สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
อุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถอย่างไรให้มีผลมาก
ครั้งหนึ่งขณะพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่มิคารมาตุปราสาทในวัดบุพพาราม วันนั้นเป็นวันอุโบสถนางวิสาขาเข้าไปเฝ้า ทรงถามนางว่าไปไหนมาแต่เช้า นางวิสาขากราบทูลว่า วันนี้นางมารักษาอุโบสถ
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดด้วยเรื่องอุโบสถ 3 ประเภทคือ 1. โคปาลกอุโบสถ 2. นิคัณฐอุโบสถ 3. อริยอุโบสถ
โคปาลกอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่เหมือนนายโคบาล กล่าวคือ นายโคบาลนั้นจะมอบคืนโค ที่ตนรับจ้างเลี้ยงในเวลาเย็น แล้วครุ่นคิดแต่ว่า วันนี้พาโคกินดื่มที่ไหนมาบ้าง พรุ่งนี้จะพามันไปกินไปดื่มที่ไหนบ้าง คนรักษาอุโบสถบางคนก็เหมือนนายโคบาลรักษาอุโบสถไป คิดถึงอาหารที่กินในวันนี้ไป และคิดถึงว่าพรุ่งนี้จะได้กินอะไร เป็นการรักษาอุโบสถไปพร้อมกับความอยาก ใช้วันให้หมดไปด้วยความอยากนั้น อุโบสถที่รักษาอย่างนี้ไม่มีผลมาก
นิคัณฐอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่เหมือนนิครนถ์กล่าวคือพวกนิครนถ์นั้น สอนสาวกให้ออกตระเวนทำร้ายสัตว์รอบทิศในรัศมี 100 โยชน์โดยให้เอ็นดูกรุณาสัตว์บางประเภท ไม่เอ็นดูกรุณาสัตว์บางประเภท พอถึงวันอุโบสถ นิครนถ์ก็เกณฑ์ให้หมู่พวกเป็นชีเปลือย บอกว่าสละสิ้นแล้วทุกอย่าง ไม่ข้องอยู่กับใครอะไรที่ไหน แต่ความจริง มารดาบิดาบุตรภรรยาของเขาก็รับรู้อยู่ว่าเขาเป็นบุตรเป็นสามีเป็นบิดา และเขาก็รู้แก่ใจอยู่ว่า ตนเป็นบุตรเป็นสามีเป็นบิดาของคนเหล่านั้น เขาสอนคนอื่นให้ถือสัจจะพร้อมกับที่ตัวเองพูดเท็จ เท่ากับว่าลักเขากิน อุโบสถที่รักษาอย่างนี้ก็ไม่มีผลมาก
อริยอุโบสถ ตรัสสอนนางวิสาขาในเรื่องอริยอุโบสถโดยจําแนกเป็น 5 อย่าง คือ
1. พรหมอุโบสถ (อุโบสถเนื่องด้วยพรหม) คือการทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้วด้วยความพยายามโดยการระลึกถึงพระพุทธเจ้าตามนัยแห่งบทสรรเสริญพุทธคุณ) ซึ่งจะทำให้จิตผ่องใสเกิดปราโมทย์ละอุปกิเลสได้เหมือนการสระผมให้สะอาดด้วยตะกรัน (น้ำผลไม้) ดินเหนียว น้ำ และความพยายามประกอบกัน เรียกวิธีนี้ว่า พรหมอุโบสถ เพราะเปรียบพระพุทธเจ้าเหมือนพรหม เพื่อให้ตระหนักถึงพรหมวิหาร 4 ได้ง่าย
2. ธรรมอุโบสถ(อุโบสถเนื่องด้วยพระธรรม) คือการทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้วด้วยความพยายาม โดยการระลึกถึงพระธรรม ตามนัยแห่งบทสรรเสริญธรรมคุณ... เหมือนการอาบน้ำชำระกายให้สะอาดด้วยฝุ่นหิน จุณ น้ำ และความพยายามประกอบกัน
3. สังฆอุโบสถ(อุโบสถเนื่องด้วยพระสงฆ์) คือการทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้วด้วยความพยายาม โดยการระลึกถึงพระสงฆ์ตามนัยแห่งบทสรรเสริญสังฆคุณ ... เหมือนการซักผ้าให้สะอาดด้วยดินเค็ม ขี้เถ้าโคมัย น้ำและความพยายามประกอบกัน
(อุโบสถทั้ง 3 อย่างนี้เป็นการน้อมจิตให้อยู่กับพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ซึ่งจะยังจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วตลอดเวลาที่อยู่รักษาอุโบสถ)
4. ศีลอุโบสถ(อุโบสถเนื่องด้วยศีล) คือการทำจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้วด้วยความพยายาม โดยการระลึกถึงศีลของตนที่ไม่ขาดไม่ทะลุไม่ด่างไม่พร้อย... เหมือนการขัดแว่นที่มัวให้ใสด้วยน้ำมัน ขี้เถ้า แปรง และความพยายามประกอบกัน
5. เทวตาอุโบสถ(อุโบสถเนื่องด้วยเทวดา) คือการทําจิตที่เศร้าหมองให้ผ่องแผ้วด้วยความพยายามโดยการระลึกถึงเทวดา และธรรมที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา ว่าเทวดาทั้งหลายนั้นเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จึงได้ไปเกิดในภพเทวดานั้น ๆ ตัวเราก็มีธรรมทั้ง 5 อย่างนั้นครบถ้วนเหมือนกัน...เหมือนการทำทองที่หมอง ให้วาววับด้วยเตา ดินเค็ม ดินเหลือง สูบ คีม และความพยายามประกอบกัน
เพราะการระลึกถึงอุโบสถทั้ง 5 นี้ย่อมทำให้จิตของผู้ระลึกมีความผ่องใส เกิดความปราโมทย์ ละความเศร้าหมองแห่งจิตเสียได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อริยสาวกพึงเห็นประจักษ์ว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย
(1 ) เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์
(2) เว้นขาดจากการลักทรัพย์
(3) ละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
(4) เว้นขาดจากการพูดเท็จ
(5) เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่ง ความประมาท
(6) ฉันมื้อเดียวไม่ฉันกลางคืน
(7) เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี การดูการละเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล
(8) เว้นขาดจากที่นอนสูงและที่นอนใหญ่
พระอริยสาวกเมื่อปฏิบัติครบทั้ง 8 นี้ ชื่อว่าทำตามพระอรหันต์และรักษาอุโบสถ
อริยอุโบสถนี้ มีผลานิสงส์มากกว่าการครองราชย์ของพระเจ้าจักรพรรดิผูัครอบครองทั้ง ๑๖ แคว้น คือ อังคะ มคธะ กาสี โกสละ วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ กัมโพชะ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยแก้ว 7 ประการ เพราะราชสมบัติของมนุษย์เมื่อนำไปเปรียบกับสุขที่เป็นทิพย์ถือว่าเป็นของเล็กน้อย บุคคลผู้รักษาอุโบสถที่ประกอบด้วยองค์ 8 ตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง หลังจากตายแล้วจะไปเกิดอยู่ร่วมกับ เทวดาชั้นจาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิตนิมมานรดี และปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งมีอายุยืนยาวมากกว่ากันเป็นลำดับไป
(๒๐/๕๑๐/๒๐๖-๒๑๖)
--------------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ