การละอาสวะ ๖ ประการ
๑. อาสวะที่พึงละด้วยการสำรวมก็มีอยู่ คือ ละอาสวะด้วยการ สำรวมอินทรีย์ ๖
๒. อาสวะที่พึงละด้วยการสร้องเสพก็มีอยู่ คือ ละอาสวะด้วย การพิจารณาโดยแยบคายแล้ว ใช้จีวร ฉันบิณฑบาต อาศัยเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัช
๓. อาสวะที่พึงละด้วยความอดกลั้นก็มีอยู่ คือ พิจารณาแล้ว อดกลั้นต่อหนาวร้อน หิวกระหาย เหลือบยุง ลมแดด อดทนต่อ ถ้อยคําหยาบ ค่าเสียดสี อดทนต่อทุกขเวทนาทางกายอันเผ็ดร้อน
๔. อาสวะที่พึงละด้วยการหลีกเลี่ยงก็มีอยู่ คือ พิจารณาโดย แยบคายแล้ว เลี่ยงละเว้นสิ่งควรเว้น เช่น ช้าง ม้าดุ ฯลฯ ที่ไม่ควร นั่ง ไม่ควรไป มิตรเลว ฯลฯ
๕. อาสวะที่พึงละด้วยการบรรเทาก็มีอยู่ คือ บรรเทากามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ไม่ยอมรับ ละไป ทำให้หมดไป
๖. อาสวะที่พึงละด้วยภาวนาก็มีอยู่ คือ พิจารณาโดยแยบคาย แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ และนิโรธ น้อม ไปเพื่อความสละ(องฺ ฉกก.๒๒/๔๓๓)
--------------------
เพราะทำลายธรรม ๗ ประการ จึงเป็นภิกษุ ธรรม ๗ ประการนั้น คือ
๑. สักกายทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา
๓. สีลัพพตปรามาส
๔. ราคะ
๕. โทสะ
๖. โมหะ
๗. มานะ
เพราะสงบธรรม ๗ ประการ จึงเป็นสมณะ เพราะลอยธรรม ๗ ประการ จึงเป็นพราหมณ์ เพราะไม่ร้อยรัดธรรม ๗ ประการ จึง เป็นโสตติกะ ผู้ถึงความสวัสดี เพราะชำระตนจากธรรม ๗ ประการ จึงเป็นนหาตกะ ผู้อาบแล้ว เพราะรู้ชัด ๗ ประการ จึงเป็นเวทคู เพราะห่างไกลธรรม ๗ ประการ จึงเป็นอรหันต์ ธรรม ๗ ประการ คืออะไร คือ สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะ โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑
(องฺ สตฺตก. ๒๓/๑๔๖-๑๔๗)
----------------
วิญญาณฐิติ ๗
วิญญาณฐิติ คือ ภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ ๗ ประการ คือ
๑. สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น มนุษย์ เทพเจ้าบางพวก วินิปาติกะบางพวก
๒. สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เทพพรหมกายิกา ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน
๓. สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น เทพอาภัสสรา
๔. สัตว์บางพวกมีกายเช่นเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เทพชั้นสุภกิณหะ
๕. สัตว์บางพวกเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับปฏิฆะสัญญาเสียได้ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา
๖. สัตว์บางพวกเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการ ทั้งปวง
๗. สัตว์บางพวกเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่าไม่มี อะไรๆ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง
(อง สตฺตก. ๒๓/๔๑)
------------------
อานิสงส์ ๘ ประการของการเจริญเมตตา
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ วิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี ตรัสแก่ ภิกษุทั้งหลายถึงอานิสงส์ของเมตตาที่บุคคลเจริญอบรมให้มากแล้ว ประการ คือ
๑. หลับเป็นสุข
๒. ตื่นเป็นสุข
๓. ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก
๔. เป็นที่รักของมนุษย์
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์
๖. เทวดาย่อมรักษา
๗. ไฟยาพิษ หรือศาสตราไม่กล้ำกราย
๘. เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรมเบื้องสูง ก็ย่อมบังเกิดในพรหมโลก
(องฺ อฏฺฐก. ๒๓/๑๕๑)
-----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ