สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
อนุสัยกิเลสเป็นไฉน?
อนุสัย คือกิเลสประเภทที่มีกำลังนอนตามขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า " อนุสัย " ซึ่งแปลว่านอนตาม หมายความว่ายังละไม่ได้ เพราะเป็นกิเลสอย่างละเอียด ลึกซึ้งเห็นได้ยากเป็นไปสงบ ต้องละด้วยปัญญา ต่างจากกิเลสประเภทวีติกกมะ ซึ่งแปลว่ากิเลสก้าวล่วง เมื่อเกิดขึ้นมาก็จะก้าวล่วงออกมาทางกายและทางวาจา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากิเลสหยาบ เพราะเห็นได้ง่าย ละได้ด้วยศีล ส่วนกิเลสประเภทปริยุฏฐานที่แปลว่ากิเลสกลุ้มรุมอยู่ในจิต เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากิเลสอย่างกลาง ต้องละด้วยสมาธิจิตจึงสงบลงได้ ในคัมภีร์นิสสยอักษรปัลลวะ และอักษรสิงหล อธิบายการนอนตามของอนุสัยกิเลสว่า เป็นไปอย่างละเอียดสงบลึกซึ้งเห็นได้ยากว่า
ในชีวิตประจำวันแต่ละวัน ก่อนออกจากที่อยู่อาศัยไปศึกษาเล่าเรียน หรือประกอบอาชีพการงานอะไรก็ตาม เราเคยรำพึงรำพันปราภพอัตภาพของตนอย่างรักใคร่ซาบซึ้งในบุญคุณ โดยนัยว่า " โอ้หนอ ตาทั้งสองข้าง เจ้าช่างดีมีอุปการะต่อเรามากหนอ ทำให้เราได้เห็นสิ่งสวยๆงามๆต่างๆ ก็เพราะอาศัยเจ้า เราจึงมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน ได้ประกอบอาชีพการงาน หูทั้งสอง แขนทั้งสอง ขาทั้งสองก็ทำนองเดียวกัน ถามว่าเราเคยรำพึงรำพังใคร่ครวญเช่นนั้นไหม ก็เปล่าเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ชื่อว่า เราไม่มีความรักใคร่ในอัตภาพของเราเลยหรือ ตรงกันข้ามกลับรักมากเสียด้วย เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสไว้แล้วว่า " รักอื่นเสมอด้วยตนเองไม่มี " แต่อาการขณะเป็นไปของอนุสัยกิเลสถึงจะสงบละเอียดรู้ได้ยากเพราะซึมซาบคุ้นเคยมานานก็จริงอยู่ ถึงกระนั้นก็สามารถรู้ได้ หากได้ดูที่ผลที่เกิดจากประสบอุปัทวเหตุ ทำให้ตาทั้งสองบอดพิการ หรือต้องตัดแขน ตัดขา เป็นต้น เราก็ย่อมเศร้าโศกเสียใจ
ความรักใคร่ที่นอนตามในสิ่งเหล่านี้อันจัดอยู่ในวัตถุกาม ท่านจึงเรียกว่า "กามราคานุสัย" หรืออย่างในการใช้อิริยาบถ เมื่อเกิดทุกขเวทนาขึ้นในอิริยาบถเก่า ถ้าไม่มีการใส่ใจให้ถูกวิธีการ ที่เรียกว่าโยนิโสมนสิการ ความไม่พอใจในอิริยาบถเก่าก็เกิดขึ้นอย่างสงบซึมซาบตามความเคยชิน ท่านเรียกความไม่พอใจเช่นนี้ว่า "ปฏิฆานุสัย"พอเปลี่ยนเป็นอิริยาบถใหม่ สุขเวทนาก็เกิดขึ้น ความยินดีพอใจที่สงบซึมซาบตามความเคยชินเช่นนี้ท่านก็เรียกว่ากามาราคานุสัย เพราะอิริยาบถเป็นวัตถุกาม หรืออย่างความพอใจ ความอิ่มเอิบใจในความสุข ความสงบสุขอันเกิดจากการเจริญสมาธิ หรือการเข้าฌาน ก็เป็นอนุสัยกิเลสเหมือนกัน ท่านเรียกว่า " ภวราคานุสัย " เป็นต้น
รวมความว่า อนุสัยกิเลสจะมีกี่อย่างก็ตาม ก็มีอาการเป็นไปสงบ ไม่ถึงกับกลุ้มรุมจิตใจจนรู้สึกเองได้ และไม่ถึงกับทำกายและวาจาให้เครื่อนไหวได้
กิเลสที่เป็นอนุสัยได้จึงมี 7 อย่างคือ
1. กามราคะ คือ ความยินดีในสุขเวทนา และอุเบกขาเวทนา ที่อาศัยกามอารมณ์เกิดขึ้น เรียกว่า " กามราคานุสัย "
2. ปฏิฆะ คือความขัดเคืองในทุกขเวทนา ที่อาศัยอนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่น่ายินดี)เกิดขึ้น เรียกว่า "ปฏิฆานุสัย"
3. มานะ คือความถือตัวในสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยกาม หรือความตามถือตัวเพราะอาศัยรูปฌานอรูปฌานที่เกิดขึ้นว่า เราเสวยสุขที่ดีกว่าเป็นต้น เรียกว่า "มานานุสัย"
4. ทิฏฐิ ความเห็นผิดในอุปาทานขันธ์ 5 ที่ยึดถือเอาว่าเป็นตัวตน เรียกว่าทิฏฐานุสัย
5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีขันธ์ในอดีตที่ล่วงแล้วเป็นต้น เรียกว่า " วิจิกิจฉานุสัย "
6. ภวราคะ คือความกำหนัดยินดีในรูปฌานอรูปฌาน หรือ รูปภพ อรูปภพ เรียกว่า "ภวราคานุสัย"
7. อวิชชา คือความไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่เป็นที่ตั้งแห่งความหลง กล่าวคือ อุปาทานขันธ์ 5 เพราะความไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ เป็นต้น เรียกว่า "อวิชชานุสัย"
(นิสสยอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรธรรมล้านช้าง อักษรโรมัน)
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ