พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๙)

---------------------------

ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์ 

..........................................................

... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น 

... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก 

..........................................................

“นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์” (ต่อ)

มาช่วยกันพิจารณาให้ลึกลงไปอีกนิด 

ผู้ที่เข้ามาถือเพศเป็น “พระ” ในพระพุทธศาสนาและประพฤติปฏิบัติตรงตามแบบแผนที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ ก็ยังอาจถูกมองว่าเป็นคนไร้สาระและไม่มีประโยชน์ได้หรือไม่?

อาจถูกมองเช่นนั้นได้อย่างยิ่ง อย่าว่าแต่พระในปัจจุบันวันนี้เลย ถอยไปจนถึงพระในสมัยพุทธกาล ก็ถูกมองว่าเป็นคนไร้สาระและไม่มีประโยชน์

อย่าว่าแต่พระธรรมดาเลย พระอรหันต์ก็ถูกมองว่าเป็นคนไร้สาระและไม่มีประโยชน์

และอย่าว่าแต่พระซึ่งเป็นสาวกเลย แม้แต่องค์พระพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าของพระศาสนาแท้ๆ ก็ยังถูกมองว่าเป็นคนไร้สาระและไม่มีประโยชน์

ประเด็นจึงอยู่ที่ (๑) เนื้อตัวแท้ๆ ของความเป็นพระคืออะไร และ (๒) คนมอง-มองเห็นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า

(๑) เนื้อตัวแท้ๆ ของความเป็นพระคืออะไร

ก็คือ เมื่อเข้ามาครองเพศบรรพชิตแล้วก็ปฏิบัติตามหลักการของเพศบรรพชิต คือ (๑) อะไรที่ห้ามทำ ก็ไม่ทำ (๒) อะไรที่ต้องทำ ก็ไม่ละเลย

หรือพูดตามหลักวิชาการก็คือ ทำ “ธุระ” ๒ ประการ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ ให้บริบูรณ์

คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เรื่องพระจักขุบาลเถระ ให้ความหมายของคันถธุระและวิปัสสนาธุระไว้ดังนี้ -

..........................................................

อตฺตโน  ปญฺญานุรูเปน  เอกํ  วา  เทฺว  วา  นิกาเย  

สกลํ  วา  ปน  เตปิฏกํ  พุทฺธวจนํ  อุคฺคณฺหิตฺวา  

ตสฺส  ธารณํ  กถนํ  วาจนนฺติ  อิทํ  คนฺถธุรํ  นาม.

การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี 

จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฎกก็ดี 

ตามสมควรแก่ปัญญาของตน 

แล้วจำทรงไว้ บอกกล่าว สั่งสอนพุทธวจนะนั้น 

ดังนี้ชื่อว่าคันถธุระ.

สลฺลหุกวุตฺติโน  ปน  ปนฺตเสนาสนาภิรตสฺส  

อตฺตภาเว  ขยวยํ  ปฏฺฐเปตฺวา  

สาตจฺจกิริยาวเสน  วิปสฺสนํ  วฑฺเฒตฺวา  

อรหตฺตคฺคหณนฺติ  อิทํ  วิปสฺสนาธุรํ  นาม.

ภิกษุผู้มีความประพฤติเรียบง่าย 

ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด

เริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ 

ยังวิปัสสนาให้เจริญโดยไม่ขาดสายจนบรรลุพระอรหัต 

ดังนี้ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ.

..........................................................

ความที่ยกมานี้อยู่ในคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เป็นคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนบาลี และนักเรียนบาลีต้องเรียนตั้งแต่ชั้นต้น

แต่เพราะเราเรียนบาลีเพื่อสอบได้ ใครจะเอาไปประพฤติปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ เรายืนยันกันว่า “ควรเป็นไปตามอัธยาศัย” และนักเรียนบาลีส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาสิ่งที่เรียนไปประพฤติปฏิบัติจริงจัง เพราะฉะนั้น พอสอบได้แล้วเราก็ลืมหมด

..........................................................

ขอย้ำว่า ความข้อนี้-หรือการพูดทำนองนี้

ผมเจตนาพูดเพื่อให้กระทบใจ

..........................................................

อะไรที่ห้ามทำ ก็ไม่ทำ 

อะไรที่ต้องทำ ก็ไม่ละเลย

บำเพ็ญธุระ ๒ อย่างให้บริบูรณ์

ทำได้อย่างนี้ คือเข้าถึงเนื้อตัวแท้ๆ ของความเป็นพระ

ทำหน้าที่ของพระเต็มตามมาตรฐานของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาแล้ว

(๒) คนมอง-มองเห็นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือเปล่า

เมื่อทำหน้าที่ของพระเต็มตามมาตรฐานของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงกังวลสนใจว่าใครจะมองว่าพระเป็นคนไร้สาระและไม่มีประโยชน์ หรือใครจะมองว่าอย่างไร 

พระไปเกณฑ์ให้ชาวบ้านมองพระให้ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงไม่ได้

แต่พระสามารถทำหน้าที่ของพระให้เต็มตามมาตรฐานของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาได้

ปัญหา-หรือสาเหตุของปัญหาจึงอยู่ที่ว่า พระทำหน้าที่ของพระให้เต็มตามมาตรฐานของบรรพชิตในพระพุทธศาสนาได้มากน้อยแค่ไหน

อะไรที่ห้ามทำ ก็ไม่ทำ 

อะไรที่ต้องทำ ก็ไม่ละเลย

บำเพ็ญธุระ ๒ อย่างให้บริบูรณ์

ถ้าทำอยู่แล้ว กำลังทำอยู่ และจะทำเช่นนี้ตลอดไป

แบบนี้ ใครจะมองอย่างไรก็ปล่อยให้แ-มองไปเถอะ ไม่ต้องไปกลัวมัน

แต่ถ้าทำมั่ง ไม่ได้ทำมั่ง 

อ้างเหตุผลนั่นนี่โน่น (เช่น-อาตมาเป็นพระปุถุชน ...)

แบบนี้ เริ่มมีปัญหาแล้ว

ปัญหาไม่ได้เกิดจากคนมอง

แต่เกิดจากการกระทำของพระเอง

ปัญหาที่กำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ พระมองสาระและประโยชน์ของความเป็นพระเบี่ยงเบนไปจากที่ควรจะเป็น 

พูดกันตรงๆ ก็คือ พระกำลังจะไม่รู้ว่า “ดีของพระ” คืออะไร

ขอขยายความด้วย ๒ เรื่องนี้ -

..........................................................

-๑-

หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่เทศก์ ฯลฯ ท่านไม่ได้จบดอกเตอร์ ท่านไม่ได้ไปเรียนเมืองนอก ท่านไม่ได้พูดฝรั่ง แต่มีคนจบดอกเตอร์ มีนักเรียนนอก มีคนพูดฝรั่งคล่องเป็นจำนวนมากดั้นด้นไปหาท่าน ไปกราบท่าน ไปคารวะท่าน แม้ท่านล่วงลับไปแล้วก็ยังเคารพบูชาท่านไม่เสื่อมคลาย

-๒-

โยมคนหนึ่งใส่บาตรทุกเช้า สามเณรรูปหนึ่งมารับอาหารบิณฑบาตทุกวัน

วันหนึ่งโยมถามสามเณรว่า เณร เรียนถึงไหนแล้ว

สามเณรตอบว่า จบ ม.ต้นแล้ว ตอนนี้กำลังเรียน ม.ปลาย

โยมได้ฟังดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า เรียนแบบนี้ก็เหมือนหลานฉันนะสิ แบบนี้ฉันไม่ต้องใส่บาตรก็ได้ เอาให้หลานฉันกินก็ได้บุญเหมือนกัน

..........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑ มิถุนายน ๒๕๖๖

๑๖:๔๙ 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๙)

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.