สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
การสงเคราะห์จริต 6 อย่าง เข้ากับบุคคล 6 ประเภท
ภาวะที่เป็นไปโดยมากเป็นปกติในจิตสันดาน แห่งธรรมมีราคะเป็นต้น หรืิอ ภาวะที่ธรรมมีราคะเป็นต้น เป็นไปในจิตสันดานหนาแน่น ชื่อว่า
" จริยา " ก็จริยานั้น มี 6 อย่าง มีราคจริยาเป็นต้น
บุคคลผู้มีราคจริยา ชื่อว่า บุคคล ราคจริต แม้บุคคลผู้ชื่อว่า โทสจริต เป็นต้น ก็อย่างนี้เหมือนกัน กล่าวคือ
บุคคลใด มีราคะเกิดขึ้นในจิตสันดานบ่อยๆ ได้อารมณ์ที่น่าปรารถนา แม้้เพียงน้อยนิด ก็เกิดราคะมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลราคจริต
บุคคลใด มีโทสะเกิดขึ้นในจิตสันดานบ่อยๆ ำด้อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาแม้เพียงน้อยนิด ก็เกิดโทสะมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลโทสจริต
บุคคลใด เป็นผู้มากด้วยความหลง มีแต่ความลังเลใจในอันที่จะถือเอาอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดีเป็นต้น ก็ดี มีความฟุ้งซ่านเกิดอยู่บ่อยๆ ไม่อาจถือเอาอารมณ์ตามลำดับด้วยดี เพราะจิตคอยแต่จะตกไปจากอารมณ์ที่ได้ถือเอาแล้วได้โดยง่ายยิ่งนัก ก็ดี บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลโมหจริต
บุคคลใด เป็นผู้มากด้วยความเลื่อมใส ปรารถนาแต่จะพบเห็นผู้มีศีล ใคร่ในการทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ประสบอารมณ์ที่น่าเลื่อมใสแม้เพียงน้อยนิด ศรัทธาก็ตั้งขึ้นได้ฉับพลัน บุคคลนั้น ชื่อว่า บุคคลสัทธาจริต
บุคคลใด เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะเกิดได้ง่าย ก็ดี เป็นผู้มากด้วยการพิจารณาถึงคุณและโทษก่อนจะทำ ก็ดี ยินดีฟังธรรมที่มีอรรถลึกซึ้งพาดพิงสุญญตา ก็ดี ยินดีคบหาบัณฑิต ก็ดี เกิดความสลดสังเวชใจในฐานะที่ควรสลดสังเวชใจอยู่เสมอ ก็ดี เป็นต้น บุคคลนั้น.ชื่อว่า
บุคคลพุทธิจริต
บุคคลใด เป็นผู้มากด้วยความดำริจะทำในกิจการทั้งหลายนั้นๆ พอการที่กำหนดไว้ว่า
" เราจะทำกิจนี้ " มาถึงก็กลับไม่ทำ ทว่า ปรารภจะทำกิจอื่น เป็นบุคคลที่ผู้รู้เรียกว่า ภัสสพหุลตา(ความเป็นผู้พูดมากกว่าทำ) หาจิตใจความคิดที่มั่นคงแน่นอนมิได้ เปลี่ยนแปลงความคิดได้ง่าย บุคคลนั้น.ได้ชื่อว่า บุคคลวิตกจริต
ถึงแม้นว่า บุคคลแต่ละคน ย่อมมีจริยาได้ทั่ง 6 อย่างก็ตาม การที่เรียกบุคคลผู้นั้นว่า " บุคคลราคจริต " ก็โดยเกี่ยวกับเป็นผู้มี ราคจรืยาออกหน้า เป็นประธาน ยิ่งกว่าจริยาอื่นๆเท่านั้น แม้ที่เรียกว่า " บุคคลโทสจริต " เป็นต้น ก็มีนัยเช่นนี้้เหมือนกันแล
------------
ประเภทสมถกรรมฐานที่เป็นสัปปายะ สำหรับบุคคลจริตต่างๆ
อสุภ 10 และโกฏฐาสภาวนาที่เรียกว่า กายคตาสติ เป็น สัปปายะสำหรับบุคคลราคจริต
อัปปมัญญา 4 และวรรณกสิณ 4 มีนีลกสิณเป็นต้น เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลโทสจริต
อานาปานะ เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลโมหจริต และบุคคลวิตกจริต
เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ โดยความเป็นอารมณ์แห่งความรอบรู้(ปัญญา)ว่า ลมนั้นเป็นลมหายออก หรืิอเป็นลมหายใจเข้า สั้นหรือยาวเป็นต้น ซึ่งต้องอาศัยความรอบรู้ทุกขณะอาการ และเพราะใส่ใจความรอบรู้ได้เช่นนี้นี่เอง จึงห้ามความพล่านไปในอารมณ์อื่นแห่งวิตกได้
อนุสติ 6 มีพุทธานุสติเป็นต้น เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลสัทธาจริต
มรณะ อุปสมะ สัญญา และ ววัตถาน เป็นสัปปายะสำหรับบุคคลพุทธิ
ส่วนกรรมฐานที่เหลือทั้งหมด เป็นสัปปายะแก่บุคคลทุกจริต
แม้บรรดากสิณทั้งหลาย กสิณขนาดใหญ่ก็ย่อมเป็นสัปปายะสำหรับบุคคลโมหจริต ขนาดเล็กย่อมเป็นสัปปายะสำหรับบุคคลวิตกจริต
(อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา)
------------------
สมถกรรมฐาน มี 7 หมวด 40 ประเภท ดังนี้
1. หมวด กสิณ มี 10 ประเภท
2. หมวด อสุภะ มี 10 ประเภท
3. หมวด อนุสติ.มี 10 ประเภท
4. หมวด อัปปมัญญา มี 4 ประเภท
5. หมวด สัญญา มี 1 ประเภท
6. หมวด ววัตถาน มี 1 ประเภท
7. หมวด อรูป มี 4 ประเภท
ดวงกสิณ(มณฑลกสิณ) มี ดวงปฐวีเป็นต้น ก็ดี มี นิมิตที่บังเกิดจากการเพ่งดวงกสิณนั้นๆ ก็ดี และฌานที่มีปฏิภาคนิมิต เป็นอารมณ์ ก็ดี ชื่อว่ากสิณ เพราะความที่แผ่ไปหาที่สุดมิได้ มี 10
ประเภท มี ปฐวีกสิณเป็นต้น
ซากศพที่ไม่งาม โดยเกี่ยวกับเป็นซากศพที่อืดขึ้นพองเป็นต้น ชื่อว่าอสุภะ มี 10 ประเภท มี ซากศพที่อืดขึ้นพองเป็นต้น
สติที่ระลึกเนืองๆ ชื่อว่าอนุสติ มี 10 ประเภท มี พุทธานุสติ(ความระลึกเนืองๆถึงพระพุทธคุณ)เป็นต้น
ธรรม 4 อย่าง มี เมตตาเป็นต้น ชื่อว่า อัปปมัญญา เพราะความที่มีสัตว์หาประมาณมิได้ เป็นอารมณ์
ความสำคัญว่า เป็นปฏิกูล ในอาหารที่กลืนกิน ชื่อว่า สัญญา มี 1 ประเภท
การกำหนดแยกธาตุ 4 มีปฐวีธาตุเป็นต้น ชื่อว่า ววัตถาน มี 1 ประเภท
อารมณ์แห่งอรูป และการเจริญอรูปฌาน 4 มี อากาสานัญจายตนะเป็นต้น ชื่อว่า อรูป 4
------------///--------------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ