนวนกลุ่มปัจจัยที่เข้ากันได้)

   12. โดยธรรมอย่างหนึ่งเป็นได้หลายปัจจัย​ ปัจจัยหนึ่งๆเป็นได้หลายองค์ธรรม

   13. โดยธรรมหลายอย่างเป็นได้หลายปัจจัย​ และเป็นร่วมกันหลายปัจจัย

   14. โดยปัจจัยที่ต่างกันด้วยพยัญชนะ​ ต่างกันด้วยอรรถ, ​ เหมือนกันด้วยอรรถ​ ต่างกันด้วยพยัญชนะ, ต่างกันด้วยชาติ​ เหมือนกันด้วยชาติ, ต่างกันด้วยขณะย่อย​ เหมือนกัน​ด้วยขณะย่อย, ต่างกันด้วยโอกาส​ เหมือนกันด้วยโอกาส, ต่างกันด้วยองค์​ธรรม​ เหมือนกันด้วยองต์ธรรม, เป็นคู่ๆ

   1​5. โดยสัพพัฏฐานิกปัจจัย​ อสัพพัฏฐานิกปัจจัย, โดยสาธารณปัจจ อสาธารณปัจจัย​ แก่นามและรูป

   16. โดยสรุปปัจจัย​ ด้วยการสงเคราะห์​ปัจจัย​ ยกเว้นปัจจัยที่ควรยกเว้น​ ขยายปัจจัยหลัก(ปัจจัย24)​เป็นปัจจัยพิสดาร(ย่อย)​ตามความเหมาะแก่การค้นหาองค์ธรรม​ มีหลายชุด เช่นชุด​ 47 ปัจจัย, ชุด​ 49​ ปัจจัย, ชุด​ 50​ ปัจจัย, ชุด​ 52 ปัจจัย, ชุด​ 56​ ปัจจัย

   17. โดยลักษณะ​เด่นพิเศษ​ของปัจจัย

   18. โดยสาเหตุการเกิดขึ้นของปัจจัย และที่เกิดของปัจจัย​ 

   19. โดยธรรมนัย,โดยอรรถนัย,โดยธรรมฐีตินัย,โดยธรรมนิยามนัย

   20. โดยอัพยาปารนัย,โดยเอวังธัมมตานัย

   21. โดยสัมปยุตตเหตุ,โดยอนุเคราะห์​เหตุ

   22. โดยปริยาย,โดยนิปปริยาย

   23. โดยสัจจะ,โดยปรมัตถประโยชน์

   24. โดยปริญญา(โดยการกำหนดวิสัยที่เป็นไปได้)

   2​5. โดยการนำไปเปรียบเทียบนัยต่างๆ, ธรรมต่างๆ, สูตรต่างๆ

   26. โดยยกบทธรรมอื่น​ๆ​ มี​ วิปัสสนา​ภูมิ​ 6,โพธิปักขิยธรรม​ 37 เป็นต้น​ เพื่อแสดงวิสัยที่เป็นไปได้ว่า​ ธรรมหนึ่งๆเป็นได้หลายปัจจัย​ ในขณะใด, โอกาสใด, แก่ธรรมใด​ เช่น​ อรหัตผล​ที่เป็นอเสขธรรม​ เป็นได้กี่ปัจจัย, ในขณะใด, โอกาสใด, แก่ธรรมใด​ เป็นต้น

   27. โดยสุตตันตนัย, โดยอภิธรรม​นัย

   28. โดยปฏิบัติ​นัย, โดยปฏิเวธนัย, โดยปริญญานัย

   29. โดยนัยที่สุขุมลึกซึ้ง​ มี​ เทสนานัย, ธรรมนัย, อรรถ​นัย, ธรรมฐิติ​นัย, ธรรมนิยามนัย, อัพยาปารนัย, เอวังธรรมตานัย, สภาวนัย, ปรมัตถนัย, ลักขณนัย, ลักขณา​ทิจตุกนัย, สหชาตนัย, อัญญมัญญนัย, สัมปยุตตนัย, สัจจนัย, ปฏิบัติ​นัย, ปฏิเวธนัย, ปริญญานัย

   30. โดยความกว้างขวาง​วิจิตรพิสดาร​ ที่บัณฑิตพึงเห็นได้ด้วยการประจักษ์​ประโยชน์

   31. โดยเป็นนัยกระชับรัดกุม​ ที่บัณฑิต​พึงกำหนดรู้ได้

   32. โดยเป็นนัยที่ครอบคลุม​ปัฏ​ฐาน​ทั้ง​ 6​ ได้ครบ​ มี​ ติกปัฏ​ฐาน​ เป็นต้น

   33. โดยเป็นนัยอนุโลมปัฏ​ฐาน​ และเป็นนัยปฏิโลมปัฏ​ฐาน​(ปัจจนียปัฏฐาน)​ ที่เป็นไปในหมวดมาติกาทั้ง​ 6​ มีติกปัฏ​ฐาน​ เป็นต้น

   34. โดยเป็นนัยอนุโลมปัจจนียปัฏฐาน​ และเป็นนัยปัจจนียานุโลมปัฏ​ฐาน​ ที่เป็นไปในหมวดมาติกาทั้ง​ 6​ มีติกปัฏ​ฐาน​ เป็นต้น

   35. โดยความเป็นสรุปปัฏฐาน​ 24 (สมันตปัฏ​ฐาน)

   3​6. โดยเป็นประโยชน์​จากการนำมาติกาทั้ง​ 6​ หมวดเข้าไปสัมพันธ์​กับธรรมนัย​ 4​ และกับปัจจัยนัย​ 4

   37. โดยเป็นปัณณัติวาระ​ คืิอ​ เป็นทั้งอุทเทสวาระและปุจฉา​วาระ​ที่เป็นช่วงตอนการกำหนดประเด่นที่จะแสดง

   38. โดยเป็นช่วงตอนอาศัยวาระต่างๆ​ มี​ 7​ วาระ​ คือ​ ปฏิจจวาระ, สหชาตวาระ, ปัจจยวาระ, นิสสยวาระ, สังสัฏฐวาระ, สัมปยุตตวาระ, ปัณหาวาระ​ เพื่อกำหนดรู้ผลและปัจจัย​ เพราะฉวาระแสดงผล​ ปัญหา​วาระแสดงปัจจัย

   39. โดยเป็นขั้นตอนที่ปัจจัยนัยทั้ง​ 4​ คือ​ อนุโลมปัจจัย, ปัจจนีปัจจัย, อนุโลมปัจจนียปัจจัย, ปัจจนียานุโลมปัจจัย​ อาศัยวาระทั้ง​ 7​เพื่อแตกประเด็นการถามตอบให้ได้หลากหลายแง่มุม

   40. โดยเป็นขั้นตอนที่ธรรมนัยทั้ง​ 4​ คือ​ อนุโลมนัย, ปัจจนียนัย, อนุโลมปัจจนียนัย, ปัจจนียานุโลมนัย​ อาศัยฆฏนา(จำนวนปัจจัย​ในกลุ่มปัจจัยที่เข้ากันได้)​เพื่อกำหนดรู้ว่าปัจจัยหลัก​ คือ​ ปัจจัย​ 24​ในวาระนั้นๆ​มีจำนวนปัจจัย​กี่ปัจจัย

   41. โดยเป็นนัยที่กว้างขวาง​ละเอียดพิสดาร​สุขุมลุ่มลึก​ มี​ นัยถือเอาประโยชน์​สูงสุดได้, นัยที่หยั่งรู้อรรถ​ที่สลับซับซ้อน​ได้​ เป็นต้น​ อาศัยฆฏนาจำแนกเป็นประเภทปัฏ​ฐาน​ 3​ ประเถท​ คือ​ สมันตปัฏ​ฐาน, อนันตปัฏฐาน, อนันตสมนันตปัฏ​ฐาน​ เพื่อจะเห็นช่องทางว่านำไปสังเคราะห์​เข้ากับนัยตางๆได้เข้ากันสนิท​ ดุจเป็นผ้าเนื้อเดียวกันได้หรือไม่​?

   ซึ่งถึงแม้จะไม่สับสน​ขบวนการความเป็นไปของสภาวธรรมต่างๆแล้ว เพราะอาศัยการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยลำดับทั้ง​ 3​ ประการอันเป็นเหตุให้รอบรู้นัยพิสดารดังกล่าวแล้ว​ ก็ยังสำทับไม่ให้ชล่าใจไว้อีกว่า​ ถ้าประสงค์​จะมีทักษะ(ความชำนาญ)​ก็ควรหมั่นฝึกฝนการค้นหาองค์ธรรมจากพระดำรัจในพระคัมภีร์​ชึ่งมีแต่เนื้อความนั้นเถิด

----------///----------

 

[full-post]

มหาปัฏฐานปกรณ์​

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.