ขอคุยถึงเพื่อน
---------------
คำว่า “เพื่อน” ในที่นี้หมายถึงคนที่เปิดเฟซบุ๊ก แล้วเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ที่เปิดเฟซบุ๊กด้วยกันเข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นได้
คนที่ได้รับโอกาสให้เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นได้ดังว่านี้ คนที่คิดเฟซบุ๊กขึ้นมาเขาเรียกเป็นคำอังกฤษว่า friend และเราแปลเป็นภาษาไทยว่า “เพื่อน”
การเอาเรื่องและรูปมาเผยแพร่ในหน้าเฟซบุ๊กนั้น ได้ยินเรียกเป็นคำอังกฤษว่า post
พจนานุกรม สอ เสถบุตร มีคำว่า post หลายคำ มีอยู่คำหนึ่งที่น่าจะตรงกับการกระทำในที่นี้มากที่สุด พจนานุกรม สอ เสถบุตร แปลเป็นภาษาไทยว่า เสา, หลัก, ปิด (ประกาศ), ประกาศ, ประจาน
ถ้าให้เรียก post เป็นคำไทย ผมอยากเรียกว่า “เผยแพร่” แต่ผมก็มักจะเรียกทับศัพท์ว่า “โพสต์” เนื่องจากเห็นว่าคนไทยสมัยนี้เข้าใจความหมายกันดี
โพสต์ต่างๆ ที่มาปรากฏในเฟซบุ๊กของแต่ละคน ได้ยินเรียกกันว่า “ฟีตข่าว” ผมยังไม่มีอุตสาหะที่จะไปค้นหาความหมายของคำนี้ ได้แต่เข้าใจเอาเองว่า “ฟีตข่าว” ก็คือที่รวมโพสต์ซึ่งหมุนเวียนมาให้คนมีเฟซบุ๊กอ่านในแต่ละวัน แต่มันหมุนเวียนมาด้วยกลไกและกฎเกณฑ์อะไรผมไม่รู้
โพสต์ของเพื่อนบางคน เราอยากอ่าน แต่มันไม่หมุนเวียนมาสักที
บางโพสต์ไม่ค่อยอยากอ่านเท่าไร แต่ขยันหมุนเวียนมาจังเลย
เฟซบุ๊กเขาคงมีระบบอะไรสักอย่างที่ทำให้มันเป็นอย่างนั้น แต่ผมไม่รู้ระบบ
นั่นเป็นอารัมภบท ต่อไปนี้เป็นตัวเรื่อง
ตัวเรื่องก็คือ ผมอ่าน “โพสต์” ของ “เพื่อน” ใน “ฟีตข่าว” ของผมในแต่ละวันแล้วก็เกิดความรู้สึกที่อยากคุยให้เพื่อนรับรู้
โพสต์ของเพื่อนบางคน อ่านแล้วอยากเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็น คืออารมณ์ของโพสต์เป็นกันเอง เปิดใจ ถึงไม่บอกไว้ตรงๆ ก็เหมือนบอกอยู่ในทีว่า-ผิดถูกประการใดช่วยชี้แนะด้วยนะเพื่อน แล้วแวะมาอีกนะ
โพสต์แบบนี้ผมจะเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างมีความสุข ถ้าเห็นอะไรที่ควรชี้แนะก็จะชี้หรือแนะอย่างสบายใจ
แต่โพสต์ของเพื่อนบางคนไปอีกอารมณ์หนึ่ง โพสต์ไหนโพสต์นั้นเหมือนแขวนป้ายกำกับไว้ด้วยว่า “ไม่มีกิจห้ามเข้า”
โพสต์แบบนี้ผมก็ได้แต่อ่านเฉยๆ แม้จะเห็นอะไรที่ควรชี้หรือควรแนะ ผมก็ไม่กล้า เว้นไว้แต่วันไหนเพื่อนลืมรูดซิปจังๆ ก็ต้องกลั้นใจเสี่ยงภัยเอาหน่อย
อีกประเภทหนึ่ง เป็นโพสต์ที่มีบรรยากาศ “ส่วนตั๊ว-ส่วนตัว” คือเราเข้าบ้านเพื่อนได้ก็จริง แต่ว่า “เชิญห้องรับแขก” - ในขณะที่เจ้าของบ้านกับเพื่อนของเจ้าของบ้านเปิดวงกันอีกห้องหนึ่งซึ่งเราไม่ควรไปยุ่มย่ามด้วย
โพสต์ที่มีบรรยากาศแบบนี้ ผมก็ได้แต่อ่านเฉยๆ อีกเหมือนกัน
อีกประเภท มีบรรยากาศเหมือน-เปิดบ้านรับรองเพื่อน แต่ว่าเจ้าของบ้านขอทำงานส่วนตัวก่อน เชิญเพื่อนตามสบาย กลับเมื่อไรช่วยปิดประตูให้ด้วยก็แล้วกัน ขอบคุณ
โพสต์แบบนี้ผมเปรียบให้ว่า-เหมือนเขียนไดอารี่ คือเหมาะสำหรับเก็บไว้อ่านคนเดียว
พูดอย่างนี้ เพื่อนไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมนะครับ
เคยมีคำอธิบายว่า วัตถุประสงค์ของเฟซบุ๊กก็คือเป็นที่สำหรับระบายอารมณ์
เพราะฉะนั้น คนมีเฟซบุ๊กย่อมสามารถโพสต์รูปและเรื่องแบบไหนก็ได้ที่ตนต้องการโพสต์
ใครอยากอ่านก็อ่าน
ไม่อยากอ่านก็อย่าอ่าน
อย่ามาบังคับให้เขียนแบบนั้นแบบนี้
ระวังเพียงแค่อย่าให้เป็นอนาจารและหมิ่นประมาทเท่านั้นพอ นอกนั้นฟรีสไตล์
ท่านศาสตราจารย์ ดร.สมภาร พรมทา ท่านบอกว่าเฟซบุ๊กคือหนังสือพิมพ์ส่วนตัว
เมื่อเป็นหนังสือพิมพ์ส่วนตัว เจ้าของหนังสือพิมพ์จะทำให้หนังสือพิมพ์ของตนเป็นหนังสือพิมพ์แนวไหนจึงย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์
พูดให้เห็นภาพ ท่านจะเอาอะไรมาเทใส่ลงในสังคมย่อมสามารถทำได้เต็มที่-ตามแนวที่ท่านถนัดและอยากทำ ใครใดไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบงการว่า ต้องเป็นอย่างนี้ซี่ ต้องอย่าเป็นอย่างนั้นซี่
และตรงนี้แหละที่ไปพาดพิงเข้ากับหลัก-ใครเห็นว่าอะไรเป็นสาระ
ใครเห็นว่า เขียนเหมือนบันทึกไดอารีซึ่งควรเก็บไว้อ่านคนเดียว แต่เอามาให้สังคมอ่านด้วย-นี่แหละเป็นสาระของฉัน ก็เขียนไป
ใครเห็นว่าอะไรอีกเป็นสาระ ก็เขียน ก็โพสต์กันไป ใครอื่นจะเห็นว่าเป็นสาระหรือเห็นว่าไร้สาระก็อย่าไปกังวล เราเห็นว่าเป็นสาระคนเดียว พอ
และ “เพื่อน” หรือคนอ่านจะได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์จากโพสต์ของเรา ก็ไม่ต้องกังวลเช่นเดียวกัน
ก็บอกแล้ว
อยากอ่านก็อ่าน
ไม่อยากอ่านก็อย่าอ่าน
อย่ามาบังคับให้เขียนแบบนั้นแบบนี้
คุยถึงเพื่อนแค่นี้แหละครับ จบ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖
๑๗:๕๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ