อัพยากตสูตร ว่าด้วยเหตุที่จะสิ้นสงสัยในเรื่องที่มิได้ทรงพยากรณ์
[๕๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วไม่เกิดความสงสัยในเรื่องที่พระองค์มิได้ทรงพยากรณ์ไว้
พระผู้มีพระภาคทรงตรัสตอบว่า ดูก่อนภิกษุ เพราะมิจฉาทิฏฐิได้ดับสิ้นไปแล้ว ความลังเลสงสัยในเรื่องที่เรามิได้พยากรณ์ไว้จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว คือ เพราะปราศจากอาการ ๗ ประการ ดังนี้
๑. มีความเห็นว่าอย่างนี้ว่า (ทิฏฺฐิคตเมตํ) หลังจากที่สัตว์ตายแล้วย่อมเกิดอีก, ...หลังสัตว์ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก, ... หลังสัตว์ตายแล้ว เกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี, ... หลังสัตว์ตายแล้ว จะเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่ ฯ
ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่รู้ประจักษ์ว่าความเห็นอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นอย่างนั้นเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนั้นพึงดับให้สิ้นไป ความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนั้นพึงปฏิบัติเพื่อละให้สูญสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรคแล เมื่อบุคคลใดปล่อยให้มิจฉาทิฏฐิเจริญด้วยอาการดังกล่าว เขาย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ(ความเกิด) ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) ไปได้เลย ดังนั้นแล เราจึงกล่าวว่า บุคคลผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นจากสังสารทุกข์ได้เลย
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมรู้ประจักษ์ว่าความเห็นอย่างนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นอย่างนั้นเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างนั้นพึงดับให้สิ้นไป ความเห็นที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างนั้นพึงปฏิบัติเพื่อละให้สูญสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรคแล เขาย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ
อุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เขานั่นแลย่อมหลุดพ้นจากสังสารทุกข์ได้
ดูก่อนภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วได้รู้เห็นประจักษ์อย่างนี้แล ย่อมไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมเกิดอีก ไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมไม่เกิดอีก ไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่
...อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วรู้เห็นประจักษ์ว่า มีแต่สภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หามีสัตวบุคคลตัวตนเราเขาไม่ ย่อมเป็นผู้มีปกติธรรมดาว่าจะไม่พยากรณ์เหมือนเช่นพระศาสดานั่นแล
...อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ได้รู้เห็นประจักษ์อย่างนี้แล้ว ย่อมหนักแน่น ไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน ไม่สะดุ้งสะเทือน ต่อความจริงที่เห็นประจักษ์ว่า มีแต่สภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หามีสัตว์บุคคลตัวตนเรา-เขา ไม่
(ปุถุชน ผู้ไม่ได้สดับ) ย่อมมีความยึดถือ ที่เป็นไปตามอำนาจของ-
๒. (ตณฺหาคตเมตํ) ตัณหา ว่า หลังสัตว์ตายแล้วย่อมเกิดอีก ฯลฯ...
๓. (สญฺญาคตเมตํ) สัญญา ว่า หลังสัตวตายแล้วย่อมเกิดอีก ฯลฯ...
๔. (มญฺญิตเมตํ) ความเข้าใจผิด ว่า หลังสัตว์ตายแล้วย่อมเกิดอีก ฯลฯ...
๕. (ปปญฺจิตเมตํ) ความหลงละเมอ ว่า หลังสัตว์ตายแล้วย่อมเกิดอีก ฯลฯ...
๖. (อุปาทานคตเมตํ) ความถือมั่น ว่า หลังสัตว์ตายแล้วย่อมเกิดอีก ฯลฯ...
๗. (วิปฺปฏิสาโร เอโส) ร้อนรนทึกทักเอา ว่า หลังสัตว์ตายแล้วย่อมเกิดอีก, ...หลังสัตว์ตายแล้วย่อมไม่เกิดอีก, ... หลังสัตว์ตายแล้ว เกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี, ... หลังสัตว์ตายแล้ว จะเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่
ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่รู้ประจักษ์ว่าความร้อนรนทึกทักเอาอย่างนั้น เป็นฝักฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ, ...เป็นความอุปถัมภ์แห่งมิจฉาทิฏฐิ, ...ควรดับให้สิ้นไป, ...ควรปฏิบัติเพื่อละให้สูญสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรคแล
เมื่อบุคคลใดปล่อยให้มิจฉาทิฏฐิ เจริญด้วยความร้อนรนทึกทักเอาดังกล่าวแล้ว เขาย่อมไม่หลุดพ้นจากชาติ(ความเกิด) ชรา(ความแก่) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) ไปได้เลย ดังนั้นแล เราจึงกล่าวว่า บุคคลผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นจากสังสารทุกข์ได้เลย
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับย่อมรู้ประจักษ์ว่าความร้อนรนทึกทักเอาอย่างนั้นเป็นฝักฝ่ายแห่งมิจฉาทิฏฐิ, ...เป็นเหตุอุปถัมภ์เแห่งมิจฉาทิฏฐิ, ...พึงดับให้สิ้นไป, ...พึงปฏิบัติเพื่อละให้สูญสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรคแล เขาย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และ อุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เขานั่นแลย่อมหลุดพ้นจากสังสารทุกข์ได้
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วได้รู้เห็นประจักษ์อย่างนี้แล ย่อมไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมเกิดอีก ไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมไม่เกิดอีก ไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ไม่พยากรณ์ว่า สัตว์หลังตายไปแล้วย่อมเกิดอีกก็มิใช่ ไม่เกิดอีกก็มิใช่
อริยสาวกผู้ได้สดับ แล้วรู้เห็นประจักษ์ว่า มีแต่สภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หามีสัตวบุคคลตัวตนเราเขาไม่ ย่อมเป็นผู้มีปกติธรรมดาว่าจะไม่พยากรณ์เหมือนเช่นพระศาสดานั่นแล
...เธอ ได้รู้เห็นประจักษ์อย่างนี้แล้ว ย่อมหนักแน่น ไม่หวั่นไหว ไม่สะทกสะท้าน ไม่สะดุ้งสะเทือน ต่อความจริงที่เห็นประจักษ์ว่า มีแต่สภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยหามีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่
ในนิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล และ อักษรเทวนาคี กล่าวว่า ปุถุชนผู้เจริญวิปัสสนาได้ญาณที่หนึ่ง คือ นามรูปปริจเฉทญาณ และญาณที่สอง คือ ปัจจยปริคคหญาณ ก็สามารถเข้าถึง คือ เห็นประจักษ์ สภาวะที่ไม่มีสัตว์บุคคลเราเขา มีแต่สภาวธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย เรียกบุคคลที่บรรลุญาณทั้งสองนี้ว่า อนุโสดาบัน มีอานุภาพทำให้ผู้บรรลุไม่ตกอบายในชาติถัดไปหนึ่งชาติ
และที่ อรรถกถา ฏีกา นิสสยะ ให้ความสำคัญสูตรนี้ ก็เพราะมีพระพุทธดำรัสกล่าวไว้ในพรหมชาลสูตรว่า ทิฏฐิทั้งหลายมีได้ ก็เพราะมีสักกายทิฏฐินั่นแล (องฺ.สตฺตก.๒๓/๕๔)
(อาจารย์สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ