สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
สัมปสาทนียสูตร
เหตุผลที่พระสารีบุตรเลื่อมใสในพระพุทธองค์
คราวหนึ่ง ขณะที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของปาวาริกเศรษฐี (ปาวาริกัมพวัน) ใกล้เมืองนาลัน พระสารีบุตรได้เข้าเฝ้ากราบทูลเรื่องความเลื่อมใสของตนที่มีต่อพระองค์ ไม่ว่าในอดีตอนาคตหรือปัจจุบัน ก็จะไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่นใดที่จะตรัสรู้ยิ่งไปกว่าพระองค์
พระพุทธองค์ตรัสว่า เธอกล่าวอย่างอาจหาญเช่นนี้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่นัก การที่เธออาจหาญกล่าวอย่างนี้ ได้ใช้จิตกำหนดรู้จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีตแล้วหรือว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้นมีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มี ปัญญาอย่างนี้ มีวิหารธรรมอย่างนี้ มีวิมุตติอย่างนี้ เพราะเหตุอย่างนี้ๆ
พระสารีบุตรกราบทูลว่า มิใช่เพราะกำหนดรู้จิตของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนั้น
ตรัสถามอีกว่า ได้ใช้จิตกำหนดจิตของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าในอนาคตและในปัจจุบันแล้วหรือว่า ทุกพระองค์มีศีลมีธรรมมีปัญญามีวิหารธรรมอย่างนี้ เพราะเหตุอย่างนี้ๆ ซึ่งพระเถระก็ กราบทูลเหมือนเดิมว่ามิใช่เพราะได้กำหนดรู้จิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนั้น
ตรัสถามว่า แล้วเหตุใดจึงอาจหาญกล่าวประกาศความ เลื่อมใสของตนอย่างนั้น
พระสารีบุตรกราบทูลว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีญาณกำหนดรู้จิต (เจโตปริยญาณ) ในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต อนาคต และปัจจุบันก็จริง แต่ข้าพระองค์ก็ทราบการหยั่งแนวธรรม (เม ธมฺมนฺวโย วิทิโต) เสมือนหนึ่งเมืองชายแดนของพระราชา ซึ่งมี ป้อมแน่นหนา มีกำแพงและเชิงเทินมั่นคง มีประตูอยู่เพียงประตูเดียว คนยามเฝ้าประตูนั้นเป็นคนฉลาดมีความรู้ คอยห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก ให้แต่คนที่รู้จักเข้าไป เขาเดินสำรวจแนวกำแพงรอบเมืองนั้น ไม่เห็นรอยไม่เห็นช่องรูที่กำแพงแม้แต่ที่แมวจะลอดได้ ก็คิดว่า ถ้ามีสัตว์โตใดๆ จะเข้าออกเมืองนี้ ก็จะต้องเข้าออกทาง ประตูนี้เท่านั้น ข้าพระองค์ก็เหมือนคนยามเฝ้าประตูนั้น ย่อมทราบการหยั่งแนวธรรมว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่มีมาแล้วในอดีต ทรงละนิวรณ์ 5 อันทำให้จิตเศร้าหมองทำปัญญาให้อ่อนกำลังได้แล้ว มีพระทัยตั้งมั่นในสติปัฏฐาน 4 ทรงเจริญโพชฌงค์ 7 อย่างถูกต้อง จึงได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอนาคตและ ในปัจจุบัน ก็ต้องเป็นอย่างนั้น จึงได้ตรัสรู้ (เช่นเดียวกัน)
“เมื่อข้าพระองค์ได้เข้าเฝ้าฟังธรรม พระองค์ก็ได้ทรงแสดงธรรมอันเยี่ยมยอดและละเอียดยิ่งนัก ทั้งธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว (อกุศลธรรม-กุศลธรรม) พร้อมด้วยข้ออุปมา ข้าพระองค์ได้รู้ยิ่งในธรรมที่ทรงแสดงนั้นๆ ได้บรรลุธรรมบางส่วน แล้ว จึงเลื่อมใสว่าพระองค์เป็นผู้ตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง ธรรมเป็นอันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว และพระสงฆ์ก็เป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว"
พุทธธรรมที่พระสารีบุตรเลื่อมใสยิ่ง
ต่อไปนี้ คือคำสอนต่างๆ ของพระพุทธองค์ ที่พระสาร บุตรรวบรวมกราบทูลในคราวนี้ ซึ่งท่านเลื่อมใสว่า ไม่มีสมณะ หรือพราหมณ์อื่นใดจะรู้ยิ่งไปกว่าได้
โพธิปักขิยธรรม-ธรรมเกื้อหนุนการตรัสรู้ อันได้แก่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ธรรมเหล่านี้เป็นยอดของธรรมในฝ่ายกุศล ซึ่งภิกษุผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันปราศจากอาสวะได้บรรลุถึง
อายตนะภายใน-อายตนะภายนอก อันได้แก่ ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ (อายตนะภายใน) และรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ (อายตนะภายนอก) โดยจับคู่กันเช่น ตากับรูป หูกับเสียง เป็นต้น ธรรมเหล่านี้ เป็นการบัญญัติ อายตนะได้อย่างครบถ้วนสิ้นเชิง ซึ่งไม่มีสมณะหรือพราหมณ์อื่น ใดจะรู้ยิ่งไปกว่านี้
คัพภาวักกันติ-การเกิดในครรภ์มารดา การเกิดในครรภ์นั้น พระพุทธองค์ตรัสว่ามี 4 อย่าง คือ
1. สัตว์บางพวก (หมายถึงมนุษย์) ไม่รู้สึกตัว (อสมฺปชาโน) ทั้งขณะเข้าสู่ครรภ์ ทั้งขณะอยู่ในครรภ์ ทั้งขณะคลอดจากครรภ์
2. สัตว์บางพวก รู้สึกตัว (สมฺปชาโน) ขณะเข้าสู่ครรภ์อย่างเดียว ไม่รู้สึกตัวขณะ อยู่ในครรภ์และขณะคลอดจากครรภ์
3. สัตว์บางพวกรู้สึกตัว ขณะเข้าสู่ครรภ์และขณะอยู่ในครรภ์ แต่ไม่รู้สึกตัวขณะคลอดจากครรภ์
4. สัตว์บางพวก รู้สึกตัวทั้งขณะเข้าสู่ครรภ์ ทั้งขณะอยู่ในครรภ์ ทั้งขณะคลอดจากครรภ์
(คำว่าเข้าสู่ครรภ์ แปลให้เข้าใจง่ายจากคำว่า ก้าวลงสู่ครรภ์ (มาตุ กจฺฉึ โอกฺกมิ ซึ่งหมายถึงปฏิสนธินั่นเอง อรรถกถากล่าวว่า ชาวโลกทั่วไปอยู่ในประเภทที่ 1 อสีติมหาสาวก (พระสาวกองค์ สำคัญ ๘๐ รูป) อยู่ในประเภทที่ 2 พระอัครสาวกทั้งสองและ พระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งหลายอยู่ในประเภทที่ 3 พระสัพพัญญูโพธิ สัตว์ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ทั้งหลายอยู่ในประเภทที่ 4 และกล่าวอีกว่า สัตว์อื่นตั้งแต่ชั้นอเวจีจนถึงภวัคคพรหม ยกเว้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีผู้ใดจะรู้สึกตัวครบทั้ง 3 ขณะนั้นเลย)
อาเทศนวิธา-วิธีทายใจ (อ่านใจ) พระพุทธองค์ ทรงแสดงไว้ 4 อย่างคือ
1. บางคนทายใจได้ด้วยนิมิต (ลักษณะ หรืออาการต่างๆ ที่เห็นจากภายนอก) ว่าคิดอะไรอยู่ หรือสภาพ จิตเป็นอย่างไร
2. บางคนทายใจได้ด้วยการฟังเสียง (เสียงของ มนุษย์หรืออมนุษย์ หรือเทวดา) ว่าคิดอะไรอยู่ หรือสภาพจิต เป็นอย่างไร
3. บางคนทายใจได้ด้วยการฟังคลื่นเสียงที่ซ่านออก มาจากวิตกวิจารของคน (วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิปฺผารสทฺทํ สุตฺวา) ว่าคิดอะไรอยู่ หรือสภาพจิตเป็นอย่างไร
4. บางคน กำหนดรู้ใจของผู้ได้สมาธิซึ่งยังมีวิตกวิจาร ด้วยใจของตนว่า ความคิดปรุงแต่ง (มโนสังขาร) ของเขาเป็นอย่างไร และรู้ว่าเขาจะคิดปรุงแต่งอย่างไรต่อไป
การทายใจทุกอย่างดังกล่าวมานั้น เป็นการทายที่ถูกต้อง แม่นยำและทายได้อย่างหลากหลาย เมื่อทายว่าเป็นอย่างไรก็ต้อง เป็นอย่างนั้น
ทัสสนสมาบัติ-การเข้าฌานที่มีการเห็นอารมณ์ต่างๆ
(ทัสสนสมาบัติ เป็นเรื่องหนึ่งที่พระสารีบุตรแสดงความ เลื่อมใส เท่าที่ปรากฏในพระบาลี ยังเข้าใจได้ยากและยังไม่พบคำ อธิบายให้เข้าใจได้แจ่มแจ้ง พบแต่คำอธิบายในอรรถกถาเท่านั้น จึงขอถอดความจากพระบาลีและคำอธิบายในอรรถกถาไว้ให้พิจารณา ดังนี้)
ตามพระบาลี ทัสสนสมาบัติมี 4 อย่างคือ
1. มีบางท่านบำเพ็ญเพียร (ตบะ) จนได้เจโตสมาธิ แล้ว พิจารณากายตั้งแต่ฝ่าเท้าไปจนถึงปลายผม ให้เห็นว่าภายในกายนี้เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลต่างๆ คือ ผม ขน เล็บ... น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร (ได้แก่อาการ 32 ) นี้คือ ทัสสนสมาบัติอย่างที่ (อรรถกถาอธิบายว่า ปฐมฌานที่เกิดขึ้นเพราะพิจารณาอาการ 32 คือ ทัสสนสมาบัติที่ 1 และถ้าได้เป็นโสดาบันโดยอาศัยฌานนั้น เป็นบาท ก็นับว่าเป็นทัสสนสมาบัติที่ 1 โดยตรง)
2. มีบางท่านบำเพ็ญเพียร (ตบะ) จนได้เจโตสมาธิ แล้ว พิจารณากาย (พิจารณาให้เห็นอาการ 32) แล้วพิจารณาเห็นลึก เลยผิวหนัง เนื้อและเลือดเข้าไปถึงกระดูก นี้คือทัสสนสมาบัติ อย่างที่ 2 (อรรถกถาอธิบายว่า ได้แก่การได้ฌานโดยมีทิพย จักษุเป็นบาท และถ้าอาศัยฌานนั้นทำให้สกทาคามิมรรคเกิดขึ้น ก็นับว่าเป็นทัสสนสมาบัติที่ 2)
3. มีบางท่าน บำเพ็ญเพียร (ตบะ) จนได้เจโตสมาธิ แล้ว พิจารณากาย (พิจารณาให้เห็นอาการ 32) แล้วพิจารณาเห็น กระดูกลึกเลยผิวหนัง เนื้อและเลือด เข้าไปจนกระทั่งถึงกระแส วิญญาณ (วิญฺญาณโสตํ) ของบุคคล ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภทคือ กระแสวิญญาณที่อยู่ในโลกนี้ และกระแสวิญญาณที่อยู่ในปรโลก นี้คือ ทัสสนสมาบัติอย่างที่ 3 (อรรถกถากล่าวว่า หมายถึงเจโต ปริยญาณของเสขปุถุชน คือ ปุถุชนผู้ได้ฌานโดยวิธีนี้ ก็สามารถ ที่จะพิจารณาหรือกำหนดจิตของบุคคลได้ เจโตปริยญาณของเสขปุถุชนนี้เอง คือทัสสนสมาบัติที่ 3)
4. มีบางท่าน บำเพ็ญเพียร (ตบะ) จนได้เจโตสมาธิแล้ว พิจารณากาย (พิจารณาให้เห็นอาการ 32) แล้วพิจารณาเห็น กระดูกลึกเลยผิวหนัง เนื้อ และเลือด จนกระทั่งถึงกระแสวิญญาณของบุคคลทั้ง 2 ประเภท คือกระแสวิญญาณที่ไม่มีอยู่ ในโลกนี้ และกระแสวิญญาณที่ไม่มีอยู่ในปรโลก นี้คือทัสสนสมาบัติอย่างที่ 4 (อรรถกถากล่าวว่า หมายถึงเจโตปริยญาณของ พระอรหันต์)
(อรรถกถาได้ชี้ชัดลงไปอีกว่า วิปัสสนาเพ่งอาการ 32 คือ 1 วิปัสสนาเพ่งกระดูกเป็นอารมณ์ คือทัสสน สมาบัติที่ 2 เจโตปริยญาณของเสขปุถุชน คือทัสสนสมาบัติที่ 3 เจโตปริยญาณของพระอรหันต์ คือทัสสนสมาบัติที่ 4 อีกอย่างหนึ่ง ปฐมฌานคือทัสสนสมาบัติที่ 1 ทุติยฌานคือทัสสนสมาบัติที่ 2 ตติยฌานคือทัสสนสมาบัติที่ 3 จตุตถฌานคือทัสสนสมาบัติที่ 4 และชี้ชัดไว้อีกอย่างหนึ่งว่า โสดาปัตติมรรคคือทัสสนสมาบัติที่ 1 สกทาคามิมรรค คือทัสสนสมาบัติที่ 2 อนาคามิมรรคคือทัสสน สมาบัติที่ 3 อรหัตมรรคคือทัสสนสมาบัติที่ 4 เหตุที่พระสารีริ บุตรแสดงความเลื่อมใสในเรื่องทัสสนสมาบัติ น่าจะเป็นเพราะ เห็นประจักษ์ในผลของการเพ่งพิจารณากาย ซึ่งทำให้บรรลุธรรม สูงขึ้นตามลำดับ จนถึงเป็นพระอรหันต์ได้)
บุคคลบัญญัติ-การจัดประเภทอริยบุคคล อริย บุคคลที่พระพุทธองค์จัดประเภทตามลักษณะการบรรลุธรรม มี 7 ประเภทคือ
1. อุภโตภาควิมุตต์ (พระอรหันต์ผู้ได้เจโตวิมุตติ ชั้นอรูปสมาบัติก่อนที่จะได้ปัญญาวิมุตติ)
2. ปัญญาวิมุตต์ (พระอรหันต์ผู้ได้ปัญญาวิมุตติโดยไม่ได้เจโตวิมุตติมาก่อน)
3. กายสักขี (หมายถึงอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตมรรค ซึ่งได้สัมผัสวิโมกข์ 8 (ได้อรูปสมาบัติ) และสิ้นกิเลสบาง
ส่วนด้วยปัญญา)
4. ทิฏฐิปัตตะ (หมายถึงอริยบุคคลตั้งแต่ โสดาบันผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตมรรค ซึ่งมีความเห็นถูกต้องใน อริยสัจและสิ้นกิเลสบางส่วนด้วยปัญญา) (โสดาปัตติผล ถึง อรหัตตมรรค)
5. สัทธาวิมุตต์ (หมาย ถึงอริยบุคคลตั้งแต่ชั้นโสดาบัน ซึ่งปฏิบัติเพื่อบรรลุอรหัตมรรค เป็นผู้มีความเห็นถูกต้องในอริยสัจและสิ้นกิเลสบางส่วนแล้ว ประเภทนี้มีศรัทธาแรงกล้านำทาง)
6. ธัมมานุสารี (ผู้บรรลุโสดาปัตติมรรค ด้วยมีปัญญายิ่ง เห็นอนัตตลักษณะชัดเจน) คือมีปัญญาออกไปด้วยสุญญตวิโกข์ในขณะบรรลุโสดาปัตติมรรค
7. สัทธานุสารี (ผู้ปฏิบัติจนบรรลุโสดาปัตติมรรค ยิ่งด้วยอธิโมกข์ มีสัทธินทรีย์กล้า เห็นอนิจจังชัดเจน ออกด้วยอนิมิตตวิโมข์ เมื่อตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว เจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตตผล ก็จะเป็นประเภทสัทธาวิมุตต์)
อริยบุคคลทั้ง 7 ประเภทนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทักขิไณยบุคคล 7 (โปรดศึกษาเพิ่มเติมใน พจ.ธ.94-96, วิสุทธิ 3/ 302: วิสุทธิ. ฎีกา 3/562-568)
สัมโพชฌงค์-องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ มี 7 อย่างคือ
1. สติสัมโพชฌงค์ (ระลึกรู้)
2. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (เลือก เป็นธรรม)
3. วิริยสัมโพชฌงค์ (มุ่งมั่น)
4. ปีติสัมโพชฌงค์ (อิ่มใจ)
5. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (สงบกายสงบใจ)
6. สมาธิสัมโพชฌงค์ (ใจตั้งมั่น, จิตแน่วแน่)
7. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (วางใจ เป็นกลาง) สัมโพชฌงค์ทั้ง 7 นี้ พระสารีบุตรเรียกว่า “ปธาน” ซึ่ง หมายถึงการเริ่มต้นความเพียร (endeavour)
ปฏิปทา-การปฏิบัติธรรม 4 รูปแบบ การปฏิบัติ ธรรมเพื่อให้สิ้นกิเลสนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่ามี 4 ลักษณะคือ
1. ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติด้วยความลำบากทั้งสำเร็จ ได้ช้า)
2. ทุกขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา (ปฏิบัติด้วยความยาก ลำบาก แต่สำเร็จได้เร็ว)
3. สุขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติด้วยความสะดวกสบาย แต่สำเร็จได้ช้า)
4. สุขา ปฏิปทา ขิป ปาภิญญา (ปฏิบัติด้วยความสะดวกสบาย ทั้งสำเร็จได้เร็ว)
พระสารีบุตรกราบทูลว่า 3 ปฏิปทาแรกไม่ดี ส่วนข้อ สุดท้ายดีเยี่ยม (ปฏิปทา 4 มีคำอธิบายละเอียดในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์)
ภัสสสมาจาร-หลักการพูดที่ดีหรือมารยาทในการพูดนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ 4 อย่างคือ
1. ไม่ พูดเท็จ
2. ไม่พูดส่อเสียดให้เกิดความแตกแยก
3. ไม่พูดแข่งดี มุ่งแต่จะเอาชนะกัน
4. พูดแต่ถ้อยคำซึ่งไตร่ตรองก่อนแล้วให้น่าเชื่อถือ (นิธานวตึ) ตามเวลาเหมาะสม
สีลสมาจาร-ความประพฤติที่ดี คำเต็มสำหรับคำสอนเรื่องนี้คือ “ปุริสสีลสมาจาร” หมายถึงความประพฤติอันดีงามของคน ตรัสสอนให้เป็นคนมีสัจจะ มีศรัทธา ไม่พูดหลอกลวง ไม่พูดเลียบเคียง (น ลปโก) ไม่พูดหว่านล้อม (น เนมิตติโก) ไม่ พูดแทะเล็ม (น นิปฺเผสิโก) ไม่แสวงหาลาภด้วยลาภ ไม่ปล่อย ใจไปกับสิ่งยั่วยวน (อินทริเยสุ คุตฺตทวาโร) รู้จักประมาณในการ กินประพฤติตนสม่ำเสมอ (สมการี) ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา (ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต) ไม่เกียจคร้าน ระดมความเพียร (อารทฺธวิริโย) มี จิตเป็นสมาธิ (ฌายี) มีสติ พูดจาดี มีปฏิภาณ มีความคิดก้าวหน้า (คติมา) มีความทรงจำดี (ธิติมา) มีความรู้ (มติมา) ไม่หมก มุ่นกาม มีปัญญารักษาตน (นิปโก)
อนุสาสนวิธี-วิธีสอนเพื่อให้บรรลุธรรม พระพุทธองค์เมื่อจะทรงสอนบุคคล ทรงทราบด้วยพระทัย (มนสิการ) ของ พระองค์เองว่า บุคคลนี้เมื่อปฏิบัติตาม จักเป็นโสดาบัน จักเป็น สกทาคามี จักเป็นอนาคามี หรือจักได้บรรลุเจโตวิมุตติ ปัญญวิมุตติสิ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์) นอกจากทรงรู้วิธีสอนแล้ว ยังทรงรู้ถึงวิมุตติญาณ (การได้บรรลุธรรม) ของแต่ละบุคคลด้วย
สัสสตวาทะ-ลัทธิสอนว่าโลกเที่ยงเป็นนิรันดร์ เกี่ยว กับลัทธิที่สอนว่าโลกเที่ยง พระพุทธองค์ทรงแจกแจงให้เห็นว่า พวกที่ถือลัทธินี้มี 3 ประเภทคือ
1. พวกบำเพ็ญตบะจนได้เจโตสมาธิแล้วระลึกชาติได้ ตั้ง แต่หนึ่งชาติไปจนถึงหลายแสนชาติ
2. พวกบำเพ็ญตบะจนได้เจ โตสมาธิแล้วระลึกชาติได้ไกลเป็นกัปตั้งแต่สังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัปหนึ่ง (ระยะกัปฝ่ายเสื่อมลงและฝ่ายเจริญขึ้นรอบหนึ่ง) ไปจนถึง 10 สังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัป
3. พวกบำเพ็ญตบะจนได้เจโตสมาธิแล้ว ระลึกชาติได้ไกลตั้งแต่ 10 สังวัฏฏกัปวิวัฏฏกับไปจนถึง 40 สังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัป ทั้ง 3 พวกนี้เมื่อระลึกชาติได้ยาวไกลอย่างนั้นก็ เห็นไปว่า อัตตาและโลกดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดับสูญ ส่วนสัตว์ทั้งหลายย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยไป (เรื่อง สัสสตวาทะได้กล่าวไว้ละเอียดในพรหมชาลสูตร)
บุพเพนิวาสานุสติญาณ- ญาณระลึกชาติหนหลัง บุพ เพนิวาสานุสติญาณ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ เป็นญาณที่เกิด จากการได้เจโตสมาธิแล้วระลึกชาติได้ตั้งแต่ 1 ชาติไปจนถึงแสน ชาติ เป็นหลายกัปและหลายสังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัป พระสารีบุตรกราบทูลในเรื่องนี้ว่า การเกิดของสัตว์ทั้งหลายที่นับไม่ได้ด้วยการ คำนวณเป็นตัวเลขก็ยังมีอีก นอกจากนี้ยังมีภาพอื่นๆ อีกที่เขาเคยอยู่ คือ รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ และเนวสัญญนาสัญญีภพ
จุตูปปาตญาณ ญาณการตายและเกิดของสัตว์ทั้ง หลาย พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า ผู้ได้เจโตสมาธิบางคน สามารถ ล่วงรู้ถึงการตายและการเกิดของสัตว์ทั้งหลายซึ่งดีเลวต่างกันด้วย ผลของกรรม เป็นการล่วงรู้ด้วยทิพยจักษุอันหมดจด ซึ่งตา มนุษย์ไม่สามารถจะเห็นได้
อิทธิวิธี-การแสดงฤทธิ์ ฤทธิ์มี 2 อย่าง คือ
1. ฤทธิ์ ประกอบด้วยอาสวะ ทำให้เกิดทุกข์ได้ (อุปธิ) ไม่ใช่ฤทธิ์ของ อริยบุคคล
2. ฤทธิ์ที่ปราศจากอาสวะ ไม่ทำให้เกิดทุกข์ เป็น ฤทธิ์ของอริยบุคคล
ฤทธิ์ที่ประกอบด้วยอาสวะ คือฤทธิ์ของบุคคลผู้ได้เจโต สมาธิซึ่งจะทำให้แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง เช่น คนเดียวบันดาล ให้เป็นหลายคน หลายคนบันดาลให้เป็นคนเดียว...หายตัวได้ เดินบนน้ำ...เหาะไปในอากาศ... ท่องไปทั่วทุกพรหมโลกก็ได้
ฤทธิ์ที่ปราศจากอาสวะ คือการที่ภิกษุสามารถกำหนด หมายในใจ (มีสัญญา) ได้ตามต้องการ บังคับความรู้สึกของตนได้ จะให้เห็นสิ่งที่น่าเกลียด (ปฏิกูล) ว่าไม่น่าเกลียดก็ได้ เช่นเห็น คนอัปลักษณ์ ก็มีจิตเมตตามีไมตรีต่อเขาได้ จะให้เห็นสิ่งน่ารัก เป็นไม่น่ารักก็ได้ เช่น เห็นคนสวยคนงามชวนให้เกิดราคะ ก็ กำหนดหมายในใจว่าเป็นอสุภะหรือซากศพ หรือจะวางใจเป็น กลางทั้งต่อสิ่งที่น่าเกลียดและไม่น่าเกลียดก็ได้
พระสารีบุตรเลื่อมใสว่า พระพุทธองค์มีฤทธิ์สองอย่างนั้น และทรงสอนเรื่องฤทธิ์ทั้งสองอย่างนั้น ซึ่งไม่มีสมณะหรือ พราหมณ์อื่นใดจะเทียบได้
โลกธาตุหนึ่งมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียว
พระสารีบุตรกราบทูลว่า สิ่งใดที่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีความมุ่งมั่น เพื่อให้ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถของคน สิ่งนั้นพระพุทธองค์ทรงบรรลุเป้าหมายเต็มที่แล้ว พระพุทธองค์ ไม่ทรงเกี่ยวข้องกับความสุขในกาม (กามสุขัลลิกานุโยค) อย่าง ปุถุชนชาวบ้าน และไม่ทรงทำให้พระองค์เองลำบากเป็นทุกข์ (อัตตกิลมถานุโยค-การทรมานตน) พระพุทธองค์ทรงได้ฌาน 4 (รูป ฌาน) พร้อมที่จะใช้เป็นเครื่องอยู่สุขสบายตามพระประสงค์โดยไม่ยาก (จะทรงเข้าฌานเพื่อพักผ่อนเมื่อไรก็ได้ทันที)
กราบทูลอีกว่า ถ้ามีคนถามว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ในอดีตในอนาคตและในปัจจุบันที่ทำได้เท่าหรือยิ่งกว่าพระพุทธ องค์มีไหม ตนก็จะตอบเขาไปว่าไม่มี ถ้าเขาถามว่า ในอดีตและ ในอนาคตมีสมณะหรือพราหมณ์ที่ได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อย่างพระพุทธองค์ไหม ก็จะต้องตอบว่ามีอยู่ แต่ถ้าเขาถามว่า ใน ปัจจุบันมีสมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่นที่ได้ตรัสรู้เหมือนพระพุทธองค์หรือไม่ ก็จะตอบว่าไม่มี และถ้าถูกถามอีกว่า เหตุใดจึงตอบ อย่างนั้น ก็จะบอกเขาไปว่า เพราะได้ฟังมาจากพระพุทธโอษฐ์ อย่างนั้นและพระพุทธองค์เคยตรัสว่า การที่จะมีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกัน 2 องค์ในโลกธาตุเดียวกันนั้น เป็นไปไม่ได้เลย
พระสารีบุตรทูลถามว่า ที่ท่านตอบเขาอย่างนี้ถูกต้องตามที่ทรงสอนหรือไม่ พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องไม่มีการบิดเบือน ไม่มีใครจะหาข้อตำหนิได้เลย
ไม่ทรงโอ้อวดเหมือนสมณพราหมณ์อื่น
คำกราบทูลของพระสารีบุตรทั้งหมดนี้ พระอุทายี ซึ่งเข้าเฝ้า ณ ที่นั้นด้วยได้กราบทูลขึ้นว่า น่าอัศจรรย์ที่พระพุทธองค์มีคุณธรรมอันสูงส่งอย่างนั้น มีฤทธานุภาพอย่างนั้น แต่ก็ไม่แสดงพระองค์อวดใคร ถ้าเป็นพวกเดียรถีย์มีคุณธรรมอย่างนั้น สักอย่างหนึ่งเท่านั้นแหละ พวกเขาจะต้องชูธงประกาศตนไปทั่ว บ้านทั่วเมือง
พระพุทธองค์ตรัสรับรองคำกราบทูลของพระอุทายี และ มีรับสั่งกะพระสารีบุตรว่า ขอให้บอกกล่าวเรื่องนี้แก่พุทธบริษัท ทั้งหลายบ่อยๆ เพื่อให้ทุกคนได้หายความเคลือบแคลงในพระองค์ เพราะคงมีบุคคลประเภทโมฆบุรุษอยู่ ซึ่งถ้าเขาได้ยินได้ฟังก็จะ หมดความคลางแคลงใจได้
------//------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ