สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ถามว่าพระภิกษุและฆราวาสในยุคปัจจุบันทำไมส่วนมากจึงหย่อนยาน(ชล่าใจ)พระวินัยกัน เป็นต้นว่า ภูตคามสิกขาบท ทั้งๆที่เรียนพระอภิธรรมและพระสูตรมาดีแล้วก็ตาม กลับเห็นเป็นเรื่องคร่ำครึ ซ้ำยังปรามาสด้วยความเห็นของตนอีกว่า "อะไรจะปานนั้น แค่การพรากของเขียวจะห้ามการบรรลุมรรคผลได้เชียวหรือ?"
ขออย่าลืมว่าการบัญญัติสิกขาบทเป็นพุทธวิสัย และเป็นพุทธวิสัยด้วยเหตุใดก็ได้กล่าวไปแล้ว และ การจะเห็นรายละเอียด มีเหตุผลเป็นต้น ในแต่ละสิกขาบทได้อย่างแจ่มแจ้งก็ได้ยกหลักฐานจากพระอรรถกถาจารย์มาแสดงไวัว่าต้องอาศัยลักษณะสาธารณะ 17 ประการ(มาติกา) รวมทั้งวิธีการที่จะศึกษาลักษณะสาธารณะเหล่านั้นให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็ได้กล่าวไว้แล้วเช่นกัน ถ้าชล่าใจไม่ให้ความสำคัญว่าเป็นพุทธวิสัย ก็จะมองข้ามสาระของลักษณะสาธารณะ 17 ประการไปด้วย ส่งผลให้จับหลักการ ประเด็น เหตุผล ประโยชน์และโทษ ตลอดจนตัวสภาวะของสิกขาบทนั้นๆไม่ได้เลย เช่นเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เรื่องการรักษามรรยาทที่พูดไม่ตรงต่อความเป็นจริงเป็นเรื่องโกหก ทั้งๆที่เจตนาก็เป็นไปต่างกัน คือ เจตนาของมรรยาทเป็นไปเพื่อเกื้อกูลประโยชน์
ส่วนเจตนาของการโกหกเป็นไปเพื่อการทำลายประโยชน์ หรือ จำแนกไม่ได้เลยว่า เรื่องธรรมเนียมเป็นสิกขาบทหรือไม่ ในบรรดาสิกขาบท 357 ข้อ ข้อใดบ้างเป็นธรรมเนียม ดังจะสังเกตุเห็นได้จากในอรรถกถาท่านจะอธิบายสิกขาบทเฉพาะที่พระภิกษุต้องถือ 46 สิกขาบท
เฉพาะที่ภิกษุณีต้องถือ 130 สิกขาบท ที่ต้องถือร่วมกันทั้งพระภิกษุทั้งพระภิกษุณี 174 สิกขาบท รวม 350 สิกขาบท ที้งๆ ที่สิกขาบทนับโดยไม่นับซ้ำรวมทั้งส่วนเฉพาะพระภิกษุทั้งส่วนเฉพาะพระภิกษุณีและทั้งส่วนรวม จะมีจำนวนทั้งสิ้น =46+130+174 +7(อธิกรณสมถ) =357 สิกขาบท แม้นในการสวดพระปาติโมกข์ทั้งของพระภิกษุทั้งของพระภิกษุณีก็รวมได้ 357 สิกขาบท ก็แล้วทำไมเล่าพระอรรถกถาจารย์จึงงดแสดงอธิกรณสมถะ 7 สิกขาบทไปเล่า
ตอบว่าเป็นวิธีอธิบายความแบบหนึ่งที่เป็นเหตุให้ผู้ฟังเกิดความเฉลียวใจขึ้นเปิดโอกาสให้ผู้แสดงชี้ให้เห็นประเด็นได้ว่า อธิกรณสมถะ 7 สิกขาบท เป็นธรรมเนียมด้วยลักษณะของอาการเช่นไร มีประโยชน์และกิจเป็นเช่นไร คือใช้ป็นกติกาเฉพาะกิจไม่ใช่ทั่วไป เพื่อประโยชน์ในการสงบระงับอธิกรณ์(คดีความ)เท่านั้น เป็นต้น(นิสสยะอักษรธรรมล้านช้างและอักษรมอญโบราณ) เมื่อศึกษาลักษณะสาธารณะ 17 ประการเข้าใจดีแล้วความสับสนก็จะไม่มี แม้นประโยชน์และโทษก็มีเหตุผลรองรับ ทำให้เกิดศรัทธาปสาทะในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(ตถาคตโพธิศรัทธา) ก็จะเกิดความยินดีเต็มใจในการรักษาและสำรวมพระวินัยอย่างหนักแน่น เพราะการศึกษาลักษณะสาธารณะ 17 ประการตามที่ท่านอรรถกถาจารย์แนะนำนั้นเอง ดังนั้น ความที่ภูตคามสิกขาบทจะห้ามมรรคผลได้อย่างไร จากภาวะจิตรใจที่ขาดตถาคตโพธิศรัทธาปรามาสด้วยอาการดังว่า เป็นสภาพของจิตรใจที่หยาบ แข็งกระด้าง จึงไม่คู่ควรที่รองรับมรรคผลที่มีสภาพละเอียด.อ่อนโยน ซึ่งเป็นสภาพที่เป็นปฏิปักษ์กันอย่างเห็นได้ชัด ความว่าแม้นคุณธรรมเพียงแค่ส่วนที่เป็นศีล ยังไม่รู้อย่างถ่องแท้เลย แล้วจักทำศีลให้บริบูรณ์ได้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้คุณธรรมที่ต้องอาศัยศีลเป็นบาทฐาน มีสมาธิและปัญญา ก็ จะเกิดขึ้นได้ไฉนกันเล่า ?
สมดังพระพุทธพจน์ (บาลี15/23/16) ทรงตรัสไว้ว่า
"สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ
อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ
ความว่า "นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นในศีลแล้ว เจริญจิตและปัญญาอยู่
เป็นผู้มีความเพียร เป็นผู้มีความฉลาดเป็นผู้เห็นภัยในสังสารวัฏ
เขาผู้นั้นแลจะพึงถางพงรกทึบนี้ได้ "
หมายเหตุ คำว่าภิกษุในพระคาถานี้ทรงประสงค์อนุเคราะห์ทั้งบรรพชิตทั้งฆราวาสจึงทรงใช้ในความหมายดังกล่าว ส่วนองค์ธรรมของแต่ละศัพท์โปรดดูในอรรถกถา ฏีกา มีวิสุทธิมรรคเป็นต้นเถิด
เพื่อนสหธรรมิคจะเห็นคุณ การตระหนักถึงความเป็นเป็นผู้ทุศีล และความเป็นผู้มีศีลเนื่องๆ อันเป็นเหตุใกล้ป้องกันไม่ให้เกิดความประมาทชล่าใจในการรักษาศีล เหตุเพราะเป็นการฝึกสติ และสัมปชัญญะให้แข็งแรง ไปในคราวเดียวกัน ได้จากเรื่องราวของพญาเอฬกนาคราช เมื่อครั้งเป็นพระภิกษุผู้ทรงปริยัติในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแล
ควรหรือไม่หนอ? ที่เพื่อนสหธรรมมิคจะพากันศึกษาแต่พระปริยัติจนลืมใส่ใจต่อการตระหนักถึงความเป็นผู้ทุศีล และความเป็นผู้มีศีลเนืองๆ อันเป็นเหตุใกล้ที่ ป้องกันความประมาทชล่าใจ ในการรักษาศีล ดุจ พญาเอฬกนาคราชทีเผลอพลั้งพลาดชล่าใจเพาะขาดสติเป็นอุทาหรณ์นั่นแล

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ