สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ

 

จูฬหัตถิปโทปมสูตร

ว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง สูตรเล็ก

   เนื้อความโดยย่อ

   เรื่องรอยของพระตถาคต

   ชานุสโสณพราหมณ์นั่งรถขาวออกจากกรุงสาวัตถี เห็นปิโลติกปริพาชกเดินสวนทางมา จึงหยุดรถทักทายปราศรัย มีใจความดังนี้

   (ชานุสโสณิถาม ปิโลติกปริพาชกตอบ)

   ถาม มาจากไหนแต่ยังวันเชียว

   ตอบ มาจากสำนักท่านพระโคดม

   ถาม คงได้เห็นความเฉียบแหลมแห่งปัญญาของท่านพระโคดมหรืออย่างไร

   ตอบ ข้าพเจ้าเป็นใครจึงจะเห็นความเฉียบแหลมแห่งพระปัญญานั้นได้ ความจริง ไม่มีใครสามารถเห็นความเฉียบแหลมแห่งพระปัญญานั้นได้ นอกจาก ท่านพระโคดมเอง

   ถาม ไฉนจึงสรรเสริญท่านพระโคดมอย่างยิ่งเช่นนี้

   ตอบ ข้าพเจ้าไม่สรรเสริญได้อย่างไร ใคร ๆ ก็พากันสรรเสริญกันว่าท่านพระโคดมประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

   ถาม ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงได้เลื่อมใสในท่านพระโคดมอย่างยิ่งใหญ่ ถึงเพียงนี้

   ตอบ เพราะข้าพเจ้าได้เห็นรอยของพระตถาคต ๔ รอย จึงตัดสินใจว่า พระ สมณโคดมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมที่พระสมณโคดมตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระสมณโคดมเป็นผู้ปฏิบัติดี เหมือนพรานช้างเห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ทั้งยาวและกว้าง ในป่าที่อยู่ของช้าง จึงตัดสินใจว่า “ช้างตัวนี้ใหญ่จริงหนอ"

   ปิโลติกปริพาชกตั้งคำถามว่า รอย ๔ รอยของพระสมณโคดมคืออะไร แล้วตอบเองว่า

   ๑. ตนได้เห็นขัตติยบัณฑิตบางพวกเป็นผู้ละเอียดอ่อน โต้ตอบวาทะของผู้อื่นได้ประหนึ่งยิงขนทรายก็ไม่พลาด ขัตติยบัณฑิตเหล่านั้น เมื่อทราบว่าพระสมณโคดมจะ เสด็จไปพักในหมู่บ้านหรือนิคมชื่อโน้น ก็พากันเตรียมผูกปัญหาอย่างดีว่า เมื่อถามอย่างนี้แล้ว ถ้าพระสมณโคดมตรัสตอบอย่างนี้ ๆ ก็จะยกวาทะ ข้อกล่าวหาขึ้นโต้ตอบอย่างนั้น ๆ ครั้นเมื่อ พระสมณโคดมเสด็จไปถึงหมู่บ้านหรือนิคมชื่อโน้นแล้ว ก็พากันไปเฝ้าถึงที่ประทับ ยังไม่ทันได้ถามปัญหา พระสมณโคดมก็ทรงชี้แจงให้ขัตติยบัณฑิตเหล่านั้นเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ขัตติยบัณฑิตเหล่านั้นก็ไม่ได้ถามปัญหาที่เตรียมไว้และไม่ได้ยกวาทะขึ้นโต้ตอบอย่างที่ตั้งใจไว้ กลับยอมตนเป็นสาวกของพระสมณโคดม

   เมื่อเห็นรอยที่ ๑ ในพระสมณโคดมแล้ว ก็ตัดสินใจได้ว่า พระสมณโคดมเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมที่พระสมณโคดมตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวก ของพระสมณโคดมเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

   ๒. ตนได้เห็นพราหมณบัณฑิตบางพวก... 

   ๓. ตนได้เห็นคหบดีบัณฑิตบางพวก...

   ๔. ตนได้เห็นสมณบัณฑิตบางพวก เป็นผู้ละเอียดอ่อน โต้ตอบวาทะของ ผู้อื่นได้ ประหนึ่งยิงขนทรายก็ไม่พลาด สมณบัณฑิตเหล่านั้น เมื่อทราบว่า พระสมณ โคดมจะเสด็จไปพักในหมู่บ้านหรือนิคมชื่อโน้น ก็พากันเตรียมผูกปัญหาอย่างดีว่า เมื่อถามอย่างนี้แล้ว ถ้าพระสมณโคดมตอบอย่างนี้ ๆ ก็จะยกวาทะขึ้นโต้ตอบอย่างนั้น ๆ ครั้นเมื่อ พระสมณโคดมเสด็จไปถึงหมู่บ้านหรือนิคมชื่อโน้นแล้ว ก็พากันไปเฝ้าถึงที่ประทับ ยัง ไม่ทันได้ถามปัญหา พระสมณโคดมก็ทรงชี้แจงให้สมณบัณฑิตเหล่านั้นเห็นชัด ... ปลอบ ชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา สมณบัณฑิตเหล่านั้นก็ไม่ได้ถามปัญหาที่เตรียมไว้ และไม่ได้ยกวาทะขึ้นโต้ตอบอย่างที่ตั้งใจไว้ กลับทูลขอบรรพชากับพระสมณโคดม เมื่อได้รับการบรรพชาแล้ว สมณบัณฑิตเหล่านั้นได้หลีกออกจากหมู่คณะ ไม่ประมาท มีความ เพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ที่บรรพชิตทั้งหลายต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง และกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ เราทั้งหลายไม่สูญเสียเลยแม้แต่น้อย เราทั้งหลายไม่สูญเสียเลยแม้แต่น้อย เพราะในกาลก่อน เราทั้งหลายทั้งที่ไม่เป็นสมณะเลยก็ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่เป็นพราหมณ์เลย ก็ปฏิญญาว่าเป็นพราหมณ์ ไม่เป็นพระอรหันต์เลย ก็ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันต์ บัดนี้ พวกเรา เป็นสมณะแล้ว บัดนี้ พวกเราเป็นพราหมณ์แล้ว บัดนี้ พวกเราเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อเห็นรอยที่ ๔ ในพระสมณโคดมแล้ว ก็ตัดสินใจได้ว่า พระสมณโคดมเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมที่พระสมณโคดมตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์สาวก ของพระสมณโคดมเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

   เมื่อปิโลติกปริพาชกกล่าวจบ ชานุสโสณิพราหมณ์ลงจากรถ ห่มผ้าเฉลียงบ่า ประนมมือไปทางทิศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ เปล่งวาจาแสดงความนอบน้อมว่า นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมมาสมฺพุทธสฺส (๓ ครั้ง) และคิดว่า “ทำอย่างไรหนอ เราจะได้พบ พระสมณโคดมนั้นสักครั้ง ทำอย่างไรจึงจะได้สนทนาปราศรัย กับพระสมณโคดม บ้าง" 

   จากนั้นได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคในพระเชตวัน กราบทูลเรื่องที่สนทนากับ

ปิโลติกปริพาชกให้ทรงทราบทุกประการ

   ทรงเสริมวาทะของปิโลติกะให้สมบูรณ์

   พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ข้ออุปมาด้วยรอยเท้าช้างของปิโลติกปริพาชกยังไม่สมบูรณ์ แล้วทรงอุปมาให้ชานุสโสณิพราหมณ์ฟังว่า

   ๑. พรานช้างผู้ฉลาด เพียงแต่เห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ ยาวและกว้างเท่านั้น จะไม่ด่วนตัดสินใจว่า “ช้างตัวนี้ใหญ่จริงหนอ” เพราะอาจเป็นรอยเท้าช้างพังเท้าใหญ่ชื่อ วามนิกา (พังค่อม)ก็ได้

   ๒. พรานช้างผู้ฉลาด จึงเดินตามรอยเท้าช้างนั้นไป ก็เห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ ทั้งยาวทั้งกว้าง และมีรอยเสียดสีกายในที่สูง แต่ไม่ด่วนตัดสินใจว่า “ช้างตัวนี้ใหญ่จริงหนอ" เพราะอาจเป็นรอยเท้าของช้างพัง เท้าใหญ่ ตัวสูงโย่ง มีขนายดำ ชื่ออุจจากาฬาริกา (พังโย่งขนายดำ)ก็ได้

   ๓. พรานช้างผู้ฉลาด จึงเดินตามรอยเท้าช้างนั้นต่อไป ก็เห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ ทั้งยาวทั้งกว้าง มีรอยเสียดสีกายในที่สูง และมีรอยที่ถูกงาแซะขาดในที่สูง แต่ไม่ ด่วนตัดสินใจว่า “ช้างตัวนใหญ่จริงหนอ” เพราะอาจเป็นรอยเท้าของช้างพัง เท้าใหญ่ ตัวสูงโย่ง มีขนายตูมชื่ออุจจากเณรุกา (พังโย่งขนายตูม)ก็ได้

   ๔. พรานช้างผู้ฉลาด จึงเดินตามรอยเท้าช้างนั้นต่อไป ก็เห็นรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ ทั้งยาวทั้งกว้าง มีรอยเสียดสีกายในที่สูง มีรอยที่ถูกงาแซะขาดในที่สูงและมีกิ่งไม้ ในที่สูงหักลงมา ทั้งได้เห็นช้างนั้นที่โคนต้นไม้ หรือในที่แจ้ง กำลังเดิน ยืน หมอบ หรือ นอนอยู่ จึงตัดสินใจว่า “ช้างตัวนี้ใหญ่จริงหนอ” ข้อนี้ฉันใด

   รอยของพระตถาคตก็ฉันนั้น คือ เมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก กุลบุตรได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใสออกบวชเป็นผู้ถึงพร้อม ด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุ (สิกขาและสาชีพ คำว่า สิกขา หมายถึงอธิศีลสิกขา คำว่า สาชีพ หมายถึงสิกขาบทที่ทรงบัญญัติ เพื่อให้ภิกษุอยู่ร่วมกันกับภิกษุอื่น ๆ ได้ ดำรงชีพร่วมกันได้ มีความประพฤติเสมอกัน (ม.ม.อ. (บาลี) ๒/๒๙๒/๑๑๓) สิกขาและสาชีพของภิกษุมี ๒๖ ข้อ ตรงกับจุฬศีล ในพรหมชาลสูตร (ที.สี.) ข้างต้น)สมอด้วยภิกษุทั้งหลายเป็นผู้สันโดษด้วยจีวรพอคุ้มร่างกาย และบิณฑบาตพออิ่มท้อง มีความคล่องตัวไปไหนได้ทันทีเหมือนนกที่มีแต่ปีก สำรวม อินทรีย์และมีสติสัมปชัญญะบำเพ็ญเพียรทางใจ ณ เสนาสนะอันสงัดจนละนิวรณ์ ๕ ประการได้ สงัดจากกามและบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ซึ่งแต่ละฌานทรงเรียกว่าตถาคตบท (รอยคือญาณของพระตถาคต บ้าง ตถาคตนิเสวิต (รอยเสียดสีกายคือญาณของพระตถาคตบ้าง ตถาคตรัญชิต (รอยที่ เขี้ยวแก้วคือญาณของพระตถาคตแซะขาด)บ้าง

   ภิกษุนั้นแม้ได้เห็นรอยทั้ง ๔ รอยนี้ก็ไม่ด่วนตัดสินใจว่า “พระผู้มีพระภาคเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว” จนกว่าจะได้บรรลุอาสวักขยญาณด้วยตนเอง รู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มี กิจอื่นอีก จึงตัดสินใจดังกล่าว

   เมื่อตรัสจบ ชานุสโสณิ พราหมณ์ประกาศตนเป็นอุบาสก

 

[full-post]

จูฬหัตถิปโทปมสูตร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.