ความโง่ของคุณปู่

------------------

เมื่อวานนี้ (๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖) ผมอ่านโพสต์ที่กระทบใจ ๓ โพสต์

โพสต์แรก เป็นข้อความในช่องแสดงความคิดเห็น

โพสต์ที่สอง เป็นภาพงานอุปสมบทสามเณรนาคหลวง

โพสต์ที่สามเป็นการบอกกล่าวงานแสดงมุทิตาจิต

จะขอบรรยายความรู้สึกที่กระทบใจดังต่อไปนี้

โพสต์แรก เป็นข้อความแสดงความคิดเห็นที่มาจากโพสต์ของผมเองที่โพสต์เรื่อง “ไม่ใช่เรื่องเสียหาย” เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๖ มีญาติมิตรท่านหนึ่งเขียนลงในช่องแสดงความคิดเห็นว่า

.......................................................

ขอความรู้ครับ เกี่ยวกับการให้ความเคารพภิกษุผู้มีพรรษามากกว่าอยู่ในสิกขาบทไหนครับ

.......................................................

ต้องขอบคุณคนออกแบบโปรแกรมเฟซบุ๊กที่กำหนดให้มีช่องเขียนความคิดเห็นไว้ในโพสต์ด้วย เป็นโอกาสให้เจ้าของโพสต์กับคนอ่านโพสต์ ตลอดจนคนอ่านโพสต์ด้วยกันได้มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรง ซึ่งต่างจากคนเปิดหน้าเฟซบุ๊กกับผู้บริหารเฟซบุ๊กที่มีปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงไม่ได้ คนเปิดหน้าเฟซบุ๊กต้องสื่อสารกับเครื่องจักรแทน

และขอบคุณญาติมิตรที่กรุณาตั้งคำถาม

คำถามของญาติมิตรนั้นเป็นตัวอย่างของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในวงการพระศาสนาทุกวันนี้ 

ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในวงการพระศาสนาทุกวันนี้ก็คือ เมื่อมีคำถามใดๆ เกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของใครที่จะแก้ข้อสงสัยหรือตอบคำถามนั้นๆ 

ตามหลักการแล้ว เป็นหน้าที่โดยตรงของคณะสงฆ์

แต่ตามข้อเท็จจริง ไม่มีใครเลยที่คิดว่าเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าเอง 

แม้แต่ในหมู่ชาววัดที่ควรจะมีหน้าที่โดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่เรียนบาลีด้วยแล้ว พูดตามหลักการก็คือเรียนเพื่อมาทำหน้าที่ตอบคำถามแบบนี้โดยตรงนั่นเอง

แต่ลองไปถามดูเถอะ ทุกท่านจะบอกว่า-ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมา

.......................................................

พระพุทธศาสนาในเมืองไทยเป็นศาสนาที่อนาถาที่สุด

มีแต่คนพึ่งพระศาสนา 

แต่คนที่จะให้พระศาสนาพึ่ง ไม่มี

.......................................................

เรียนบาลีก็เพื่อให้มีความรู้เอาไปค้นคว้าพระธรรมวินัยเอามาตอบคำถามแบบนี้แหละ 

แต่กลับบอกเต็มปากเต็มคำว่า-ไม่ใช่หน้าที่

อนาถไหม?

แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวทองย้อยไปค้นคว้าหาความรู้มาตอบเอง คนอื่นๆ นอนกันให้สบายเถิด ทองย้อยยังพอมีแรงทำ

....................

พอคิดอย่างนี้ ความคิดก็โยงไปที่โพสต์ที่สอง-งานอุปสมบทสามเณรนาคหลวง

ตามที่ผมเข้าใจ และตามที่รู้กัน สามเณรนาคหลวงก็คือสามเณรที่เรียนบาลีสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยคได้ในขณะที่ยังเป็นสามเณร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับการอุปสมบทไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ภาษาที่พูดกันเรียกว่า “นาคหลวง” พูดภาษาชาวบ้านว่าในหลวงเป็นเจ้าภาพบวชให้ เป็นพระราชประเพณีมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ 

ผมเชื่อว่า เรื่องนี้น่าจะมีหลักการ หลักเกณฑ์ มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องอีกมาก เริ่มตั้งแต่การใช้ถ้อยคำเรียกขาน เรียกอย่างไรถูก อย่างไรไม่ถูก-เป็นต้น

ถามว่า เรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของใครที่จะเอาความรู้หรือหาความรู้ที่ถูกต้องมาเสนอสู่สังคม 

ไม่ใช่ตามที่ผมเข้าใจและตามที่รู้กัน 

แต่ตามหลักการที่ถูกต้องจริงๆ มาจากต้นฉบับจริง

ก็คงเข้าตำราเดียวกัน-ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมาข้าพเจ้า 

แต่ที่ผมคิดโยงไปที่สามเณรนาคหลวงไม่ใช่ปัญหานี้ แต่เป็นปัญหาว่า สามเณรประโยค ๙ ที่ได้เป็นนาคหลวงวันนั้น ท่านเรียบจบบาลีชั้นสูงสุดแล้ว ท่านมีความคิดที่ใช้ความรู้บาลีไปศึกษาพระธรรมวินัยแล้วเอาความรู้มาตอบคำถามแบบที่มีญาติญาติมิตรถามข้างต้น เป็นการช่วยผ่อนแรงแบ่งเบาภาระให้โยมปู่ทองย้อยกันบ้างไหม?

คำถามนี้โยงรวมไปถึงนักเรียนบาลีรุ่นก่อนๆ ที่เรียนจบชั้นสูงสุดไปแล้วซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นด้วย-ท่านกำลังทำอะไรกันอยู่ คิดจะช่วยแบ่งเบาภาระปู่ทองย้อยมั่งไหม?

หรือจะตอบด้วยถ้อยคำอภิมหาอมตะ-ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมาข้าพเจ้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

....................

ครั้นแล้วความคิดของผมก็แล่นไปที่โพสต์ที่สาม

จุดเด่นของโพสต์ที่สามอยู่ที่ภาพประกอบซึ่งทำเป็นรูปบัตรเชิญ มีข้อความเชิญชวนให้ไปแสดงมุทิตาในโอกาสที่พระเถระรูปหนึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ

จุดที่กระทบใจอยู่ที่นามสมณศักดิ์ ขึ้นต้นด้วย “พระ...” ต่อด้วยคำที่เป็นราชทินนาม และลงท้ายด้วยคำว่า “ศ.ดร.”

.......................................................

“พระ ...... ศ.ดร.”

.......................................................

ขออนุญาตไม่ระบุนาม เพื่อมิให้เกิดความกระทบกระทั่งกัน 

ข้อความในภาพประกอบและข้อความประกอบโพสต์บอกชัดเจนมาก

.......................................................

... ในโอกาสได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ ... ราชทินนามที่ 

                       พระ ...... ศ.ดร. 

.......................................................

ผมเห็นดังนั้นก็ตกใจ สงสัยเต็มประดาว่านามสมณศักดิ์ที่พระราชทานเขียนแบบนี้หรือ รีบไปหาราชกิจจานุเบกษามาดู 

ก็พบว่า นามสมณศักดิ์ที่พระราชทานเขียนแต่เพียง “พระ......” 

ไม่มี “ศ.ดร.” ต่อท้ายแต่ประการใด

นี่มันเกิดอะไรขึ้นในวงการพระศาสนา?

แปลว่า อิทธิพลของวุฒิตำแหน่งวิชาการทางโลกเข้ามาครอบงำชาววัดเต็มตัวแล้วกระนั้นหรือ

ผมเข้าใจดีว่า พระเถระรูปนั้นท่านไม่ได้รู้เห็นกับการเขียนนามสมณศักดิ์แบบนั้น แต่น่าจะเป็นฝีมือคนรอบข้าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังอดคิดไม่ได้อยู่นั่นเองว่า-นี่แปลว่าอิทธิพลของวุฒิตำแหน่งวิชาการทางโลกเข้ามาครอบงำชาววัดเต็มตัวแล้วกระนั้นหรือ

ผมก็เลยเกิดคำถามแบบเดียวกันกับสองโพสต์ข้างต้น คือถามว่า ชาววัดปัจจุบันที่เรียนเอาวุฒิตำแหน่งวิชาการแบบทางโลกซึ่งกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายอยู่ในเวลานี้ ท่านคิดจะเอาความรู้ที่ได้จากวุฒิตำแหน่งวิชาการเช่นนั้นมาช่วยตอบคำถามแบบที่มีญาติญาติมิตรถามข้างต้นโน้น เป็นการช่วยผ่อนแรงแบ่งเบาภาระให้โยมปู่ทองย้อยมั่งไหม?

หรือจะยังคงตอบด้วยถ้อยคำอภิมหาอมตะอีกด้วยเช่นกัน-ไม่ใช่หน้าที่ของอาตมาข้าพเจ้า

....................

คงมีหลายท่านที่คันปากอยากบอกว่า --

เดี๋ยวนี้มีใครบ้างเล่าที่เขาเรียนเพื่อจะเอาความรู้มาตอบปัญหาไร้สาระแบบนั้น 

เขาเรียนเพื่อจะเอาหน้าเอาตา เอายศ เอาตำแหน่งกันทั้งนั้นแหละ

มีแต่ปู่ทองย้อยคนเดียวนั่นแหละ-ที่โง่เอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า

....................

ญาติมิตรที่ถามปัญหาข้างต้น กรุณารอนิดหน่อยนะครับ ผมมีการบ้านล้นโต๊ะ จะค่อยๆ ไปค้นคว้าหาความรู้มาทยอยตอบ

ทำไงได้ คนรู้น้อย-อยากโง่เองทำไม่ล่ะ

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๗:๑๗

 

[full-post]

ความโง่ของคุณปู่

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.