หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ที่ไหน?
ปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวกันว่า หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ที่การรอบรู้ อริยสัจจะ 4 และขึ้นชื่อว่าการรอบรู้อริยสัจจะ 4 นั้น ต้องประกอบด้วย ความรู้ 1 ความเข้าใจ 1 ความเข้าถึง 1
ถามว่า องค์คุณเหล่านั้นเป็นไฉน 1 ? สภาวะ(องค์ธรรม)ขององค์คุณเหล่านั้น คือ อะไร ?
ตอบว่า ในอริยสัจจธรรม ทั้ง 4 ประการนั้น มีญาณกำกับไว้สัจจะละ 3 ญาณเพื่อความรอบรู้ครบสมบูรณ์และถูกต้อง เรียกว่า สัจจญาณ 1 กิจจญาณ 1 กตญาณ 1 ดังนั้น 4 สัจจะ จึงรวมได้เป็น 3 รอบ 12 ญาณดังนี้ :-
รอบที่ 1. สัจจญาณ ได้แก่ การเรียนรู้(สุตมยปัญญาที่นิยมเรียกกันว่าปรโตโฆสะนั่นเอง)กิจของสัจจะทั้ง 4 ว่า ทุกขสัจจ์เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ 1 สมุทัยสัจจ์ เป็นธรรมที่ควรละ(ปหาน) 1 นิโรธสัจจ์เป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง 1 มรรคสัจจ์เป็นธรรมที่ควรเจริญ 1
รอบที่ 2 กิจจญาณ ได้แก่ความเข้าใจ(จินตามยปัญญาที่นิยมเรียกกันว่าโยนิโสมนสิการนั่นเอง)กิจทั้ง 4 อันเกิดจากเรียนสัจจญาณนั่นแหละ คือ ลงมือกำหนดรู้ทุกข์ 1 ลงมือละตัณหา 1 ลงมือทำนิโรธให้แจ้ง 1 ลงมือเจริญมรรคมีองค์ 8 ให้เกิดขึ้น
รอบที่ 3 กตญาณ ได้แก่ความเข้าถึง(บรรลุธรรม=ภาวนามยปัญญา) คือ ความสำเร็จผลของสัจจญาณและกิจจญาณที่ถูกต้องสมบูรณ์ คือ ทุกข์ที่ควรกำหนดรู้ ก็ได้รู้แล้ว สมุทัยที่ควรละ ก็ได้ละแล้ว นิโรธที่ควรทำให้แจ้ง ก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรค มี องค์ 8 ที่ควรเจริญ ก็ได้เจริญแล้ว
สรุป ญาณทั้ง 3 รอบลงในพระศาสนา 3 ประเภท
- รอบสัจจญาน เป็น ปริยัติศาสนา
- รอบกิจจญาณ เป็น ปฏิบัติศาสนา
- รอบกตญาณ เป็น ปฏิเวธศาสนา
ผู้รอบรู้อริยสัจจะ 4 คือ ประเภทอริยะบุคคล ตามมรรคสัจจ์ที่บุคคลนั้นๆเจริญได้
ถามว่า กิจของแต่ละอริยสัจจ์ต่างกัน พึงปฏิบัติเช่นไร กิจของอริยสัจจ์ทั้ง 4 จึงจะเสร็จสิ้นบริบูรณ์ได้
ตอบว่า ต้องกำหนดรู้ทุกข์ สมุทัยก็ถูกจะถูกละไปในคราวเดียวกัน ส่งผลให้มรรคเจริญขึ้น ก็เข้าใกล้นิโรธมากขึ้น หมายความการกำหนดรู้ทุกข์นั่นเองเป็นเหตุให้กิจของอริยสัจจะ 4 ดำเนินไปพร้อมกันได้ อุปมาเหมือนการจุดประทีป ขณะนั้น กิจไหม้ไส้ กิจทำน้ำมันให้หมดไป กิจทำแสงสว่างก็เกิดขึ้น กิจกำจัดความมืดให้หายไป ก็ดำเนินไปพร้อมฉันนั้นนั่นแหละ
สมดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า " โย ภิกฺขเว ทุกฺขํ ปสฺสติ ทุกขสมุทยํปิ โส ปสฺสติ."(สํ.มหา.19/536) แปลว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัยแล "
-----------------------
อปัณณกสูตร ว่าด้วยข้อปฏิบัติไม่ผิด
ตรัสว่า ภิกษุชื่อว่าปฏิบัติไม่ผิด คือ การปรารภเหตุเพื่อความสิ้นอาสวะเพราะประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ คือ
(๑) การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายหมายถึงเห็นรูปทางตา ฟังเสียงทางหู ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย รู้ธรรมารมณ์ทางใจแล้วไม่รวบถือ ไม่แยกถือปฏิบัติเพื่อสำรวมในจักขุนทรีย์เป็นต้น ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรม คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ พึงรักษาและทำให้ถึงพร้อมด้วยความสำรวมในจักขุนทรีย์เป็นต้น
(๒) รู้จักประมาณในการบริโภค(การใช้สอยปัจจัย ๔) มี อาหารเป็นต้น หมายถึงพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงบริโภค มิใช่เพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับ เพื่อตกแต่ง แต่เพียงเพื่อความดำรงอยู่ได้แห่งกาย เพื่อให้กายนี้เป็นไปได้ก็เพื่อกำจัดความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ด้วยการคิดว่าเราจะกำจัดเวทนาเก่า(ความหิวเป็นต้น)และไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น(ความอิ่มจนอึดอีด) เพื่อความดำเนินไปแห่งกายที่ไม่มีโทษและ ความสะดวกผาสุกจักมีแก่การปฏิบัติของเรา
(๓) การประกอบความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่เเสมอ หมายถึงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุให้โงกง่วง ด้วยการจงกรม(เดิน) ด้วยการนั่ง สลับเปลี่ยนอริยาบถ ตลอดวัน ตลอดปฐมยามแห่งราตรี นอนดุจราชสีห์ มีสติสัมปชัญญะด้วยหมายใจว่า จะลุกขึ้นในมัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุให้อืดอัดขัดขวางการปฏิบัติ ด้วยการสับเปลี่ยนอิริยาบถเก่าที่เป็นทุกข์บีบคั้นดุจเป็นคนไข้ ด้วยอิริยาบถใหม่ดุจเป็นพยาบาลปฐมพยาบาลคนไข้นั้นนั่นแล (องฺ.ติก.๒๐/๕๕๙)
--------///------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ