๕ มาสกเป็นเงินเท่าไร
-----------------------
อาบัติปาราชิกของพระมี ๔ สิกขาบท หรือ ๔ ข้อ เรียกล้อกฎหมายก็ว่า มี ๔ มาตรา
ปาราชิกข้อที่ ๒ ต้นฉบับในพระวินัยบัญญัติไว้ดังนี้ -
...........................................................
โย ปน ภิกฺขุ คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย ยถารูเป อทินฺนาทาเน ราชาโน โจรํ คเหตฺวา หเนยฺยุํ วา พนฺเธยฺยุํ วา ปพฺพาเชยฺยุํ วา โจโรสิ พาโลสิ มูโฬฺหสิ เถโนสีติ ตถารูปํ ภิกฺขุ อทินฺนํ อาทิยมาโน อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโสติ ฯ
ที่มา: ทุติยปาราชิกกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑
พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๘๔
...........................................................
หนังสือวินัยมุขเล่ม ๑ หน้า ๓๐ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลไว้ว่า -
...........................................................
อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนแห่งโจรกรรม จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาจับโจรได้แล้วฆ่าเสียบ้าง จำขังไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยปรับโทษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมยดังนี้ เพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้
...........................................................
หนังสือนวโกวาท หน้า ๒ พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลไว้ว่า
...........................................................
ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก.
...........................................................
ในวินัยปิฎก ตอนที่ว่าด้วยคำจำกัดความในสักขาบทนี้ (ทุติยปาราชิกกัณฑ์ วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๑ พระไตรปิฎกเล่ม ๑ ข้อ ๘๗) ท่านว่าไว้ดังนี้ -
คำว่า “ยถารูเป” (ดูที่ตัวสิกขาบทข้างต้น)
...........................................................
ยถารูปํ นาม ปาทํ วา ปาทารหํ วา อติเรกปาทํ วา ฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวงแปลไว้ว่า -
ที่ชื่อว่า เห็นปานใด คือ หนึ่งบาทก็ดี ควรแก่หนึ่งบาทก็ดี เกินกว่าหนึ่งบาทก็ดี
...........................................................
คำว่า “โจโร”
...........................................................
โจโร นาม โย ปญฺจมาสกํ วา อติเรกปญฺจมาสกํ วา อคฺฆนกํ อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิยติ เอโส โจโร นาม ฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวงแปลไว้ว่า -
ที่ชื่อว่า โจร มีอธิบายว่า ผู้ใดถือเอาสิ่งของอันเขาไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสกก็ดี เกินกว่า ๕ มาสกก็ดี ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย ผู้นั้นชื่อว่า โจร
...........................................................
ปัญหาใหญ่ในปาราชิกข้อที่ ๒ ก็คือ ในบาลีกำหนดไว้ว่าทรัพย์ที่ลักต้องมีมูลค่า “๕ มาสก” ขึ้นไปจึงจะเข้าข่ายเป็นปาราชิก
“๕ มาสก” ในเมืองไทยเรียนรู้กันมาแต่เดิมว่าเท่ากับราคา “หนึ่งบาท” จึงเข้าใจกันมาว่า ภิกษุลักทรัพย์มีราคา ๑ บาทก็เป็นปาราชิกแล้ว ถึงกับพูดกันขำๆ ว่า พระเรามีราคาแค่บาทเดียว
แต่ตกมาถึงปัจจุบันวันนี้ เกิดมีการตั้งประเด็นว่า “๕ มาสก” ไม่ใช่ ๑ บาทอย่างที่เคยเข้าใจ แต่จะเป็นกี่บาทหรือเป็นเงินเท่าไรยังไม่มีการวินิจฉัยเป็นที่ยุติ
เรื่องก็ไปเข้าตำรา-
“๕ มาสก” --
ท่านเจ้าคุณนี่ว่าเป็นเงินเท่านั้น
พระมหานั่นว่าเป็นเงินเท่าโน้น
อาจารย์โน่นว่าเป็นเงินเท่านี้
คือหาข้อยุติไม่ได้ว่าเท่าไรกันแน่
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ไม่ใช่เรื่องเล็กและไม่ใช่เรื่องเล่น
ถ้าเกิดมีพระไปขโมยของเขาแล้วต่อสู้ว่า ของที่ท่านขโมยมีราคาไม่ถึง ๕ มาสก เพราะฉะนั้น ท่านจึงยังไม่เป็นปาราชิก
เราจะเอาตัวเลข “๕ มาสก” ของใครเป็นมาตรฐาน? ของท่านเจ้าคุณนี่ ของท่านมหานั่น หรือของท่านอาจารย์โน่น?
...........................................................
งานเร่งด่วนก็คือ คณะสงฆ์/มหาเถรสมาคมต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมา และวิธีที่ดีที่สุดก็คือตั้ง “กองวิชาการคณะสงฆ์” ขึ้นมาเป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกอรรถกถาฎีกาอาจริยมติทั้งปวง แล้ววินิจฉัยออกมาว่า “๕ มาสกในปัจจุบันเป็นเงินเท่านี้” แล้วประกาศออกมาเป็นมติของคณะสงฆ์ไทย ให้ถือมตินี้เป็นมาตรฐานต่อไป
...........................................................
คณะทำงานหรือ “กองวิชาการคณะสงฆ์” ไม่ใช่หน่วยงานเฉพาะกิจ ทำงานเรื่องนี้เสร็จแล้วสลายตัว แต่ควรเป็นหน่วยงานถาวร ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาอื่นๆ ที่เป็นปัญหาคาใจสังคมซึ่งมีอยู่มากมายหลายเรื่อง-พระทำอย่างนี้ผิดไหม พระทำอย่างนี้ได้ไหม ฯลฯ มีงานให้ทำไม่รู้จบ
“๕ มาสกคือเท่าไร” - คณะสงฆ์/มหาเถรสมาคมต้องมีคำตอบเตรียมไว้ตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้เกิดเรื่องก่อนจึงค่อยคิด
....................
หมายเหตุ:
ญาติมิตรที่จะแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ ขอความกรุณาไม่ต้องยกหรืออ้างความเห็นของท่านผู้นั้นท่านผู้โน้นมาให้ดูนะครับ เพราะยิ่งอ้างยิ่งไม่จบ
เอามติคณะสงฆ์อย่างเดียว
ถ้าคณะสงฆ์เคยมีมติไว้แล้ว ขอความกรุณายกมตินั้นมาให้ดูกัน จะได้ช่วยกันรับรู้และถือเป็นมาตรฐานต่อไป
รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ที่คณะสงฆ์เคยมีมติไว้แล้ว ช่วยยกมาทบทวนกัน เป็นการให้ความรู้แก่สังคม เผื่อใครสงสัยใคร่รู้ พระทำอย่างนี้ผิดหรือไม่แค่ไหนอย่างไร จะได้บอกกันได้ว่าเรื่องอย่างนี้ๆ คณะสงฆ์ไทยเคยมีมติไว้แล้วว่าอย่างนี้ๆ เข้าไปดูได้ที่นี่ๆ
...........................................................
เรื่องนี้ คณะสงฆ์ควรเปิดเว็บไซต์ขึ้นมา
- เอาหลักฐานข้อมูลต่างๆ ที่เป็นมติของคณะสงฆ์ไทยและยังมีผลใช้บังคับอยู่ใส่เข้าไปไว้ในนั้น
- ใครต้องการรู้เรื่องอะไร คลิกเข้าไปหาคำตอบที่นั่นได้เลย
- เรื่องไหนยังไม่เคยมีมติ ก็แจ้งไว้ที่กล่องคำถาม
- เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเอาคำถามไปเข้าที่ประชุมมหาเถรสมาคม
- มหาเถรสมาคมสั่งกองวิชาการคณะสงฆ์พิจารณาหาคำตอบ
- แล้วประกาศออกมาเป็นมติคณะสงฆ์ไทยต่อไป
...........................................................
ถ้าทำดังที่ว่ามานี้ ปัญหาคาใจสังคม-พระทำอย่างนั้นถูกไหม เรื่องนี้พระทำได้ไหม เรื่องโน้นคณะสงฆ์ว่าอย่างไร ฯลฯ ก็จะมีแหล่งคำตอบที่แน่นอน ไม่ต้องตั้งคำถามลอยลมอย่างทุกวันนี้
ผมเขาใจว่า งานเช่นนี้ผู้บริหารการพระศาสนาของเรายังไม่ได้คิดทำ และอาจจะไม่เคยคิดจะทำด้วยซ้ำไป
ผู้ที่สมควรคิดอย่างยิ่งคือ กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
อ้อ! ต้องรอให้นายสั่งก่อน! ลืมไป! โทษที!
--------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๘ กรกฎาคม ๒๕๖๖
๑๑:๒๘
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ