สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


มหาหัตถิปโทปมสูตร

   ว่าด้วยอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง สูตรใหญ่

   เนื้อความโดยย่อ

   ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ท่านพระสารีบุตร แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เริ่มต้นด้วยบทอุทเทสดังนี้

   ภาคอุทเทส

   “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมดรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง ชาวโลกกล่าวว่า 'เป็น ยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะรอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่' แม้ฉันใด กุศลธรรมทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน นับเข้าในอริยสัจ ๔"

   ภาคนิทเทส

   ท่านอธิบายขยายความในบทอุทเทสข้างต้น ดังต่อไปนี้

   อริยสัจ ๔ คืออะไร คือ 

   (๑) ทุกขอริยสัจ

   (๒) ทุกขสมุทยอริยสัจ 

   (๓) ทุกขนิโรธอริยสัจ 

   (๔) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

   ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไร

   คือ ชาติเป็นทุกข์ ชราเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสเป็นทุกข์ การไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการ เป็นทุกข์

   อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไรคือ    

   ๑. รูปปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือรูป) 

   ๒. เวทนูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือเวทนา) 

   ๓. สัญญูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสัญญา) 

   ๔. สังขารูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือสังขาร) 

   ๕. วิญญาณูปาทานขันธ์ (อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ)

พระไตรปิฎกแก่นธรรม

   ๓. รูปูปาทานขันธ์ คืออะไร

   คือ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ (รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔)

   -มหาภูตรูป ๔ คือ

   ๑. ปฐวีธาตุ

   ๒. อาโปธาตุ

   ๓. เตโชธาตุ

   ๔. วาโยธาตุ

   -ปฐวีธาตุ มี ๒ ประการ คือ ปฐวีธาตุภายในและปฐวีธาตุภายนอก ปฐวีธาตุ ภายใน คือ อุปาทินนกรูปภายในที่มีลักษณะเฉพาะตน (คือเป็นของแขันแข็ง หยาบ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า หรืออุปาทินนกรูปอย่างอื่นใดที่มีลักษณะเฉพาะตน เป็นของแขันแข็ง หยาบ

   ปฐวีธาตุภายในและปฐวีธาตุภายนอก ก็คือปฐวีธาตุนั่นเอง บัณฑิตควรเห็น ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้จะเบื่อหน่ายในปฐวีธาตุ และทำจิตให้คายกำหนัดจากปฐวีธาตุ 

   เวลาที่อาโปธาตุภายนอกกำเริบย่อมมีได้ เมื่ออาโปธาตุภายนอกกำเริบ จะทำให้ ปฐวีธาตุภายนอกอันตรธานไปได้ ควรพิจารณาว่า แม้ปฐวีธาตุภายนอกที่ใหญ่เพียงนั้น ก็ยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไป เสื่อมไป แปรผันไปได้ ไฉนกายนี้ ซึ่งตั้งอยู่ ชั่วเวลาอันสั้นที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าเรามีอยู่ จะไม่ปรากฏเป็นของ ไม่เที่ยงได้เล่า เมื่อภิกษุคิดเห็นเช่นนี้ก็จะไม่มีความยึดถือในปฐวีธาตุภายในนี้

   เมื่อถูกด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียน ถ้าภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า “ทุกขเวทนาอันเกิดจากโสตสัมผัสนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้ว แต่ทุกขเวทนานั้นอาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่อาศัยเหตุก็เกิดขึ้นไม่ได้ ทุกขเวทนาอาศัยอะไรจึงเกิดขึ้นได้ ทุกขเวทนาอาศัยผัสสะ จึงเกิดขึ้นได้” เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาต่อไปว่า ผัสสะไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง จิตของภิกษุนั้นก็จะผ่องใส ดำรงมั่นและน้อมไป ในอารมณ์คือธาตุนั้น

   หากชนเหล่าอื่นพยายามทำร้ายด้วยประการต่าง ๆ เช่น ด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศัสตรา ก็ให้คิดอย่างนี้ว่า กายนี้เป็นที่รองรับการทําร้ายด้วยประการเหล่านั้น ให้นึกถึงพระโอวาทที่อุปมาด้วยเลื่อย(ดังตรัสไว้ในกกจูปมสูตร) และให้คิดว่า “ความเพียรที่เราเริ่มทำมาแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เราตั้งไว้แล้ว จักหลงลืมกาย(นามกาย)ที่เราทำให้สงบแล้ว จักไม่กระวนกระวาย จิตที่เราทำให้ตั้งมั่นแล้ว จักมีอารมณ์แน่วแน่ คราวนี้ต่อให้มีการทำร้ายด้วยประการต่าง ๆ เราก็จะทำตามคำสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายให้จงได้ "  

   เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขา อันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นก็สลดหดหูใจเหมือนหญิงสะใภ้ที่เห็นพ่อผัว แล้วสลดหดหูใจ แต่ถ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขา อันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดี ภิกษุนั้นก็ย่อมพอใจ

   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

   -อาโปธาตุ มี ๒ ประการ คือ อาโปธาตุภายใน และอาโปธาตุภายนอก อาโปธาตุภายใน คือ อุปาทินนกรูปภายในที่มีลักษณะเฉพาะตน (คือเป็นของเอิบอาบ มีความเอิบอาบ ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หรืออุปาทินนกรูปภายในอย่างอื่นใดที่มีลักษณะเฉพาะตน เป็นของ เอิบอาบ มีความเอิบอาบ

   อาโปธาตุภายในและอาโปธาตุภายนอกก็คืออาโปธาตุนั่นเอง บัณฑิตพึงเห็น ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตา

ของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้จะเบื่อหน่ายในอาโปธาตุและทำจิตให้คายกำหนัดจากอาโปธาตุ   

   เวลาที่อาโปธาตุภายนอกกำเริบย่อมมีได้ เมื่ออาโปธาตุภายนอกกำเริบ จะพัดพา บ้าน นิคม นคร หรือชนบท หรือบางส่วนของชนบทไปได้ น้ำในมหาสมุทรยังมีเต็ม และพร่องได้ จึงควรพิจารณาว่า อาโปธาตุภายนอกยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความ สิ้นไป เสื่อมไป แปรผันไปได้ ไฉนกายนี้ซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาอันสั้นที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือ ว่าเรา ว่าของเรา ว่าเรามีอยู่ จะไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยงได้เล่า เมื่อภิกษุคิดเห็นเช่นนี้ ก็จะไม่มีความยึดถือในอาโปธาตุภายในนี้...แต่ถ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์อยู่อย่างนี้แล้ว อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดี ภิกษุนั้นก็ย่อมพอใจ

   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุนั้นได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย     

   -เตโชธาตุ มี ๒ ประการ คือ เตโชธาตุภายในและเตโชธาตุภายนอก เตโชธาตุ ภายใน คือ อุปาทินนกรูปภายในที่มีลักษณะเฉพาะตน คือเป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อน ได้แก่ ธรรมชาติที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้ร่างกายทรุดโทรม ทำให้ร่างกาย เร่าร้อนที่เป็นเครื่องย่อยอาหาร หรืออุปาทินนกรูปภายในอย่างอื่นใดที่มีลักษณะเฉพาะตน เป็นของเร่าร้อน มีความเร่าร้อน

   เตโชธาตุภายในและเตโชธาตุภายนอกก็คือเตโชธาตุนั่นเอง บัณฑิตพึงเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้จะเบื่อหน่ายในเตโชธาตุและทำจิตให้คายกำหนัดจากเตโชธาตุ

   เวลาที่เตโชธาตุภายนอกกำเริบย่อมมีได้ เมื่อเตโชธาตุภายนอกกำเริบ จะเผาไหม้ นิคม นคร หรือชนบท หรือบางส่วนของชนบท นอกจากนี้ยังลุกลามมาถึงหญ้าสด หนทาง ภูเขา น้ำ หรือภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ จนหมดเชื้อ จึงดับไปเอง

   เตโชธาตุภายนอกซึ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไป แปรผันไปได้ ไฉนกายนี้ซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาอันสั้นที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าเรามีอยู่ จักไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยงได้เล่า เมื่อภิกษุคิดเห็นเช่นนี้ ก็ไม่มีความยึดถือ ในเตโชภายนอก...

   - วาโยธาตุ มี ๒ ประการ คือ วาโยธาตุภายในและวาโยธาตุภายนอก วาโยธาตุ ภายในคืออุปาทินนกรูปภายในที่มีลักษณะเฉพาะตน คือเป็นของพัดไปมา มีความพัด ไปมา ได้แก่ ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในลำไส้ ลมที่แล่นไป ตามอวัยวะน้อยใหญ่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรืออุปาทินนกรูปภายในอื่นใดที่เป็น ของเฉพาะตนเป็นของพัดไปมา มีความพัดไปมา

   วาโยธาตุภายในและวาโยธาตุภายนอก ก็คือวาโยธาตุนั่นเอง บัณฑิตพึงเห็น ตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตา ของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้ จะเบื่อหน่ายในวาโยธาตุและทำจิตให้คายกำหนัดจากวาโยธาตุ

   เวลาที่วาโยธาตุภายนอกกำเริบย่อมจะมีได้ เมื่อวาโยธาตุภายนอกกำเริบจะ พัดพาบ้าน นิคม นคร หรือชนบท หรือบางส่วนของชนบทไป ยังมีเวลาที่ไม่มีลม คนทั้งหลายต้องใช้พัดใบตาลบ้าง พัดอย่างอื่นบ้าง เพื่อแสวงหาลม

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

   วาโยธาตุภายนอก ซึ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ยังปรากฏเป็นของไม่เที่ยง มีความสิ้นไป เสื่อมไป แปรผันไปได้ ไฉนกายนี้ซึ่งตั้งอยู่ชั่วเวลาอันสั้นที่ถูกตัณหาเข้าไปยึดถือว่าเรา ว่าของเรา ว่าเรามีอยู่ จักไม่ปรากฏเป็นของไม่เที่ยงได้เล่า เมื่อภิกษุคิดเห็นเช่นนี้ก็ไม่มี ความยึดถือในวาโยธาตุภายนอก

   เมื่อถูกด่า บริภาษ เกรี้ยวกราด เบียดเบียน ถ้าภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า “ทุกข เวทนาอันเกิดจากโสตสัมผัสนี้ เกิดขึ้นแก่เราแล้ว แต่ทุกขเวทนานั้นอาศัยเหตุจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่อาศัยเหตุก็เกิดขึ้นไม่ได้ ทุกขเวทนาอาศัยอะไรจึงเกิดขึ้นได้ ทุกขเวทนาอาศัยผัสสะ จึงเกิดขึ้นได้” เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาต่อไปว่า “ผัสสะไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง” จิตของภิกษุนั้นก็จะผ่องใสดำรงมั่นและน้อมไป ในอารมณ์คือธาตุนั้น

   หากชนเหล่าอื่นพยายามทำร้ายด้วยประการต่าง ๆ เช่น ด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรือศัสตรา ก็ให้คิดอย่างนี้ว่า กายนี้เป็นที่รองรับการทําร้ายด้วยประการ เหล่านั้น ให้นึกถึงพระโอวาทที่อุปมาด้วยเลื่อย (ดังที่ตรัสไว้ในกกจูปมสูตรข้างต้น) และ ให้คิดว่า “ความเพียรที่เราเริ่มทำมาแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติที่เราตั้งไว้แล้ว จักไม่ หลงลืม กาย (นามกาย)ที่เราทำให้สงบแล้ว จักไม่กระวนกระวาย จิตที่เราทำให้ตั้งมั่น แล้ว จักมีอารมณ์แน่วแน่ คราวนี้ต่อให้มีการทำร้ายด้วยประการต่าง ๆ เราก็จะทำตาม คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายให้จงได้"

   เมื่อภิกษุนั้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ ถ้าอุเบกขา อันอาศัยกุศลธรรมยังดำรงอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้นก็สลดหดหูใจ เหมือนหญิงสะใภ้ที่เห็น พ่อผัวแล้วสลดหดหู่ใจ แต่ถ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อยู่อย่างนี้ อุเบกขาอันอาศัยกุศลธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยดี ภิกษุนั้นก็ย่อมพอใจ

   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 

   ปฏิจจสมุปปันนธรรม

   ท่านพระสารีบุตรกล่าวสรุปมหาภูตรูปไว้ว่า อากาศอาศัยไม้ เถาวัลย์ หญ้า และดินเหนียวมาประกอบเข้าด้วยกัน จึงเรียกว่าเรือน ข้อนี้ฉันใด อากาศอาศัยกระดูก เอ็น เนื้อ และหนังมาประกอบเข้าด้วยกัน จึงเรียกว่า รูป ก็ฉันนั้น 

   หากจักษุที่เป็นอายตนะภายใน ไม่แตกทำลาย แต่รูป (รูปารมณ์ที่เป็นอายตนะ ภายนอก) ไม่มาสู่คลองจักษุ ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปนั้นก็ไม่มี จักขุวิญญาณก็ไม่ปรากฏ หากจักษุไม่แตกทำลายและรูปก็มาสู่คลองจักษุ แต่ความใส่ใจอันเกิดจากจักขุและรูปนั้นไม่มี จักขุวิญญาณก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อใด จักษุไม่แตกทำลาย รูปมาสู่คลอง ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากจักษุและรูปก็มี เมื่อนั้นจักขุวิญญาณก็ปรากฏ   

   รูปแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในรูปูปาทานขันธ์ 

   เวทนาแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในเวทนูปาทานขันธ์   

   สัญญาแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในสัญญูปาทานขันธ์    

   สังขารแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในสังขารูปาทานขันธ์ 

   วิญญาณแห่งสภาพอย่างนั้นจัดเข้าในวิญญาณูปาทานขันธ์ 

   ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า การรวบรวม การประชุม และหมวดหมู่แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ จะมีได้ด้วยประการฉะนี้

   หากโสตะ (ที่เป็นอายตนะภายใน) ไม่แตกทำลาย... หากมานะที่เป็นอายตนะภายใน ไม่แตกทําลาย... 

   หากฆานะ (ที่เป็นอายตนะภายใน) ไม่แตกทำลาย...

   หากชิวหา (ที่เป็นอายตนะภายใน) ไม่แตกทําลาย... 

   หากกาย (ที่เป็นอายตนะภายใน) ไม่แตกทําลาย... 

   หากมโน (ที่เป็นอายตนะภายใน) ไม่แตกทำลายแต่ธรรมารมณ์ ที่เป็นอายตนะ ภายนอกไม่มาสู่คลองมโนทั้งความใส่ใจอันเกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นก็ไม่มี มโนวิญญาณ ก็ไม่ปรากฏ หากมโนไม่แตกทำลาย และธรรมารมณ์ก็มาสู่คลองมโน แต่ความใส่ใจอัน เกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นไม่มี มโนวิญญาณก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อใดมโนไม่แตกทําลาย ธรรมารมณ์มาสู่คลองมโน ทั้งความใส่ใจอันเกิดจากมโนและธรรมารมณ์นั้นก็มี เมื่อนั้น มโนวิญญาณก็ปรากฏ

   รูปแห่งสภาพอย่างนี้ จัดเข้าในรูปปาทานขันธ์

   เวทนาแห่งสภาพอย่างนี้ จัดเข้าในเวทนูปาทานขันธ์  

   สัญญาแห่งสภาพอย่างนี้ จัดเข้าในสัญญูปาทานขันธ์ 

   สังขารแห่งสภาพอย่างนี้ จัดเข้าในสังขารูปาทานขันธ์ 

   วิญญาณแห่งสภาพอย่างนี้ จัดเข้าในวิญญาณูปาทานขันธ์ 

   ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า การรวบรวม การประชุม และหมวดหมู่แห่งอุปาทาน ขันธ์ ๕ ประการ จะมีได้ด้วยประการฉะนี้

   ในตอนท้าย ท่านอธิบายเชื่อมโยงเข้าหาปฏิจจสมุปบาท โดยยกพระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคที่ว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น

ชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม ความพอใจ ความอาลัย ความยินดี ความชื่นชอบในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่า ทุกขสมุทัย การกำจัดความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจ ความพอใจในอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ชื่อว่าทุกขนิโรธ 

   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ภิกษุได้ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 

   เมื่อท่านพระสารีบุตรอธิบายจบ ภิกษุเหล่านั้นต่างมีใจยินดี ชื่นชมเถรภาษิตนี้ 

---------///---------


[full-post]

มหาหัตถิปโทปมสูตร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.