พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๓๘)-จบ

---------------------------

บทความชุด “พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน” ผมเขียนขึ้นจากความคิดเมื่อได้อ่านบทความเรื่อง “เรื่องราวที่อยากเขียน”

..........................................................

“เรื่องราวที่อยากเขียน” เขียนว่าอย่างไร ตามไปอ่านที่ลิงก์นี้ครับ

..........................................................

https://www.facebook.com/tsangsinchai/posts/pfbid0vnrRzzkMJHKzuEp1H88aseJTTzAybPBb8Gp53pEV2aQeY96ReWvV2KkXys9P1Adrl

..........................................................

อ่านแล้ว ผมเห็นว่ามีหลายคำ-หลายความ ที่น่าจะต้องอธิบายหรือแก้ไข เพราะถ้าใครเชื่อตามบทความ ความคิดความเข้าใจหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับพระ+เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจะคลาดเคลื่อน 

อย่างน้อยก็คลาดเคลื่อนตามความเห็นของผม

แน่นอน ผู้อ่านอื่นๆ อาจไม่เห็นจุดที่ผมยกขึ้นมาชี้ให้ดู หรือเห็นจุดนั้นแต่ไม่เห็นความผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรืออาจจะเห็นว่า-ไม่เห็นจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนตรงไหน

เราไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน 

และผมก็ไม่ได้ขอให้ใครเห็นด้วย

เพียงแต่ขอให้ช่วยกันคิด

..........................................................

ไม่ต้องเห็นด้วย

แต่ให้ช่วยกันคิด

..........................................................

เวลานี้ อาการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในโลกสื่อสารออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียก็คือ การเฉยเมยต่อเรื่องถูกผิด

ใครจะเสนอเรื่องอะไรสู่สาธารณะ ผิดถูกอย่างไรไม่รับรู้

รับรู้สาร

แต่ไม่รับรู้ความถูกผิดที่อยู่ในสาร

ใครจะเขียนผิด สะกดผิด ใช้คำผิด พูดผิด ทำผิด ตลอดจนคิดผิดในเรื่องใดๆ ทุกคนจะปล่อยเลยเฉยผ่าน ไม่ทัก ไม่ท้วง ไม่ติง ไม่เตือน ไม่ว่าอะไรกันทั้งนั้น

ฝ่ายผู้นำสารมาสื่อ มาโพสต์ มาเผยแพร่ ก็มักกระทำอาการคล้ายกับที่คำไทยเรียกว่า “สะบัดตูด” คือโพสต์แล้วโพสต์เลย เขียนผิดพูดผิดบ้างหรือเปล่า ไม่คิดจะย้อนกลับมาตรวจสอบทบทวนใดๆ 

เรื่องผิดก็ถูกปล่อยให้ผิดอยู่อย่างนั้น ไม่แก้

พอนานเข้า ผิดกันมากเข้า ทีนี้กลายเป็นข้ออ้าง-ที่ไหนๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้

หนักเข้า ผิดกลายเป็นถูก บางทีอ้างหน้าตาเฉยว่า-ถ้าผิดก็ต้องมีคนทักท้วงแล้วสิ นี่ไม่เห็นมีใครว่าอะไรนี่

ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ การปล่อยเลยเฉยผ่านกลายเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องถูกต้อง เป็นมารยาทที่ดี

แต่ที่ร้ายสุดก็คือ ถ้าใครไปทักท้วงเข้า จะถูกรุมประณามทันทีว่า “ดีแต่เที่ยวจับผิดชาวบ้าน”

ใครก็ตามที่คิดคำว่า “จับผิดชาวบ้าน” ขึ้นมา ต้องนับว่าสุดยอด พอได้ยินคำนี้-“จับผิดชาวบ้าน”-ทุกคนก็หยุดเหมือนถูกนะจังงัง

เวลานี้ เห็นใครทำผิด เห็นอะไรผิด แล้วปล่อยเลยเฉยผ่าน กำลังกลายเป็นค่านิยม คือเป็นอย่างนี้กันทั่วไปหมด 

ใครทักท้วงกลายเป็นพวกจับผิดชาวบ้านไปหมด

แล้วผลเป็นอย่างไร?

ผลที่เกิดเฉพาะหน้าเวลานี้ก็คือ ขยะภาษาล้นหน้าเฟซบุ๊ก ล้นหน้าโลกโซเชียล 

แล้วก็-ไม่มีใครสักคนที่รู้ตัวว่า-นั่นแหละฝีมือกูเอง!

นี่เฉพาะเรื่องการใช้ภาษา 

ยังไม่นับ-ทัศนะวิปริต แนวคิดวิปลาส ที่ระบาดในฐานะ “เสรีภาพในการเห็นต่าง”

.....................

เมื่อวันก่อน มีท่านผู้หนึ่งโพสต์ข้อความอ้างถึงคำบาลีว่า “จตุราสีติ สหสฺสานิ” (บาลีคำนี้แปลว่า “แปดหมื่นสี่พัน”) ท่านแปลว่า “พระธรรมจำนวนสี่ราศี มีหัวข้อหมวดพระธรรมเรื่อง อริยสัจสี่ เป็นต้น” 

คาดเดาว่า “สี่ราศี” ท่านแปลมาจาก “จตุราสีติ” จตุ = สี่ ราสี = ราศี

มาในมาดใหม่ ไม่ทราบว่าเรียนมาจากตำราเล่มไหน

เมื่อเช้าวันนี้เอง (๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖) ผมเห็นโพสต์ของท่านผู้หนึ่งลงภาพข้อความมีเนื้อหาเป็นการบรรยายธรรม ข้อความตอนหนึ่งว่า -

..........................................................

... การเพ่ง เกร็ง บังคับเพื่อให้เวทนาที่เราไม่ชอบหายไป ด้วยอำนาจของโทมนัสจึงเกิดขึ้น อตฺตกิลมถานุโยโค การยึดติดในอัตตาเข้ามา ...

..........................................................

นั่นคือ แปล “อตฺตกิลมถานุโยโค” ว่า “การยึดติดในอัตตา” 

นี่ก็มาในมาดใหม่อีก

ก็-เช่นเคย ไม่มีใครทักท้วงเตือนติง เดี๋ยวโดน - “ดีแต่เที่ยวจับผิดชาวบ้าน”

ต่อไปคงมีนักอธิบายธรรมะบอกว่า มรรคมีองค์แปดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้นไม่ถูกต้อง มรรคต้องมีองค์เก้าจึงจะถูกต้อง เพราะเลข ๙ เป็นเลขมงคล

และทุกคนก็คงเฉย-ตามค่านิยม-การไม่ทักท้วงถือกันว่าเป็นมารยาทที่ดี

ทีนี้พระพุทธศาสนาก็เจริญไม่รู้เรื่องกันละ!!

.....................

ผมกำลังจะบอกว่า เห็นใครทำผิดแล้วไม่ทักท้วง นั่นคือการสมรู้ร่วมคิดกันทำผิด

หลักของการทักท้วงก็คือ ตั้งจิตเป็นไมตรี หวังดีหวังเจริญต่อกัน ไม่มีเจตนากดข่มเหยียบย่ำ ทำด้วยความสุภาพ และรู้กาลเทศะ 

ในกรณีที่ทำกับพระ นอกจากยึดหลักที่ว่านี้แล้ว ที่ต้องยึดไว้เป็นพิเศษก็คือ-ต้องไม่หย่อนความเคารพ

ท่านผู้หนึ่งโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ ท่านเขียนดีมาก ผมคัดลอกไว้ แต่ลืมชื่อท่าน  ขออนุญาตยกมาปิดท้ายบทความชุด “พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน” ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่ง

ท่านเขียนไว้ดังนี้ - 

..........................................................

ในการทำงานรับใช้พระสงฆ์นั้น ต้องตั้งใจไว้ว่า 

จะเข้าไปเพียงเป็นผู้รับใช้พระสงฆ์ 

เพียงเป็นผู้อำนวยความสะดวก 

เพียงเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้พระสงฆ์เท่านั้น

อย่าได้มีจิตคิดตีตนเสมอพระสงฆ์ 

อย่าได้ดูหมิ่นสบประมาทพระสงฆ์ 

หรือข่มเหงใจพระสงฆ์ด้วยความรู้ความสามารถที่เรามีอย่างเด็ดขาด

..........................................................

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๕:๓๕ 

[full-post]

พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.