หยั่งลงสู่พระอภิธรรม ครั้งที่ ๑๓
ลักขณาทิจตุกกะ
****
สภาวธรรมทุกชนิด นอกจากจะเป็นเพียงสภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่จัดเป็นสามัญญลักษณะ กล่าวคือ เป็นธรรมชาติที่ถูกบีบคั้น เพราะมีการเกิดขึ้นแล้วดับไป และประกอบขึ้นด้วยปัจจัย หาผู้สร้างมิได้แล้ว ก็จริง แต่กระนั้น สภาวธรรมแต่ละชนิด ย่อมมีสภาวะที่สามารถกำหนดได้โดยความแตกต่าง ไม่สาธารณะแก่สภาวธรรมอย่างอื่น.
เมื่อจะกำหนดสภาวธรรมเหล่านั้นให้เห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน บัณฑิตจะอาศัยสภาวะ ๔ ประการเหล่านี้ คือ ลักษณะ, รส, ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน. สภาวะ ๔ ประการที่ใช้จำแนกสภาวธรรมเหล่านั้น เรียกว่า ลักขณาทิจตุกกะ (สภาวะ ๔ มีลักษณะเป็นต้น).
มีข้อสรุปความหมาย และอรรถาธิบายลักขณาทิจตุกกะ ซึ่งรวบรวมได้จากคัมภีร์อรรถกถาและฏีกาพระอภิธรรมดังต่อไปนี้
๑. ลักษณะ มี ๒ นัย สามารถถือเอาได้โดยความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
ก. สภาวลักษณะ ภาวะอันเป็นของตน คือ ความไม่เป็นสาธารณะแก่ธรรมที่ไม่เป็นพวกเดียวกับตน เช่น "อนวชฺชลกฺขณํ กุสลํ" กุศล มีอันไม่มีโทษเป็นลักษณะ ความไม่มีโทษของกุศลโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอื่น ก็จะไม่เป็นสาธารณะแก่อกุศล และอัพยากตะ.
ข. สามัญญลักษณะ ในที่นี้ คือ ลักษณะที่แสดงความเสมอกัน กล่าวคือ เป็นสาธารณะแก่ธรรมที่เป็นพวกเดียวกับตน เช่น ความเป็นธรรมไม่มีโทษของของกุศลนั้น จะเสมอกัน จะเป็นสาธารณะแก่กุศลทุกประเภท.
คัมภีร์ฏีกาอภิธัมมาวตาร ให้คำจำกัดความของศัพท์ว่า ลกฺขณํ ว่า "ลกฺขียติ เอเตนาติ ลกฺขณํ" (กรณสาธนะ)
ลักษณะเป็นเครื่องกำหนด ชื่อว่า ลักษณะ ได้แก่ สภาวะที่เอามากำหนดความต่างกันของสภาวธรรมนี้ กับสภาวธรรมอีกอย่างหนึ่ง.
อีกนัยหนึ่ง "ลกฺขียตีติ ลกฺขณํ" (กัมมสาธนะ) สิ่งอันถูกกำหนด ชื่อว่า ลักษณะ. ได้แก่ สภาวะที่รู้ได้ ซึ่งจะเป็นตัวอธิบายสภาวธรรมนั้นๆ ซึ่งยังมีความหมายลี้ลับ.
๒. รส มี ๒ นัยเช่นเดียวกัน คือ
ก. กิจรส กิจ, หน้าที่ เช่น อกุสลวิทฺธนรสํ (กุสลํ) กุศลมีหน้าที่กำจัดอกุศล
ข. สัมปัตติรส ความสมบูรณ์ หรือ คุณสมบัติของตน เช่น (โวทานรสํ)
กุศลมีความไม่แปดเปื้อนด้วยกิเลสมลทินเป็นความสมบูรณ์ หรือ เป็นคุณสมบัติของตน
พระคันถรจนาจารย์ทั้งหลาย จะเลือกสองนัยนี้อย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นคำอธิบายที่เหมาะสมต่อการทำให้สภาวธรรมนั้นๆ ชัดเจนกว่า.
๓. ปัจจุปัฏฐาน มี ๒ นัยเช่นดียวกันคือ
ก. อุปัฏฐานาการปัจจุปัฏฐาน อาการที่เป็นเครื่องปรากฏแก่ความรู้ โดยเป็นสิ่งที่พึงถูกถือเอา หมายความว่า เป็นอาการซึ่งสามารถกำหนดถือเอาได้อย่างชัดเจนว่่าตนมีความเป็นไปอย่างไร เช่น สนฺธานปจฺจุปฏฺฐานํ (จิตฺตํ) จิตมีความสืบต่อเป็นอุปัฏฐาการปัจจุปัฏฐาน
เมื่อกำหนดสภาวะคือจิตนี้ก็จะรู้คือถือเอาได้ว่า จิตย่อมปรากฏเหมือนกับกำลังสืบต่อระหว่างจิตที่เกิดขึ้นก่อนหน้ากับที่เกิดต่อมาอย่างไม่หยุดยั้ง.
ข. ผลปัจจุปัฏฐานผล อันอาศัยเหตุของตนเกิดขึ้นย่อมเป็นเหมือน (สอดคล้อง) กับเหตุ.
กรณีนี้ถือเอาผลว่าเป็นความปรากฏของสภาวธรรมนั้น โดยเป็นสิ่งที่เหมือนกับเหตุ เนื่องด้วยเหตุ และดำรงอยู่โดยภาวะที่เกิดขึ้นร่วมกับเหตุ แต่ปรากฏในภายหลัง (สหชาตนานักขณิกะ) เช่น
อิฏฺฐวิปากปจฺจุปฏฺฐานํ (กุสลํ) กุศลมีวิบากน่าปรารถนาเป็นผลปัจจุปัฏฐาน.
กุศลเมื่อเป็นสภาวธรรมที่ไม่มีโทษ ย่อมส่งผลเป็นความน่าปรารถนา ดังนั้น วิบากคือผลน่าปรารถนาจึงอาศัยเหตุคือกุศลแล้วปรากฏขึ้นสอดคล้องกับกุศลนั้น และตั้งอยู่ในภายหลังที่กุศลนั้นดับแล้ว.
๔. ปทัฏฐาน คือ เหตุใกล้
คำว่า เหตุใกล้ (อาสนฺนการณํ) ได้แก่ เหตุอันเป็นประธาน, เหตุสำคัญ, เหตุหลัก (ปธานการณํ).
อนึ่ง ปทฏฺฐาน มาจาก ปท = เหตุ + ฐาน = เหตุ จะเห็นว่า ทั้งสองนี้ มีความหมายว่า เหตุ เมื่อนำสองคำที่มีความหมายเดียวกันมาประกอบเป็นศัพท์เดียวแล้วบทหน้าจะทำให้บทหลังมีความพิเศษยิ่ง เหมือนคำว่า โมมูฬหะ. โม ย่อมาจาก โมห คือ ความหลง, มูฬหะ ก็คือ ความหลง เช่นกัน ดังนั้น คำว่า โมมูฬหะ จึงแปลว่า หลงอย่างยิ่ง. แม้ คำว่า ปทฏฺฐานํ ก็มีความหมายว่า เหตุพิเศษยิ่ง. ดังที่่ท่านอธิบายว่า เหตุใกล้ (อาสนฺนการณํ). ในฏีกาอภิธัมมาวตาร ขยายความว่า เหตุอันเป็นประธาน (ปธานการณํ) หมายความว่า เป็นเหตุใหญ่ที่สุด. แม้คำนี้ ก็หมายถึง เหตุมีกำลังยิ่ง เพราะเป็นเหตุที่อยู่ใกล้สุด เช่น
โยนิโสมนสิการปทฏฺฐานํ (กุสลํ) กุศล มีความใส่ใจโดยอุบายเป็นเหตุใกล้.
เมื่อไม่มีโยนิโสมนสิการ กุศลจะไม่เกิด. และเมื่อมีโยนิโสมนสิการ กุศลจึงเกิด เพราะฉะนั้น โยนิโสฯ นี้จึงเป็นเหตุใกล้ที่สำคัญ.
***
หยั่งลงสู่พระอภิธรรม ครั้งที่ ๑๓ ลักขณาทิจตุกกะ มีเพียงเท่านี้
ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ