ก้าวที่ ๕,๐๐๐ มาจากก้าวที่ ๕๐

---------------------------------

ผมเคยประมวลสิ่งที่คนไทยเข้าใจผิดสุดขั้วโลกว่ามีอยู่ ๓ เรื่อง คือ สังฆทาน พระธุดงค์ และปฏิบัติธรรม

สังฆทาน: คนไทยเข้าใจว่าต้องถวายชุดหรือถังสังฆทาน จึงจะเป็นสังฆทาน ไม่มีชุดไม่มีถัง ไม่เป็นสังฆทาน

พระธุดงค์: คนไทยเข้าใจว่า พระแบกกลดสะพายบาตรสะพายย่ามเดินไป คือพระธุดงค์

ปฏิบัติธรรม: คนไทยเข้าใจว่า ต้องแต่งชุดขาวไปอยู่วัด ๓ วัน ๗ วัน จึงจะเป็นการปฏิบัติธรรม

ต่อมา ผมพิจารณาเห็นว่า มีอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยเข้าใจผิดสุดขั้วโลก คือ นิพพาน

คนไทยเข้าใจว่า คนที่ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุนิพพานเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดไปคนเดียว ไม่ช่วยสังคม 

รวมเป็นสิ่งที่คนไทยเข้าใจผิดสุดขั้วโลก ๔ เรื่อง คือ สังฆทาน พระธุดงค์ ปฏิบัติธรรม และนิพพาน

ทั้ง ๔ เรื่องนี้ อย่างไรคือถูกต้อง ผมเคยอธิบายแล้ว ตอนนี้ยังไม่เป็นโอกาสที่จะอธิบายซ้ำ

มาถึงวันนี้ ผมพิจารณาเห็นว่า ยังมีสิ่งที่คนไทยเข้าใจผิดสุดขั้วโลกอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ การชี้โทษ

เวลานี้คนไทยเข้าใจว่า การชี้โทษคือการจับผิด

....................

คนส่วนมากมักแยกไม่ออกระหว่าง “จับผิด” กับ “ชี้โทษ”

จับผิด คำบาลีว่า รนฺธคเวสก (รัน-ทะ-คะ-เว-สะ-กะ) คือเรื่องยังไม่ปรากฏ แต่ไปเที่ยวขุดคุ้ยข้อบกพร่องของเขาขึ้นมาพูด ด้วยเจตนาจะเหยียบย่ำกดข่มให้เขาเสียหาย-เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

ชี้โทษ คำบาลีว่า วชฺชทสฺสี (วัด-ชะ-ทัด-สี) คือข้อบกพร่องผิดพลาดปรากฏขึ้นเป็นที่รู้เห็นทั่วกัน แต่เจ้าตัวผู้กระทำไม่รู้ หรืออาจไม่ทันรู้ตัว เราบอกให้เขารู้ด้วยความปรารถนาดี-เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ควรรู้กาละ เทศะ จังหวะเวลา

เวลานี้เรามักแยกไม่ออกว่าอย่างไรจับผิด อย่างไรชี้โทษ 

มองการชี้โทษเป็นการจับผิดไปหมด

ธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนเราคือ ไม่ชอบให้ใครมาชี้ข้อบกพร่อง ถ้าใครมาบอกว่า คำนี้คุณเขียนผิด เรื่องนี้คุณเข้าใจผิด งานนี้คุณทำผิด ฯลฯ คนส่วนใหญ่จะโกรธ จะไม่พอใจคนบอก ทั้งๆ ที่ผิดจริง 

และธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนไทย คือ มักเกรงใจคนทำผิด ยิ่งถ้าผู้ทำผิดพลาดบกพร่องเป็นผู้ใหญ่กว่าด้วยแล้ว ยิ่งไม่กล้าแตะ

เมื่อเป็นเช่นนี้ คนทำผิดก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้นผิด จึงยังคงทำผิดเรื่อยไปเพราะไม่รู้ ไม่มีใครเตือน 

ครั้นพอจะมีใครเตือน ก็ถูกสกัดด้วยคำว่า “เอาแต่จับผิดชาวบ้าน” เท่ากับช่วยกันปกป้องการทำผิดให้ดำรงอยู่และขยายตัวต่อไป

มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า -

...........

นิธีนํว  ปวตฺตารํ         ยํ  ปสฺเส  วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ  เมธาวึ     ตาทิสํ  ปณฺฑิตํ  ภเช

ตาทิสํ  ภชมานสฺส       เสยฺโย  โหติ  น  ปาปิโย.

แปลเป็นไทยว่า - 

พึงเห็นผู้มักชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ 

พึงคบหาท่านผู้กล่าวข่มขี่ มีปัญญา เป็นบัณฑิตเช่นนั้นเถิด 

เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐ 

หามีโทษที่เลวทรามไม่

ที่มา: บัณฑิตวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๖

...........

ในคัมภีร์อรรถกถา (ธัมมปทัฏฐถกถา ภาค ๔ เรื่องที่ ๖๐ ราธเถรวตฺถุ) อธิบายพุทธภาษิตบทนี้ ยกตัวอย่างพระภิกษุที่เป็นพระอุปัชฌาย์ไม่อบรมสั่งสอนภิกษุที่เป็นศิษย์

ภิกษุที่เป็นศิษย์ประพฤติผิดพระธรรมวินัย หรือทำอะไรไม่ถูกไม่ควรอย่างไร ก็ไม่ว่าไม่กล่าว เพราะกลัวศิษย์จะโกรธบ้าง กลัวศิษย์จะไม่รักบ้าง และเพราะกลัวศิษย์จะไม่อำนวยประโยชน์ให้ตนบ้าง

ท่านบอกว่าพระอุปัชฌาย์ชนิดนี้เปรียบเหมือนผู้เอาขยะมาเทไว้ในพระศาสนา

ในการอยู่รวมกันเป็นสังคมก็มีคติอย่างเดียวกัน รู้เห็นว่าใครทำอะไรผิดแล้วปล่อยปละละเลย อ้างว่าไม่ใช่ธุระของเรา ซ้ำอ้างว่าพระพุทธเจ้าสอนไม่ให้มองหาความผิดของคนอื่น ให้สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง

ก็เท่ากับปล่อยให้มีคนทิ้งขยะรกสังคมนั่นเอง

เห็นคนทำผิดแล้วไม่ทักท้วง กำลังกลายเป็นมารยาทที่คนนิยมประพฤติกันทั่วไปจนเป็นค่านิยมชนิดหนึ่ง คนทักท้วงจะถูกมองว่าเสียมารยาท 

เหมือนเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนไปทุกถนนหนทาง แล้วไม่มีใครบอก ไม่มีใครเตือน ไม่มีใครเก็บ 

นับว่าเป็นค่านิยมที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ในที่สุด คนจะเห็นการทำผิดเป็นเรื่องปกติ ไม่เสียหาย ไม่น่าอาย

ที่เห็นชัดตอนนี้คือเรื่องภาษาไทย พูดผิด เขียนผิด สะกดผิด ใช้คำผิดความหมาย ไม่มีใครทักท้วง ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นเรื่องเสียหาย

ต่อไป ความรู้สึกว่า “ไม่ใช่เรื่องเสียหาย” จะไม่อยู่แค่เรื่องภาษาไทย แต่จะขยายออกไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

โกหกหลอกลวงกัน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ทุจริตโกงกิน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

เสพสมสำส่อนไม่เลือกผัวใครเมียใคร ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ต่อไป-ลักขโมย แย่งชิง จี้ปล้นกัน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

และต่อไปก็จะถึงขั้น-ฆ่ากันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ถึงตอนนั้น คนก็เท่ากับสัตว์

ถ้าคนเท่ากับสัตว์ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เกิดขึ้นในก้าวที่ ๕,๐๐๐

ที่เรากำลังเห็นว่า พูดผิด เขียนผิด สะกดผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็คือก้าวที่ ๕๐

ก้าวที่ ๕,๐๐๐ มาจากไหน?

ก็มาจากก้าวที่ ๕๐ ที่เรากำลังก้าวกันไปอย่างเพลิดเพลินเจริญใจในวันนี้นี่ไง

สภาพ-คนเท่ากับสัตว์-มันไม่ได้เกิดขึ้นวันนี้พรุ่งนี้ หรือเกิดขึ้นในชั่วชีวิตเรา ให้เราได้เห็นกับตาตัวเองหรอกครับ

แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ลูกหลานของเราในอนาคตได้เห็นแน่ ได้เจอแน่ และได้เป็นกับมันแน่

และถ้าเราคิดว่า-ก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของกู!

เราก็เป็นสัตว์ไปแล้วตั้งแต่วันนี้

----------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๙ กรกฎาคม ๒๕๖๖

๑๓:๑๓ 

[full-post]

ปกิณกธรรม,สังฆทาน,ธุดงค์,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.