สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สุภสูตร

       สุภมาณพ

   สูตรนี้ กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งหลังพุทธปรินิพพาน อรรถกถากล่าวว่า หลังพุทธปรินิพพานประมาณ 1 เดือน (ก่อนปฐมสังคายนา) พระอานนท์ในเวลา นั้นมีพระเจตกะเป็นพระอุปัฏฐาก พระเจตกะเป็นชาวแคว้นเจติ สุภมาณพในสูตรนี้เป็นบุตรของพราหมณ์โต เทยยะซึ่งตายไปแล้ว อรรถกถากล่าวว่า ชื่อโตเทยยะ หมายถึงคนใหญ่คนโตของตำบลตุทิ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถีโตเทยยะเป็นคนร่ำรวยและตระหนี่อย่างยิ่ง เขาสอนให้ลูกเป็นคนตระหนี่ตาม แม้เห็นพระพุทธองค์ ก็พูดด้วยอย่างดูแคลน สุภมาณพนั้นมาเลื่อมใสใน พระพุทธเจ้าและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะหลังจากบิดาตายแล้ว เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ใหม่ๆ ใครๆ ก็ไปเยี่ยมเยียนพระอานนท์ สุภมาณพอยากจะฟังธรรม อย่างพิสดารเป็นคราวพิเศษเฉพาะจากพระอานนท์ จึงให้คนไปนิมนต์ท่านมาฉันที่บ้านเพราะที่วัดหาโอกาสได้ยากที่จะเข้าถึงพระอานนท์เป็นการส่วนตัว

   พระพุทธเจ้าให้อยู่ในธรรมข้อใด

   หลังจากพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานไม่นาน พระอานนท์อยู่พำนักที่วัดเชตวัน คราวนั้น หนุ่มสุภะ (สุภ มาณพ) บุตรของพราหมณ์ผู้มั่งคั่งชื่อโตเทยยะ ได้เรียกเด็กหนุ่ม คนหนึ่งมาสั่งความให้ไปนมัสการพระอานนท์ว่า ตนขอนิมนต์ ท่านไปโปรดที่บ้าน วันนั้นพระอานนท์ดื่มยาถ่าย จึงขอไปตามคำนิมนต์ในวันรุ่งขึ้น

   วันรุ่งขึ้น พระอานนท์ ซึ่งมีพระเจตกะเป็นพระติดตาม ได้ไปที่บ้านของหนุ่มสุภะ เรื่องที่หนุ่มสุภะนมัสการถามมีอยู่ว่า ในฐานะที่พระคุณเจ้าเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดกับพระพุทธองค์มานาน คงทราบดีว่า ทรงยกย่องคุณธรรมเรื่องใด และทรงให้คนทั้งหลายตั้งอยู่ในธรรมข้อใดบ้าง พระอานนท์ตอบว่า ธรรมที่ทรงยกย่องและให้ปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา 

   ศีล พระอานนท์ชี้ไปที่จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล (เหมือนในพรหมชาลสูตร) ซึ่งผู้เข้ามาขอบวชในพระธรรมวินัยนี้ ต้องสมาทาน สำรวมระวัง ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลย่อมมีความปลอดภัย เหมือนพระราชาผู้ได้มูรธาภิเษกปราบศัตรูได้ราบคาบแล้ว    

   สมาธิ พระอานนท์กล่าวถึงตั้งแต่การที่ภิกษุมองเห็นรูป แล้วสำรวมระวังตาไม่ให้เกิดรักชังครอบงำจิตใจได้ เมื่อได้ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องทางกายและคิดนึกใดๆ ก็สำรวมระวังเช่นเดียวกัน การสำรวมอินทรีย์ดังกล่าวนี้ จะทำให้ภิกษุมีแต่สุขอันหมดจดจากกิเลส ได้ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย (อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร)

   สำหรับสติสัมปชัญญะและสันโดษ พระอานนท์กล่าวว่า การที่ภิกษุเป็นผู้รู้สึกตัวในการก้าว การถอย การแล การเหลียว ฯลฯ ในการหลับ ตื่น พูด นั่ง นั่นเรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ การที่ภิกษุยินดีพอใจในจีวรและบิณฑบาตเท่าที่จะถือติดตัวไปได้เอง เหมือนนกที่มีแต่ปีกเป็นภาระ เรียกว่าเป็นผู้สันโดษ

   เมื่อภิกษุมีศีล มีการสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ มี ความสันโดษเช่นนั้นแล้ว ก็จะยินดีพอใจในที่อยู่อันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ที่โล่ง ลอมฟาง กลับจากบิณ ฑบาต ฉันเสร็จแล้วก็นั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง มีสติจดจ่อ ละ นิวรณ์ทั้ง 5 คือ 

   1. อภิชฌาโลภะ (โลภะคือความเพ่งเล็งอยากได้) 

   2. พยาบาทปโทสะ (ความประทุษร้ายคือพยาบาท) 

   3. ถีนมิทธะ (ความง่วงซึม)    

   4. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน) 

   5. วิจิกิจฉา (ความสงสัยในกุศลธรรม)

   จากนิวรณ์ถึงปฐมฌาน

    การละนิวรณ์ทั้ง 5 ได้นั้น พระอานนท์กล่าวแก่ สุภมาณพว่า ทำให้เกิดความปราโมทย์ (ปาโมชฺชํ-ความยินดีอย่าง อ่อน เป็นความยินดีที่อ่อนกว่าปีติ) เหมือนความยินดีของคนหลุดจากหนี้สิน คนป่วยหายขาดจากโรค นักโทษที่พ้นจากเรือนจำ ทาส ที่ได้ความเป็นไท และคนเดินทางไกลที่พ้นจากทางกันดาร เพราะนิวรณ์ 5 เหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส และเหมือนทางไกลกันดาร

   เมื่อได้ความปราโมทย์เพราะละนิวรณ์ 5 ได้แล้ว ย่อมเกิดปีติ ปีติทำให้กายสงบ กายที่สงบแล้วย่อมเป็นสุข จิตของ ผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น สงัดจากกามและอกุศลธรรม นั่นคือ การเข้าสู่ปฐมฌาน (ฌานที่ 1) ในฌานนี้ จิตถูกจรดอยู่กับอารมณ์ (วิตก) จิตผูกพันอยู่กับอารมณ์นั้น (วิจาร) เกิดปีติชนิดซาบซ่าน ไปทั่วกาย (ผรณาปีติ) เกิดความรู้สึกปลอดโปร่งใจ ไม่มีอะไร บีบคั้นรบกวน (วิเวกสุข) กายของผู้ได้ปฐมฌาน พระอานนท์ กล่าวว่ามีความสดชื่นเอิบอิ่มซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก ไม่มีส่วนไหนๆ ของกายที่ปีติและสุขนั้นจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนการโรยผงทำจุณในภาชนะสำริด ซึ่งเอาน้ำพรมหมักไว้ก่อน ตกเวลาเย็นก็จะเกิดก้อนจุณซึ่งมียางซึมกลมกลืนอย่างทั่วถึง ไม่มีไหลซึมออกไปไหนได้ (เป็นวิธีทำจุณสำหรับอาบน้ำในสมัย โบราณ)

ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

   ทุติยฌาน-ตติยฌาน-จตุตถฌาน

   พระอานนท์กล่าวถึงทุติยฌาน (ฌานที่ 2) ว่า ในฌานนี้ จิตจะผ่องใสอยู่ภายใน ผุดขึ้นโดดเด่น (เอโกทิภาวํ) ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ ซึ่งเอิบอิ่ม ซาบซ่านไปทั่วกายทุกส่วน เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกที่เกิดน้ำพุขึ้นตรงกลาง ไม่มีน้ำจากทางทิศไหนจะไหลเข้าหาได้ และไม่มีฝนตกลงมาด้วย แต่น้ำพุจากห้วงน้ำลึกนั้นก็จะทำให้ห้วงน้ำทั้งหมดเย็นชุ่มไปทั่ว ไม่มีส่วนไหนๆ ของห้วงน้ำจะไม่เย็นเพราะน้ำพุนั้น

   ตติยฌาน (ฌานที่ 3) พระอานนท์กล่าวว่า ผู้เข้าถึงจะมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ มีความสุขทางกาย ปีติหายไป ผู้ได้ฌานนี้จึงเป็นผู้มีอุเบกขามีสติ อยู่เป็นสุข เป็นสุขทางกายทุกส่วนโดยไม่มีปีติ เปรียบเหมือนกอบัวที่งอกอยู่ใต้น้ำ ซึ่งไม่มีส่วนไหนๆ ของกอบัวจะไม่สดชื่นเอิบอิ่มด้วยน้ำเย็น

   จตุตถฌาน (ฌานที่ 4 ) พระอานนท์กล่าวว่า เป็นฌาน ที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่อุเบกขาและสติ ไม่มีสุขและทุกข์ทั้ง กายและใจ มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของจิตที่แผ่ไปทั่วกายทุกส่วน เปรียบเหมือนคนนั่งคลุมตัวด้วยผ้าขาว ไม่มีส่วนไหนๆ ของ กายนั้นที่จะไม่ถูกผ้าขาวห่มคลุม

   สุภมาณพได้ฟังเรื่องสมาธิ ก็กล่าวขึ้นด้วยความพิศวงว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน โดยเฉพาะจากนอกศาสนานี้ ถ้านักบวชพวกอื่นได้สมาธิถึงขั้นนี้คงจะตื่นเต้นดีใจกันใหญ่ คงจะคิดว่าได้บรรลุธรรมสูงสุดแล้ว แต่พระอานนท์ยังบอกว่า ในพระ ธรรมวินัยนี้ยังมีการปฏิบัติที่สูงกว่านั้น 

   ปัญญาคือวิชชา 8

   หลังจากแสดงเรื่องศีลและสมาธิแล้ว พระอานนท์กล่าวถึงปัญญาอันเกิดขึ้นต่อจากจตุตถฌาน ซึ่งได้แก่ วิชชา 8 คือ 

   1. วิปัสสนาญาณ 

   2. มโนมยิทธิ 

   3. อิทธิวิธี (หรือ อิทธิวิชา)

   4. ทิพพโสต 

   5. เจโตปริยญาณ 

   6. ปุพเพนิวาสานุสสติ 

   7. ทิพพจักขุ 

   8. อาสวักขยญาณ) โดยลำดับดังนี้

   เมื่อภิกษุมีจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส และมีจิตนุ่มนวลพร้อมที่จะใช้งาน มั่นคงไม่หวั่นไหว (เป็นจิตในจตุตถฌาน)แล้ว ก็ย่อมจะน้อมจิตไปได้ (จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ) เพื่อญาณทัสสนะ (วิปัสสนาญาณ) ซึ่งจะเกิด ความรู้ชัดแจ้งว่า กายประกอบด้วยธาตุ 4 มีการดำรงอยู่และ แตกดับไปเป็นธรรมดาและวิญญาณก็อาศัยอยู่ในกายนี้ (วิญฺญาณํ เอตฺถ สิตํ เอตฺถ ปฏิพทฺธํ) เหมือนคนตาดีมองเห็นเส้นสีต่างๆ ที่เกิดโดยธรรมชาติในแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์อันเจียรไนอย่างดี

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปได้เพื่อเนรมิตรูปอันเกิดจากใจ (มโนมยิทธิ) คือเนรมิตกายขึ้นอีกกายหนึ่งด้วยใจ กายนั้นมี อวัยวะและอินทรีย์ครบทุกอย่าง (ไม่ใช่เป็นเพียงภาพมายา) เหมือนดึงไส้ออกจากหญ้าปล้อง เหมือนชักดาบออกจากฝัก เหมือนดึงงูออกจากกล่อง คือกายที่เนรมิตขึ้นนั้นเกิดจากใจ แยกออกมา จากกายแท้ๆ ของภิกษุนั้น

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปได้เพื่อสำแดงฤทธิ์ (อิทธิวิธี) เช่น ปรากฏตัวก็ได้ หายตัวก็ได้ เดินทะลุกำแพงก็ได้ ดำดินก็ได้ เหาะเหินก็ได้ เหมือนช่างหม้อ อยากปั้นดินให้เป็นอะไรก็ได้  เหมือนช่างงาช่างทอง จะทำงาทำทองให้เป็นรูปอะไรก็ได้

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปได้เพื่อฟังเสียงที่คนธรรมดาไม่ได้ยิน (ทิพพโสต) คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งไกลและใกล้ เหมือนคนเดินทางไกลที่ได้ยินเสียงกลอง เสียงสังข์เป็นต้น สามารถรู้ได้ว่าเป็นเสียงอะไร

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปได้ เพื่อกำหนดรู้ใจ (เจโตปริย ญาณ) ของคนอื่น สัตว์อื่น (ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ) ว่าเป็น จิตชนิดใด เช่น จิตมีราคะ โทสะหรือโมหะ จิตหดหู่ ฟุ้งซ่าน จิตเป็นโลกุตระ จิตเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิเป็นต้น เหมือน คนส่องดูหน้าตัวเองในกระจกเงาใส หน้ามีไฝไม่มีไฝก็เห็นได้ชัด

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปได้เพื่อระลึกชาติก่อนของตน (ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติ) เป็นสิบชาติร้อยชาติหรือเป็นกัปๆ ว่าเคยเกิด เป็นอะไร มีชีวิตเป็นอยู่อย่างไรในแต่ละชาติ เหมือนคนระลึกได้ ว่าตนเคยออกจากบ้านนี้ไปบ้านโน้นแล้วกลับบ้านเดิม ระหว่างนั้นก็ ระลึกได้ว่าเคยทำอะไรบ้าง

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปได้เพื่อหยั่งรู้การตายและการเกิด ของสัตว์ทั้งหลายด้วยตาทิพย์ (ทิพพจักขุ) ซึ่งเป็นไปตามกรรม ว่าใครทำอะไรแล้วตายและเกิดด้วยผลกรรมนั้นอย่างไร เหมือน คนตาดียืนอยู่บนปราสาทที่ทาง 4 แพร่ง ย่อมมองเห็นคนทั้งหลายไปไหนมาไหนรอบทิศทาง

   ภิกษุนั้นย่อมน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ คือรู้ชัดตาม ความเป็นจริงในอริยสัจ 4 เมื่อรู้อย่างนั้น จิตก็พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เมื่อจิตหลุดพ้น ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าตนสิ้นทุกข์แล้วโดยสิ้นเชิง (เป็นพระอรหันต์) เหมือนคนตาดียืนอยู่บนขอบสระ ณ ยอดเขาที่น้ำใส มองเห็นหอยโข่ง หอยกาบ กรวดหินและปลา แหวกว่ายไปมาได้อย่างชัดเจน

   สุภมาณพได้ฟังเรื่องปัญญาตามลำดับดังกล่าวนี้ ก็ยอม รับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากนักบวชเหล่าอื่น และยอมรับว่า ไม่มีอะไรอีกแล้วที่คนเราจะปฏิบัติให้บรรลุได้ยิ่งกว่านี้ เขากล่าวชื่นชมว่า พระอานนท์แสดงธรรมได้แจ่มแจ้ง ทำให้หมดข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง และประกาศตนเป็นอุบาสกตั้งแต่บัดนั้น

   (พระสูตรนี้ทำให้เห็นชัดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ใน พระพุทธศาสนามีขอบเขตอย่างไรและสัมพันธ์กันอย่างไร โดย เฉพาะสมาธินั้นมีกระบวนการปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นอย่างไร และ ปัญญาก็คือวิชชา 8 ซึ่งเกิดจากฌาน วิปัสสนาญาณเป็นปัญญา อย่างหนึ่งที่เกิดจากฌาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ญาณทัสสนะ)

------------

 

[full-post]

ปกิณกธรรม,สุภสูตร,สุภมาณพ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.