แถมพก-พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน
------------------------------
ผมเขียนบทความชุด “พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน” จบลงไปแล้ว พอดีไปค้นเจอร่างบทความเก่าที่เขียนไว้นานแล้ว จะทิ้งก็เสียดาย จึงขออนุญาตนำมาเสนอเป็นเหมือนของ “แถมพก”
....................
ถ้าศึกษาต้นบัญญัติสิกขาบท จะพบว่ามีสิกขาบทจำนวนมากที่เกิดจากคำตำหนิของชาวบ้านว่า "พระทำเช่นนี้ก็ไม่ต่างไปจากชาวบ้าน" หรือ "พระทำอย่างนี้ก็เหมือนชาวบ้านนี่เอง"
เราจึงน่าจะจับหลักได้ว่า วิถีชีวิตของพระต่างจากชาวบ้าน อะไรที่พระทำลงไปแล้วชาวบ้านรู้สึกว่า-ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากชาวบ้าน นี่ต้องระวัง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมีพุทธบัญญัติห้ามไว้หรือไม่ก็ตาม
แน่นอนว่า การดำรงชีพของพระกับชาวบ้าน หลายๆ อย่างทำเหมือนกัน เช่นต้องกิน ต้องนอน ต้องใช้สอยปัจจัยสี่
หลายๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาทำกันอย่างไร พระก็ต้องทำอย่างนั้น
แต่ก็มีอีกหลายๆ อย่างที่ชาวบ้านเขาทำได้ แต่พระทำไม่ได้
และหลายๆ อย่างที่ถ้าพระไปทำเข้า ก็จะเป็นที่มาของคำพูดที่ชาวบ้านเขาพูดกันว่า-พระทำแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเราชาวบ้าน
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าพระจะดำรงรักษา “ภาวะที่ต่างจากชาวบ้าน” ไว้ได้หรือเปล่า หรือดำรงรักษาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน
ถ้าดำรงรักษาไว้ได้มาก ชาวบ้านก็เคารพนับถือมาก
เหตุผลที่เคารพนับถือมากก็คือ-“พระท่านทำได้ แต่เรายังทำไม่ได้เหมือนท่าน”
แต่ถ้าดำรงรักษาไว้ได้น้อย ความเคารพนับถือของชาวบ้านก็จะน้อยลงไป
เหตุผลที่เคารพนับถือน้อยลงไปก็คือ-“พระก็ไม่ต่างอะไรกับพวกเรา”
หลักอีกอย่างหนึ่งที่ควรจะได้จากการศึกษาพระธรรมวินัยก็คือ อะไรก็ตามที่-แม้ไม่ต้องบวชก็ทำได้ นี่ต้องระวัง
ทุกวันนี้เราจะเห็นว่า พระทำนั่นนี่โน่นหลายอย่างโดยอ้างเหตุผลว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม
แต่มักจะไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามว่า นั่นนี่โน่นที่พระท่านทำนั้น ถ้าไม่บวช ทำได้ไหม
หรือว่าต้องบวชเท่านั้นจึงทำได้
ซึ่งก็จะกลายเป็นอีกประเด็นหนึ่ง คือประเด็นที่ว่าพระพุทธเจ้าทรงตั้งคณะสงฆ์ให้คนเข้ามาบวชเพื่อทำอะไรกัน
ถ้าสิ่งนั้น-แม้ไม่บวชก็ทำได้
แล้วจะเข้ามาบวชเพื่ออะไร-ในเมื่อไม่บวชก็ทำได้อยู่แล้ว
และถ้าทำสิ่งที่เบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์หลักของการบวช-คือปฏิบัติขัดเกลาตนเอง จะว่าอย่างไรกัน
.................................................
บวชเข้ามาแล้วทำทุกเรื่องที่ (อ้างว่า) เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ยกเว้นเรื่องเดียวที่ไม่คิดจะทำ-คือปฏิบัติขัดเกลาตนเอง
ถ้าเป็นแบบนี้ จะว่าอย่างไรกัน?
.................................................
เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการตอบคำถามว่า เราจะรักษาพระศาสนาไว้ได้อย่างไร
และจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้-สิ่งที่เรารักษากันมาและจะรักษากันต่อไปนั้นลงท้ายกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนาซึ่งหมายถึง “คำสอนของพระพุทธเจ้า”
“เราควรพัฒนาศักยภาพของเราขึ้นไปหามาตรฐาน
ไม่ใช่ดึงมาตรฐานลงมาให้เท่ากับศักยภาพของเรา”
- ผมเชื่ออย่างนี้
ถึงเราจะยังพัฒนาตัวเองขึ้นไปถึงมาตรฐานไม่ได้ แต่ก็ควรจะรักษามาตรฐานเอาไว้ให้ได้
เพื่อที่ว่าคนที่เกิดมาภายหลังจะได้เห็นมาตรฐานนั้น
ถ้าเขามีวิริยะอุตสาหะยิ่งกว่าเรา เขาก็จะได้พัฒนาตัวเองขึ้นไปสู่มาตรฐานนั้นต่อไป
พระพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนที่ถูกต้องของพระพุทธเจ้า ย่อมดำรงอยู่และดำเนินไปได้ ด้วยประการฉะนี้
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖
๑๕:๕๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ