สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สภาวความหมดจดที่สง่างามเป็นปรมัตถ์ที่มีองคธรรมรองรับ หรือสักแต่ว่าเป็นชื่อที่บัญญัติใช้เรียกขานกันเท่านั้น?

   กิจใดๆก็ตามที่ป้องกันความเสียหายและความผิดพลาดได้ กิจนั้นๆย่อมหมดจดที่ปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า ความถูกต้องสง่างาม ก็เพราะปราศจากทั้งความเสียหาย และทั้งความผิดพลาดนั่นเอง

   ถามว่า สภาพความเสียหายและความผิดพลาด เป็นไฉน?

   ตอบว่า 

   ๑. การจัดการกิจใดที่ขาดความ รอบคอบ(สัมปชัญญะ) คือ ทั้งส่วนที่เป็นประโยชน์(สาตถกสัมปชัญญะ) ทั้งส่วนที่เป็นความเหมาะสม(สัปปายสัมปชัญญะ) กิจนั้นย่อมเสียหาย ตรงกับสุภาษิตไทยว่า " ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ "

   ๒. การบริหารกิจใดที่ขาดความรอบคอบ(สัมปชัญญะ) คือทั้งส่วนที่เป็นประเด็น(อสัมโมหสัมปชัญญะ) ทั้งส่วนที่เป็นเรื่อง(โคจรสัมปชัญญะ) กิจนั้นย่อมผิดพลาด ตรงกับสุภาษิตไทยว่า " เกาไม่ถูกที่คัน "

   ในบรรดาปิฏกทั้ง ๓ อภิธรรมปิฏก เปรียบได้กับกระดูกที่ให้ความแข็งแรง(=ปัญญา) พระสูตรปิฏก เปรียบได้กับเนื้อที่ให้ความสมบูรณ์(=สมาธิ) พระวินัยปิฏก เปรียบได้กับผิวหนังที่ให้ความสวยงาม(=ศีล) คือความบริสุทธิ์หมดจดที่สง่างามนั่นเอง

   ดังจะขอนำเอา เรื่องการวินิจฉัย ว่าด้วยการทำเภสัชและพระปริตรมาสาธก :-

      ก็ในการทำยา ทำพระปริตร และการปฏิสันถารทั้งหลาย พึงทราบวินิจฉัยเรื่องการทำยาก่อน"(วิ.อฏฺ.๑/๕๐๘) ภิกษุไม่ควรทำเภสัชแก่ชนอื่นทุกคนที่มาถึง เมื่อกระทำ ต้องอาบัติทุกกฏ. อนึ่ง ภิกษุควรทำยาแก่สหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี, จริงอยู่ สหธรรมิกทั้ง ๕ เหล่านั้น เป็นผู้มีศีล ศรัทธา และปัญญาเสมอกัน ทั้งประกอบในไตรสิกขาด้วย ภิกษุจะไม่ทำเภสัชให้ ย่อมไม่ได้ และเมื่อจะทำ หากสิ่งของ ของสหธรรมิกเหล่านั้นมีอยู่, พึงถือเอาสิ่งของ ของสหธรรมิกเหล่านั้นปรุงให้ ถ้าไม่มี, ควรเอาของ ๆ ตนทำให้ ถ้าแม้ของ ๆ ตนก็ไม่มี พึงแสวงหาด้วยภิกขาจารวัตร หรือจากที่แห่งญาติและคนปวารณา (ของ ตน), เมื่อไม่ได้ ควรนำสิ่งของมาทำให้ แม้ด้วยอกตวิญญัติ ( คือขอกับผู้ที่ไม่ได้ทำ ปวารณาไว้) เพื่อประโยชน์แก่คนไข้

   ควรทำยาให้แก่คน ๕ จำพวก แม้อื่นอีก คือ ๑. มารดา ๒. บิดา ๓. คนบำรุงมารดาบิดานั้น ๔. ไวยาวัจกรของตน ๔. ปัณฑุปลาส คนผู้ที่ชื่อว่า ปัณฑุปลาส ได้แก่ คนผู้มุ่งบรรพชา ยังอยู่ในวิหารตลอดเวลาที่ยังตระเตรียมบาตร และจีวร, บรรดาชน ๕ จำพวกเหล่านั้น ถ้ามารดาและบิดาเป็นใหญ่ ไม่หวังตอบแทนไซร้, จะไม่ทำให้ก็ควร. แต่ถ้าท่านทั้งสอง ดำรงอยู่ในราชสมบัติยังหวังตอบแทนอยู่, จะไม่ทำ ไม่ควร. เมื่อท่านทั้งสอง หวังเภสัช ควรให้เภสัช, เมื่อท่านทั้งสอง ไม่รู้วิธี ประกอบยา ควรประกอบยาให้ ควรแสวงหาเภสัชเพื่อประโยชน์แก่ชน ๕ จำพวก มีมารดาเป็นต้น แม้ทั้งหมด โดยนัยดังที่กล่าวแล้วในสหธรรมิกนั่นแล ก็ถ้าภิกษุนำมารดามาปรนนิบัติอยู่ในวิหาร, อย่าถูกต้อง จึงทำบริกรรมทุกอย่าง, พึงให้ของเคี้ยว ของบริโภคด้วยมือตนเอง. ส่วนบิดาพึงบำรุงทำกิจทั้งหลาย มีการให้อาบน้ำและการ นวดเป็นต้น ด้วยมือตนเอง เหมือนอย่างสามเณรฉะนั้น นรชนเหล่าใดย่อมบำรุงประคับประคองมารดาและบิดา, ภิกษุควรทำเภสัช แม้แก่ชนเหล่านั้นอย่างนั้นเหมือนกัน คนผู้ที่ชื่อว่า ไวยาวัจกร ได้แก่ ผู้รับเอาค่าจ้างแล้ว ตัดฟืนในป่า, หรือทำการงานอะไรๆ อย่างอื่น, เมื่อเกิดโรคขึ้นแก่เขา ภิกษุควรทำเภสัชให้จนกว่าพวกญาติจะพบเห็น. ส่วนผู้ใดเป็นเพียงคนอาศัยภิกษุทำการงานทุกอย่าง, ภิกษุควรทำเภสัชให้แก่คน ๆ นั้น เหมือนกัน. แม้ในปัณฑุปลาส ก็ควรปฏิบัติเหมือนในสามเณร ฉะนั้น.

   ภิกษุควรทำยาให้แก่ชน ๑๐ จำพวกแม้อื่นอีก คือ ๑. พี่ชาย ๒.น้อง ชาย ๓. พี่หญิง ๔. น้องหญิง ๕. น้าหญิง ๖. ป้า ๗. อาชาย ๘. ลุง ๙. อาหญิง ๑๐. น้าชาย ก็เมื่อจะทำให้แก่ชนมีพี่ชายเป็นต้นนั้นแม้ทั้งหมด ควรเอาเภสัชอันเป็น ของ ๆ คนเหล่านั้นนั่นแล ปรุงให้อย่างเดียว แต่ถ้าสิ่งของ ๆ ชนเหล่านั้นไม่เพียงพอ และชนเหล่านั้นก็ขอร้องอยู่ว่า “ ท่านขอรับ โปรดให้พวกกระผมเถิด, พวกกระผมจัก ถวายคืนแก่พระคุณท่าน” ควรให้เป็นของขอยืม ถึงหากพวกเขาไม่ขอร้อง, ภิกษุควร พูดว่า “อาตมามีเภสัชอยู่ พวกท่านจงถือเอาเป็นของขอยืมเถิด” หรือควรทำความผูก ใจไว้ว่า “สิ่งของ ๆ ชนเหล่านั้นจักมีเมื่อใด เขาจักให้เมื่อนั้น " ดังนี้ แล้วจึงให้ไป. ถ้าเขาคืนให้ ควรรับเอา. ถ้าไม่คืนให้ ไม่ควรทวง, เว้นญาติ ๑๐ จำพวกเหล่านั้นเสีย ไม่ควรทำเภสัชให้แก่ชนเหล่าอื่น.

   ก็เมื่อภิกษุใช้ให้ญาตินำจตุปัจจัยมาตราบเท่าจนถึง ๗ ชั่วเครือสกุล โดยสืบๆ กันมาแห่งบุตรของญาติ ๑๐ จำพวกมีพี่ชายเป็นต้นเหล่านั้น ไม่เป็นอกตวิญญัติ เมื่อทำเภสัช (แก่ชนเหล่านั้น) ก็ไม่จัดเป็นเวชกรรม หรือไม่เป็นอาบัติเพราะประทุษร้ายสกุล. ถ้าพี่สะใภ้, น้องสะใภ้ หรือพี่เขยน้องเขย เป็นไข้, ถ้าเขาเป็นญาติ, จะทำเภสัช แก่ญาติแม้เหล่านั้น ก็ควร. ถ้าเขามิใช่ญาติ พึงทำให้แก่พี่ชายและพี่หญิง ด้วยสั่งว่า “จงให้ในที่ปฏิบัติของพวกท่าน” อีกอย่างหนึ่ง พึงทำให้แก่บุตรของพวกเขาด้วยสั่งว่า “จงให้แก่มารดาและบิดาของพวกเจ้าเถิด” พึงทราบวินิจฉัยในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.

   ภิกษุ เมื่อจะใช้สามเณรทั้งหลายให้นำเภสัชมาจากป่า เพื่อประโยชน์แก่พี่สะใภ้ น้องสะใภ้เป็นต้นเหล่านั้น ควรใช้พวกสามเณรที่เป็นญาติให้นำมา, หรือควรใช้ให้พวก สามเณรผู้มิใช่ญาตินำมาเพื่อประโยชน์แก่ตน แล้วจึงให้ไป. แม้พวกสามเณรผู้ไม่ใช่ญาติเหล่านั้น ควรนำมาด้วยหัวข้อวัตรว่า " พวกเราจะนำมาถวายพระอุปัชฌาย์ "โยมมารดาและบิดาของพระอุปัชฌายเป็นไข้มายังวิหาร, และพระอุปัชฌาย์หลีกไปสู่ทิศเสีย, สัทธิวิหาริกควรให้เภสัชอันเป็นของ ๆ พระอุปัชฌาย์, ถ้าไม่มี, ควรสละเภสัชของตน ถวายพระอุปัชฌาย์ให้ไปโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล, แม้เมื่อของ ๆ ตนก็ไม่มี ควรแสวงหาทำให้เป็นของๆพระอุปัชฌาย์แล้วให้ไป. แม้พระอุปัชฌาย์ ก็ควรปฏิบัติอย่างนั้นนั่นแล  ในโยมมารดาและบิดาของสัทธิวิหาริก. ในอาจารย์และอันเตวาสิกก็นัยนี้ แล. บุคคลแม้อื่นใด คือ คนจรมา ๑ โจร ๑ อิสรชนผู้รบแพ้ ๑ คนกำพร้าที่พวกญาติสละ ๑ คนผู้เตรียมจะไป ๑ เป็นไข้เข้าไปสู่วิหาร, ภิกษุผู้ไม่หวังตอบแทน ควรทำเภสัชแก่ คนทั้งหมดนั้น. 

   ตระกูลที่มีศรัทธาบำรุงด้วยปัจจัย ๔ ย่อมตั้งอยู่ในฐานเป็นเหมือน มารดาและบิดาของภิกษุสงฆ์, ถ้าในตระกูลนั้น มีคนบางคนเป็นไข้, ชนทั้งหลายเรียนขอด้วยความวิสาสะเพื่อประโยชน์แก่ผู้เป็นไข้นั้นว่า “ท่านขอรับ ขอพระคุณท่าน ทำเภสัชให้เถิด” ไม่ควรให้ ทั้งไม่ควรทำเลย. ก็ถ้าพวกเขารู้สิ่งที่ควร เรียนถามอย่างนี้ว่า “ท่านขอรับ เขาปรุงเภสัชอะไรแก้โรคชื่อโน้น " ภิกษุจะตอบว่า “เขาเอาสิ่งนี้และสิ่งนี้ที่ทำ ( เภสัช ) ดังนี้ " ก็ควร. ก็เมื่อภิกษุถูกคฤหัสถ์เรียนถามอย่างนี้ว่า “ ท่านขอรับ มารดาของกระผมเป็นไข้, ขอได้โปรดบอกเภสัชด้วยเถิด” ดังนี้ ไม่ควรบอก, แต่ควร สนทนาถ้อยคำกะกันและกันว่า " อาวุโส ในโรคชนิดนี้ ของภิกษุชื่อโน้น เขา ปรุงเภสัชอะไรแก้? " ภิกษุทั้งหลายเรียนว่า “เขาเอาสิ่งนี้และนี้ปรุงเภสัชขอรับ” ฝ่าย ชาวบ้านฟังคำสนทนานั้นแล้ว ย่อมปรุงเภสัชแก่มารดา, ข้อที่ภิกษุสนทนากันนั้น ย่อมควร. ได้ยินว่าพระมหาปทุมเถระ เมื่อพระเทวีของพระเจ้าวสภะเกิดประชวรพระโรคขึ้น ก็ถูกนางสนมคนหนึ่งมาเรียนถาม ท่านก็ไม่พูดว่า “ ไม่รู้” ดังนี้ ได้สนทนากับพวกภิกษุเหมือนอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้นแล. ข้าราชบริพารฟังคำสนทนานั้น แล้ว ได้ปรุงเภสัชถวายแด่พระเทวีพระองค์นั้น. และเมื่อพระโรคสงบลงแล้ว ข้าราชบริพารได้บรรทุกเภสัชให้เต็มผอบพร้อมทั้งไตรจีวร และกหาปณะ ๓๐๐ นำไปวางไว้ ใกล้เท้าของพระเถระ แล้วเรียนว่า “ ท่านเจ้าข้า โปรดทำการบูชาด้วยดอกไม้เถิด " พระเถระคิดว่า “ นี้ชื่อว่าเป็นส่วนของอาจารย์ ” แล้วให้ไวยาวัจกรรับไว้ ด้วยอำนาจเป็นของกัปปิยะ ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้แล้ว.ล ภิกษุควรปฏิบัติในเภสัชอย่างนี้ก่อน.

       ใน พระปริตร มีวินิจฉัยดังนี้ เมื่อภิกษุถูกชาวบ้านอาราธนาว่า " โปรด ทำพระปริตรแก่คนไข้เถิดขอรับ” ดังนี้ ไม่ควรทำ. แต่เมื่อเขาอาราธนาว่า “ โปรดสวด ปริตรเถิด” ควรสวด. ถ้าแม้ภิกษุนั้นมีความวิตกว่า “ธรรมดามนุษย์ทั้งหลายย่อมไม่รู้ เมื่อเราไม่ทำจักเป็นผู้ไม่สบายใจ” ดังนี้ ก็ควรทำ. ส่วนเมื่อภิกษุถูกอาราธนาว่า “ โปรด ทำน้ำพระปริตร เส้นด้ายพระปริตรให้เถิด" ดังนี้ ควรทำ ถ้าชาวบ้านไม่รู้ควรบอก พวกชาวบ้านรดน้ำลงบนเท้าของภิกษุทั้งหลาย ผู้นั่งลงแล้วและวางเส้นด้ายไว้แล้วจึงไป อารธนาว่า “โปรดทำปริตร โปรดสวดปริตร” ควรเอามือ (ของตน) กวนน้ำลูบคลำเส้น ด้ายของมนุษย์เหล่านั้นแลให้ไป. ถ้าภิกษุให้น้ำจากวิหารหรือเส้นด้ายซึ่งเป็นของ ๆ ตน, เป็นทุกกฏ. พวกชาวบ้านถือน้ำและเส้นด้ายกล่าวอยู่ว่า “ขอนิมนต์สวดพระปริตรเถิด” ดังนี้ ภิกษุไม่พึงชักเท้าออก. เพราะว่าพวกชาวบ้านจะเป็นผู้มีความเดือดร้อน. พวกชาวบ้านส่งคนไปยังวิหารเพื่อประโยชน์แก่คนไข้ภายในบ้าน ด้วยสั่งว่า “ ขอภิกษุ ทั้งหลายโปรดสวดพระปริตร” ดังนี้, ภิกษุควรสวด. เมื่อโรค หรือความจัญไรเกิดขึ้น ในบ้าน ในพระราชวังของอิสรชนมีกษัตริย์ เป็นต้น รับสั่งให้อาราธนาภิกษุมาแล้ว นิมนต์ให้สวด (พระปริตรเป็นต้น), ภิกษุพึงสวดพระสูตรทั้งหลาย มี อาฏานาฏิยสูตร เป็นต้น แม้เมื่อพวกชาวบ้านส่งคนไปนิมนต์ว่า “ ขอภิกษุทั้งหลาย จงมาให้สิกขาบท, แสดงธรรม หรือว่า จงมาให้สิกขาบท แสดงธรรมที่พระราชวังหลวง หรือที่เรือนของ อำมาตย์เถิด” ดังนี้ ภิกษุควรไปให้สิกขาบท, ควรกล่าวธรรม, พวกชาวบ้านนิมนต์ ว่า “ขอภิกษุทั้งหลาย จงมาเพื่อเป็นบริวาร (เพื่อน) ของคนตาย” ไม่ควรไป. ภิกษุ จะไปด้วยมุ่งกรรมฐานเป็นหลักว่า “เราจักได้มรณสติ เพราะเห็นกระดูกในป่าช้าและ เพราะเห็นอสุภะ” ดังนี้ ควรอยู่. ภิกษุไม่พึงทำร้าย แก่บุคคลผู้ถูกอมนุษย์สิง ด้วยข้ออ้างในอนาปัตติวาร มีประมาณเท่านี้ว่า “ ท่านกล่าวว่า แม้เมื่อให้การประหาร แล้วตาย ไม่เป็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะให้ตาย” แต่พึงผูกใบตาล หรือ ด้วยพระปริตรที่มือหรือเท้า. พึงสวดพระปริตร มีรตนสูตรเป็นต้น, พึงกระทำธรรมกถา ว่า “เจ้าอย่าเบียดเบียนภิกษุผู้มีศีล" หรือว่าฟังสวด อาฏานาฏิยปริตร.

   ก็ในเรื่องนี้ ภิกษุพึงทราบบริกรรมแห่งอาฏานาฏิยปริตร ดังต่อไปนี้(ที.อฏ.๓/๑๖๑) อันที่จริง ไม่ควรสวด อาฏานาฏิยสูตร ก่อนที่เดียว, ควรสวดสูตรเหล่านี้ คือ เมตตสูตร ธชัคคสูตร รัตนสูตร ตลอด ๗ วัน หากว่าพ้นไปได้เป็นการดี. หากไม่พ้น, ควรสวด อาฏานาฏิยสูตร. ภิกษุผู้สวดอาฏานาฏิยสูตรนั้น ไม่ควรเคี้ยวแป้ง หรือเนื้อ, ไม่ควร ในป่าช้า, ถามว่า เพราะเหตุไร? ตอบว่า พวกอมนุษย์จะได้ช่อง. สถานที่ทำพระปริต ควรให้ทำการฉาบทาด้วยโคมัยสด ปูอาสนะให้เรียบร้อย ณ ที่นั้นแล้ว พึ.งนั่ง ภิกษุผู้กระทำพระปริตร อันชนทั้งหลายนำออกจากวิหารไปสู่เรือน ควรล้อมด้วยเครื่องป้อง กัน คือ กระดานและอาวุธ แล้วพึงนำไป. ไม่ควรนั่งสวดในที่แจ้ง, ภิกษุควรปิดประตู และหน้าต่าง แล้วจึงนั่งแวดล้อม ด้วยผู้มีอาวุธในมือ กระทำเมตตาจิตในเบื้องหน้า แล้วสวด, อันดับแรก ควรให้รับสิกขาบท แล้วจึงสวดพระปริตรแก่ผู้ตั้งอยู่ในศีล. แม้อย่างนี้ ก็ไม่สามารถจะพ้นได้ ควรนำไปสู่วิหาร ให้นอนบนลานเจดีย์ ให้ทำอาสนบูชา ตามประทีป ปัดกวาดลานเจดีย์แล้วสวดมงคลกถา, ควรประกาศให้ภิกษุประชุมกัน ทั้งหมด, ใกล้วิหาร มีต้นไม้ใหญ่ที่สุดอยู่, ควรส่งข่าวไป ณ ต้นไม้นั้นว่า “ หมู่ภิกษุ ย่อมรอการมาของพวกท่าน " อมนุษย์จะเข้ามาไม่ได้ในที่ภิกษุประชุมกัน, แต่นั้นควร ถามผู้ที่ถูกอมนุษย์สังว่า “ เจ้าชื่อไร.” เมื่อเขาบอกชื่อแล้ว ควรเรียกชื่อทีเดียว, ควรให้อนุษย์ปล่อยโดยเกลี้ยกล่อมว่าส่วนบุญในการบูชา ด้วยดอกไม้และของหอม เป็นต้น, ส่วนบุญในการบูชาอาสนะ, ส่วนบุญในการถวายบิณฑบาต จะมีแก่เจ้า, หมู่ ภิกษุจะสวดมหามงคลกถา เพื่อประโยชน์แก่บรรณาการแก่เจ้า, ด้วยความเคารพใน หมู่ภิกษุ, ขอเจ้าจงปล่อยเขาเถิด” ดังนี้ หากอมนุษย์ ไม่ปล่อย ควรบอกแก่เทวดา ทั้งหลายว่า " พวกท่านจงรู้ไว้เถิด, อมนุษย์นี้ไม่ทำตามคำของพวกเรา, เราจักกระทำ พุทธอาชญา" ดังนี้ ควรสวดพระปริตร. นี้เป็นบริกรรมของคฤหัสถ์ก่อน. ถ้าภิกษุถูกอมนุษย์สิง, ควรล้างอาสนะ แล้วประกาศ ให้ภิกษุที่ประชุมกันทั้งหมดทราบ ให้ส่วน บุญในการบูชา มีของหอม และดอกไม้เป็นต้น แล้วพึงสวดพระปริตร, นี้เป็นบริกรรมของภิกษุทั้งหลาย. พึงปฏิบัติในพระปริตรอย่างนี้แล.

   อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัย ในการ ปฏิสันถาร ดังต่อไปนี้(วิ.อฏฺ.๑/๕๑๒) 

   ถามว่า อนามัฏฐบิณฑบาตควรให้แก่ใคร? ไม่ควรให้แก่ใคร? แก้ว่า ควรให้แก่มารดาและบิดา ก่อน. ก็หากว่า บิณฑบาตนั้น จะเป็นของมีราคาตั้งกหาปณะ ก็ไม่จัดว่าเป็นการยังสัทธาไทยให้ตกไป.ควรให้แม้แก่คนเหล่านี้คือ พวกคนบำรุงมาดาบิดา ไวยาวัจกร คนปัณฑุปลาส, บรรดาคนเหล่านั้น สำหรับคนปัณฑุปลาส จะใส่ในภาชนะให้ ก็ควร เว้นคนปัณฑุปลาสนั้นเสีย จะใส่ในบาตรให้แก่คฤหัสถ์เหล่าอื่น แม้เป็นมารดาบิดา ก็ไม่ควร. เพราะว่าเครื่องบริโภคของบรรพชิตตั้งอยู่ในฐานเป็นเจดีย์ของพวกคฤหัสถ์, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อนามัฏฐบิณฑบาตนี้ พึงให้แก่โจรผู้ถือชื่อบ้าง ทั้งแก่อิสรชนบ้าง ผู้มาถึงเข้า. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ชนเหล่านั้นแม้ เมื่อไม่ให้ก็โกรธ ว่า “ภิกษุไม่ให้ ” แม้เมื่อจับต้องให้ก็โกรธว่า "ภิกษุให้ของเป็นเดน" ชนเหล่านั้นโกรธ แล้ว ย่อมจะฆ่าเสียบ้าง ย่อมทำอันตรายแก่พระศาสนาบ้าง. ก็ในอธิการนี้ พึงแสดงเรื่องพระเจ้าโจรนาคผู้เที่ยวปรารถนาราชสมบัติ (เป็นอุทาหรณ์) ภิกษุควรปฏิบัติใน อนามัฏฐบิณฑบาต ดังพรรณนามาฉะนี้.

   ถามว่า ปฏิสันถาร ควรทำแก่ใคร? ไม่ควรทำแก่ใคร?     

   ตอบว่า ชื่อว่า ปฏิสันถาร อันภิกษุควรทำแก่ทุก ๆ คน ที่มาถึงวิหาร จะเป็นคนจรมา เป็นคนเข็ญใจ เป็นโจร หรือเป็นอิสรชนก็ตาม 

   ถามว่า พึงทําอย่างไร? ตอบว่า เห็นอาคันตุกะหมด เสบียงลง มาถึงวิหาร พึงให้น้ำดื่มก่อน ด้วยการเชื้อเชิญว่า “ เชิญดื่มน้ำเถิด” จึงให้น้ำมันทาเท้า, อาคันตุกะมาในกาล จึงให้ข้าวยาคู และภัต, อาคันตุกะมาในเวลาวิกาล ถ้าข้าวสารมี, จึงให้ข้าวสาร ไม่ควรพูดว่า “ ท่านมาถึงในคราวมิใช่เวลา จงไปเสีย พึงให้ที่นอน, ภิกษุไม่ควรหวังความตอบแทน ควรทำกิจทุกอย่าง ไม่ควรให้ความ คิดเกิดขึ้นว่า “ ธรรมดามนุษย์ผู้ให้ปัจจัย ๔, เมื่อเราทำการสงเคราะห์อยู่อย่างนี้จัก เลื่อมใสทำอุปการะบ่อย ๆ ” ถึงแม้วัตถุของสงฆ์ ก็ควรให้แก่พวกโจรได้. และเพื่อแสดงอานิสงส์ในการปฏิสันถาร พระอรรถกถาจารย์ จึงกล่าวเรื่องไว้หลายเรื่อง ใน มหาอรรถกถา โดยพิสดาร มีอาทิอย่างนี้คือ เรื่องพระเจ้าโจรนาค, เรื่องพระเจ้ามหานาค ผู้เสด็จไปชมพูทวีป พร้อมกับพระราชภาดา, เรื่องอำมาตย์ ๔ นาย ใน รัชสมัยแห่งพระเจ้าปิตุราช, ( เรื่องโจรชื่ออภัย)

   ในอุทาหรณ์เหล่านี้ ข้าพเจ้า จะแสดงเรื่องหนึ่งเป็นอุทาหรณ์ ดังต่อไปนี้ ดังได้สดับมา ในเกาะสิงหล อภัยโจร ( โจรชื่ออภัย ) มีบริวารประมาณ ๕๐๐ คน ตั้งค่ายอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ทำประชาชนให้อพยพไปตลอด ( ที่มีประมาณ) ๓ โยชน์โดยรอบ, ชาวเมืองอนุราธปุรี ข้ามแม่น้ำกฬัมพนที่ไม่ได้, ในทางไปเจติยคีรี วิหารขาดการสัญจรไปมาของประชาชน ต่อมาวันหนึ่ง โจรได้ไปด้วยหมายใจว่า “จักปล้นเจติยคีรีวิหาร” พวกคนวัดเห็นจึงบอกแก่พระทีฆภาณกอภัยเถระ. พระเถระ ถามว่า “เนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้นมีไหม?” พวกคนวัดตอบว่า “มี ขอรับ” พระเถระ สั่งว่า “พวกท่านจงให้แก่พวกโจร" พระเถระถามว่า “ ข้าวสารมีไหม?” พวกคนวัดตอบ ว่า “มีขอรับ ข้าวสาร ผักดอง และโครสที่เขานำมาเพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ " พระเถระกล่าวว่า " พวกท่านจงจัดภัยให้แก่พวกโจร ” พวกคนวัด ทำตามพระเถระสั่งแล้ว. พวกโจรบริโภคภัตแล้ว จึงถามว่า “ ใครทำการปฏิสันถาร?” พวกคนวัดตอบว่า พระอภัยเถระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา สั่งให้ปฏิสันถาร " พวกโจรไปยังสำนักของพระเถระ ไหว้แล้วกราบเรียนว่า “ พวกกระผมมา ด้วยหมายใจว่า จักปล้นเอาของสงฆ์และของ เจดีย์ แต่กลับเลื่อมใสด้วยปฏิสันถารนี้ของพวกท่าน, ตั้งแต่วันนี้ไป การรักษาที่ชอบธรรมในพระวิหาร จงเป็นหน้าที่ของพวกกระผม, พวกชาวเมือง จงมาถวายทาน จงไหว้พระเจดีย์ ” และตั้งแต่วันนั้นมา  เมื่อชาวเมืองมาถวายทาน พวกโจรก็ไปต้อนรับ ถึงริมฝั่งแม่น้ำทีเดียว คอยรักษานำไปพระวิหาร, เมื่อพวกชาวเมืองกำลังถวายทานอยู่ในพระวิหาร ก็พากันยืนทำการรักษาอยู่ แม้ชาวเมืองเหล่านั้น ก็ให้ภัตที่เหลือจากภิกษุทั้งหลายฉันแล้วแก่พวกโจร. แม้ในเวลากลับไป พวกโจรเหล่านั้น ก็ช่วยส่งชาวเมืองถึงริมฝั่งแม่น้ำแล้วจึงกลับ.

   ต่อมาวันหนึ่ง เกิดคำค่อนขอดขึ้นในหมู่ภิกษุว่า “ พระเถระได้ให้ของ ๆ สงฆ์ แก่พวกโจรเพราะถือว่าตัวเป็นใหญ่ " พระเถระสั่งให้ทำการประชุมสงฆ์ แล้วกล่าวว่า “ พวกโจรพากันมา ด้วยหมายใจว่า “จักปล้นเอาทรัพย์ ค่าอาหารตามปกติของสงฆ์ และของเจดีย์ " เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงได้ทำปฏิสันถารแก่พวกโจรเหล่านั้น ซึ่งมีประมาณ เท่านี้ ด้วยคิดเห็นว่า “ พวกโจรจักไม่ปล้น ด้วยอาการอย่างนี้ พวกท่านจงประมวล สิ่งของนั้นแม้ทั้งหมดรวมกันเข้าแล้ว ให้ตีราคา, จงประมวลสิ่งของที่พวกโจรไม่ปล้น ไป รวมกันเข้าแล้วให้ตีราคา (เทียบกันดู) " ทรัพย์ที่พระเถระให้ไปแม้ทั้งหมดจาก ทรัพย์ของสงฆ์นั้น มีราคาไม่เท่าเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยรูปภาพอันงามผืนหนึ่งในเรือนพระเจดีย์. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “ ปฏิสันถารที่พระเถระทำแล้ว เป็นอันทำชอบแล้ว, ใคร ๆ ไม่ได้เพื่อจะโจท หรือเพื่อทำให้ท่านให้การ, ไม่มีสินใช้ หรืออวหา " ปฎิสันถารมีอานิสงส์มากอย่างนี้ ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตกำหนดเหตุดังกล่าวมานี้แล้ว ควรทำปฏิสันถารเถิด ฉะนี้แล.(วิ.อฏฺ.๑/๕๑๔)


[full-post]

ปฏิสัณฐานและการสงเคราะห์ผู้อื่นที่เหมาะสมกับธรรมวินัย

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.